สิ้นสุริยวงศ์ราชวงศ์ลาว : คอลัมน์ เดือนหงายที่ชายโขง

10.01.18 | 17:02 น.
เจ้าฟ้าชายโสริยะวงศ์สว่าง ภาพจาก Somvone Sananikone

นับจากราชอาณาจักรลาวปฏิวัติเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองเป็นสังคมนิยมในปี 1975 เชื้อพระวงศ์ของลาวก็แตกกระสานซ่านเซ็นไปอยู่ยังประเทศต่างๆ โดยมีชาวลาวบางส่วนที่ยังเคารพนับถือสถาบันกษัตริย์ให้เกียรติยกย่อง และปฏิบัติพระกรณียกิจเพื่อธำรงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิมของลาวไว้ในต่างแดน


พระราชวงศ์แห่งราชอาณาจักรลาว สืบเชื้อสายมาจาก เจ้ามันธาตุราช ผู้ครองราชอาณาจักรล้านช้างหลวงพระบาง ซึ่งเป็นประเทศราชของไทยหลังการล่มสลายของอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์

รัชสมัยเจ้าอนุวงศ์ ต่อมาในวิกฤตการณ์ ร.ศ.112 ราชวงศ์หลวงพระบางได้เลือกอยู่กับฝรั่งเศส ครองนครหลวงพระบางเป็นเมืองหลวงและที่ตั้งพระบรมราชวังโดยมีฝรั่งเศสเป็นผู้อารักขา ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เจ้าเพชรราช เจ้าสุวรรณภูมา และ เจ้าสุภานุวงศ์ สามพี่น้องในตระกูลเจ้าอุปราชได้เข้าเคลื่อนไหวเรียกร้องเอกราชจากฝรั่งเศสจนประสบความสำเร็จ และตั้งรัฐบาลขึ้นที่กรุงเวียงจันทน์

แต่การณ์กลับผันแปรเป็นความรุนแรงเนื่องจากการคุกคามของคอมมิวนิสต์และการแทรกแซงของสหรัฐอเมริกา ทำให้รัฐบาลของเจ้าสุวรรณภูมาล้มเหลวจากการรัฐประหารต่อเนื่องหลายครั้ง สหรัฐอเมริกาได้ส่งกองทัพและสายลับ ทหารรับจ้าง เข้ามาในลาวเพื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์อย่างเต็มที่ เช่นเดียวกับฝั่งโซเวียตและเวียดนามที่ส่งเสริมลัทธิคอมมิวนิสต์ให้ตั้งกองทัพปลดปล่อยขึ้นในลาว ความขัดแย้งนี้ทำให้เจ้าเพชรราชล้มป่วยถึงแก่พิราลัย เจ้าสุภานุวงศ์ที่ถูกจับกุมขังคุกโพนเค็งได้แหกคุกออกมาและเข้ากับฝ่ายคอมมิวนิสต์เต็มตัวเข้ารบกับรัฐบาลราชอาณาจักร ในที่สุดเมื่อสหรัฐอเมริกาถอนกำลังจากเวียดนาม รัฐบาลราชอาณาจักรลาวก็ล้มตามไปด้วย เจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนา ทรงสละราชบัลลังก์และฐานันดรศักดิ์ และรับเป็นที่ปรึกษารัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเช่นเดียวกับ เจ้าฟ้าชายวงศ์สว่างมกุฎราชกุมาร และ เจ้าสุวรรณภูมา ในขณะที่พระโอรสองค์สุดท้องคือ สมเด็จเจ้าฟ้าชายโสริยะวงศ์สว่าง ตัดสินพระทัยลี้ภัยไปยังฝรั่งเศส

Advertisement

ในปี 1977 การก่อความวุ่นวายของชาวม้งและลาวนอกเพื่อล้มระบอบปฏิวัติ ทำให้พรรคประชาชนปฏิวัติลาวมองเจ้ามหาชีวิตว่าเป็นภัยคุกคาม และนำพระองค์พร้อมทั้งพระญาติวงศ์ไปกักกันในค่ายสัมมนาที่

แขวงซำเหนือ ได้รับความลำบากมากมายหลายประการจากการคุมขัง จนพระองค์ตรอมพระทัยสวรรคตพร้อมทั้งสมเด็จพระราชินีและเจ้าชายมกุฎราชกุมาร เหลือเพียง เจ้าหญิงมณีไลย พระชายาในมกุฎราชกุมารที่รอดกลับมาใช้ชีวิตอย่างเงียบๆ ในนครหลวงพระบาง

ปัจจุบัน ประมุขของราชวงศ์ลาวพลัดถิ่นคือ สมเด็จเจ้าฟ้าชายโสริยะวงศ์สว่าง พระราชโอรสพระองค์สุดท้องในพระบาทสมเด็จพระเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนา พระมหากษัตริย์พระองค์สุดท้ายของราชอาณาจักรลาว ดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการต่างพระเนตรพระกรรณพระเจ้ามหาชีวิต พระองค์เพิ่งเสด็จสวรรคตไปเมื่อวันที่ 2 มกราคมที่ผ่านมาในพระชนมายุ 81 พรรษาที่กรุงปารีส

ส่วนรัชทายาทผู้สามารถอ้างสิทธิในราชบัลลังก์ลาวคือ เจ้าสุลิวงศ์สว่าง พระราชนัดดาของเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนา พระโอรสในเจ้าฟ้าชายมกุฎราชกุมารวงศ์สว่างกับเจ้าหญิงมณีไลย ซึ่งสามารถหลบหนีออกมาลี้ภัยที่ฝรั่งเศสตั้งแต่ทรงพระเยาว์ได้ก่อนจะถูกนำตัวไปยังค่ายสัมมนา

การสวรรคตของสมเด็จเจ้าฟ้าชายโสริยะวงศ์สว่าง ผู้สำเร็จราชการและพระประมุขแห่งราชวงศ์ลาวเปรียบเสมือนการสิ้นสุดของยุคสมัยที่เชื่อมต่อกับสงครามกลางเมืองและราชอาณาจักร ยิ่งเมื่อรัฐบาล สปป.ลาว เปิดโอกาสให้ชาวลาวในต่างแดนกลับมาพิสูจน์ทรัพย์สินและรับคืนอสังหาริมทรัพย์เดิมของตนและของตระกูล ทำให้ความทรงจำและการหวนคิดถึงระบอบเดิมในอดีตจางลงไป ชาวลาวรุ่นใหม่ไม่ว่าจะอยู่ในหรือนอกประเทศอาจรู้จักประวัติสมัยราชอาณาจักรลาวเพียงในหนังสือ และอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่ายังมีเชื้อพระวงศ์ลาวเหลืออยู่

ขอดวงพระวิญญาณของสมเด็จเจ้าฟ้าชายโสริยะวงศ์สว่าง เสด็จสู่เบื้องสวรรค์สุคติสัมปรายภพเทอญ