การมองเห็นเป็นสิ่งล้ำค่าที่ไม่มีใครอยากสูญเสีย และคงเป็นที่ถวิลหาสำหรับโอกาสที่ดวงตาซึ่งมืดดับแล้วจะได้กลับมามองเห็นอีกครั้ง
แสงแรกที่เข้ามาทำลายความมืดคงเป็นที่จดจำของเจ้าของดวงตาคู่นั้นไปเนิ่นนาน
ภารกิจช่วยนำคนออกจากความมืดนี้ทำต่อเนื่องมาแล้วถึง 3 ปี สำหรับ โครงการผ่าตัดต้อกระจกตา Sharing a Brighter Vision
จากความร่วมมือระหว่าง สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์, เอสซีจี และ โรงพยาบาลบ้านแพ้ว (องค์การมหาชน) เดินทางไปผ่าตัดช่วยเหลือผู้ป่วยโรคต้อกระจกในรัฐมอญ ประเทศเมียนมา โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานในท้องถิ่นเป็นอย่างดี
ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข เมียนมา ระบุว่า ทั่วประเทศเมียนมามีผู้ป่วยโรคต้อกว่า 1.8 ล้านคน โดย 53,000 คน อยู่ในรัฐมอญ
อีกทั้งเมืองมะละแหม่งในรัฐมอญ เป็นที่ตั้งโรงงานปูนซีเมนต์แห่งแรกของบริษัทเอสซีจีในเมียนมา ซึ่งในรัฐมีจักษุแพทย์ 4 คน และทำการผ่าตัดได้เพียง 2 คน เป็นสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนประชากร
โครงการนี้จึงคัดกรองผู้ป่วยต้อกระจก ทำการผ่าตัดได้ราวครั้งละ 200 คน ตลอดเวลา 3 ปี ของโครงการช่วยผ่าตัดได้มากกว่า 600 คน โดยใช้เวลาผ่าตัด 12 นาทีต่อคน
แม้จะเข้ามาผ่าตัดเป็นปีที่ 3 แต่ยังมีคนไข้อีกจำนวนมากที่รอคอยการผ่าตัด เนื่องจากที่ผ่านมามีผู้ป่วยสะสมมาก บางคนปล่อยทิ้งไว้จนมองไม่เห็นทั้งสองข้าง ซึ่งหลายคนยอมรับว่าประสบปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายในการผ่าตัด
โดยเมื่อปีที่แล้ว เอสซีจียังได้บริจาคเครื่องผ่าตัดตาต้อ Phacoemulsification (Phaco) machine ให้กับทางโรงพยาบาลเจนเนอรัลมะละแหม่ง ซึ่งเป็นโรงพยาบาลท้องถิ่นที่ให้สถานที่จัดโครงการ เพื่อช่วยให้แพทย์ในพื้นที่สามารถผ่าตัดคนไข้ได้ปลอดภัยมากขึ้นและใช้เวลาน้อยลง


ต้นแบบซีเอสอาร์สานสัมพันธ์
อาสา สารสิน ประธานคณะกรรมการกิจการสังคมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน เอสซีจี กล่าวว่า เอสซีจีเชื่อมั่นในการสร้างสรรค์โอกาสให้ผู้ป่วยให้ได้กลับมาใช้ชีวิตในสังคมอย่างปกติ อีกทั้งยังมุ่งมั่นที่จะช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสองประเทศ จากผู้ป่วย 1,500 คน ที่ต้องการการผ่าตัด เราทำได้ 600 คนแล้ว และคิดว่าจะทำต่อไปเท่าที่จะช่วยได้อย่างเต็มที่ อยากขอบคุณโรงพยาบาลบ้านแพ้วเป็นอย่างมาก ที่ทำงานด้วยความเต็มใจและประสบความสำเร็จ
“หลังผ่าตัดแล้วเปิดตาเขาดีอกดีใจ เป็นเรื่องที่ทุกคนประทับใจ กิจกรรมนี้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม โดยเฉพาะคนไข้ที่ได้รับการรักษา รัฐมนตรีสาธารณสุขเมียนมาเองก็บอกว่าดีใจมากที่เราให้ความสำคัญในคุณภาพการผ่าตัด จากนี้เราจะพยายามไปทำในที่อื่น ถ้าประเทศใดต้องการและสนใจให้เราไปร่วมมือช่วยเหลือกัน” อาสากล่าว
ด้าน วรรณวิมล ศุภประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ กล่าวว่า โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งในเรื่องสุขภาพชีวิตที่ทางสำนักงานทรัพย์สินฯทำ ด้วยเห็นความสำคัญของการบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ป่วยโรคต้อกระจก การจัดโครงการร่วมกันในปีนี้ เป็นการเดินหน้าขยายขอบเขตจากการช่วยเหลือด้านการรักษาทางการแพทย์แก่ผู้ป่วยในจังหวัดต่างๆ ของไทยสู่ประเทศเพื่อนบ้าน
จักร บุญหลง เอกอัครราชทูต ณ กรุงย่างกุ้ง เห็นว่า โครงการนี้ไม่ใช่แค่ให้สายตาที่มองเห็นชัดเจนกลับคืน แต่ให้คุณภาพชีวิต ให้ความฝันและความหวังกลับคืน เชื่อว่าจะช่วยเสริมสร้างให้ความสัมพันธ์ไทย-เมียนมาให้แข็งแรง อยากให้โครงการซีเอสอาร์นี้เป็นตัวอย่างให้บริษัทเอกชนไทยที่เข้ามาลงทุนในเมียนมา นับเป็นการแบ่งปันคืนกำไรให้ชุมชนท้องถิ่น


ต้อกระจก โรคที่มาพร้อมผู้สูงอายุ
โรคต้อกระจก เกิดจากความเสื่อมของเลนส์แก้วตา สาเหตุหลักคืออายุที่มากขึ้น ส่วนใหญ่จึงเกิดในผู้สูงอายุ มีตั้งแต่ภาวะขุ่นจนถึงมองไม่เห็นเลย
นพ.พรเทพ พงศ์ทวิกร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบ้านแพ้วที่ยกทีมกันมาผ่าตัด เล่าว่า เมียนมาเป็นสังคมที่มีผู้สูงอายุเยอะโดยเฉพาะในรัฐมอญ จึงพบผู้มีภาวะตาบอดจากโรคต้อกระจกมาก
“พบว่าคนไข้ที่นี่ส่วนใหญ่เป็นต้อชนิดสุกมากจนมองไม่เห็น บางคนต้องทนทรมานอยู่ในภาวะตาบอดมากถึง 15 ปีก็มี การผ่าตัดจะช่วยกำจัดภาวะตาบอด ทำให้มองเห็นได้ทันทีในวันรุ่งขึ้น คนเหล่านี้หากเราไม่ผ่าตัดเขาอาจต้องอยู่ในโลกมืดโดยไม่เห็นแสงสว่างอีกเลย”
นพ.พรเทพกล่าวอีกว่า ปีแรกที่ทำโครงการนี้มีผู้ป่วยไม่ต่ำกว่า 1,500 คน รอคอยการผ่าตัด แต่งบประมาณที่จำกัดทำให้ช่วยได้ราวปีละ 200 คน และมีรายใหม่เกิดขึ้นเรื่อยๆ
“เราพยายามช่วยคนไม่ว่าเชื้อชาติศาสนาใดที่มีภาวะตาบอดให้กลับมามองเห็นอีกครั้ง ให้เขาได้ออกจากโลกมืดและกลับมามีชีวิตที่มีความสุขให้ได้ ด้วยเทคโนโลยีการผ่าตัดของ รพ.บ้านแพ้วที่ปลอดภัยและรวดเร็ว การผ่าตัดครั้งนี้ใช้เลนส์แก้วตาเทียมที่ทันสมัยมากของสหรัฐอเมริกา ค่าใช้จ่ายการผ่าตัดด้วยเทคโนโลยีนี้ในเมืองไทยตกข้างละ 35,000 บาท ซึ่งคนไข้ได้รับฟรี เป็นสิ่งที่เราพยายามช่วยคนไข้ให้ได้รับสิ่งที่ดีที่สุด
“รพ.บ้านแพ้วพยายามพัฒนาให้มีความเชี่ยวชาญด้านตา โดยมีการสร้างโรงพยาบาลจักษุบ้านแพ้วที่น่าจะเปิดให้บริการปีหน้า แต่อาคารสร้างด้วยเงินบริจาคยังขาดเงินอีกจำนวนหนึ่ง เชื่อว่าผู้ป่วยทุกคนถ้าได้รับการผ่าตัดที่เร็วและดีจะทำให้เขาไม่ต้องอยู่ในโลกมืดอีกต่อไป”
ส่วนการขยายจำนวนผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโครงการนี้ นพ.พรเทพยืนยันว่าทีมบ้านแพ้วมีความสามารถในการผ่าตัดได้มากกว่านี้ โดยปีที่แล้วทำการผ่าตัดตาในไทยได้ราว 12,000 ข้าง การขยายจำนวนจึงขึ้นอยู่กับผู้สนับสนุน


เป็นสุขเมื่อเห็นรอยยิ้มคนไข้
ส่วนหนึ่งในแพทย์ผู้ทำให้การผ่าตัดนี้สำเร็จ พญ.พัทธ์ศรัณย์ ธนะสุพรรณ จักษุแพทย์ รพ.บ้านแพ้ว กล่าวว่า ได้มาผ่าตัดร่วมกับโครงการนี้เป็นครั้งที่ 3 แล้ว การมาทุกครั้งจะมีอุปสรรค โดยเฉพาะครั้งแรกที่ทางทีมงานยังไม่ค่อยรู้ข้อมูลในพื้นที่ก็มีอุปสรรคมาก แต่เมื่อได้เรียนรู้ อุปสรรคก็น้อยลงและราบรื่นขึ้น
“ที่ผ่านมา รพ.บ้านแพ้ว ออกหน่วยผ่าตัดตาในประเทศเป็นประจำ ส่วนนอกประเทศก็เคยไป กัมพูชา ภูฏาน และพม่าเป็นปีที่ 3 ในการออกหน่วยจะมีความสุขทุกครั้ง เมื่อได้เห็นคนไข้ที่ทุกข์ทรมานในความมืดมานานได้กลับมามองเห็น โครงการนี้ดีมาก ได้ช่วยคนไข้ที่พม่าให้มีโอกาสกลับมามองเห็นแสงสว่างอีกครั้ง ถือเป็นการให้ที่ยิ่งใหญ่”
พญ.พัทธ์ศรัณย์เผยว่า ความรู้สึกเมื่อเห็นคนไข้เปิดตาแล้วมองเห็นก็จะดีใจไปด้วย
“เราดีใจ เหมือนเขาได้ชีวิตใหม่ เมื่อเราได้ยินและได้เห็นรอยยิ้มของคนไข้และญาติคนไข้ก็มีความสุขแล้ว” พญ.พัทธ์ศรัณย์กล่าว

ฟื้นความหวังในชีวิตที่พร่ามัว
ท่ามกลางคนไข้นับร้อยที่รอผ่าตัดในโรงพยาบาลเจนเนอรัลมะละแหม่ง อู วิน อาว ชายชาวมะละแหม่ง อายุ 49 ปี หันมาสบตาพร้อมรอยยิ้ม
เขาสื่อสารด้วยภาษาไทยอย่างคล่องแคล่วเนื่องจากเคยมาทำงานแกะกุ้งอยู่ที่โรงงานในมหาชัยสิบกว่าปี แต่หลังจากพาสปอร์ตหมดอายุเมื่อ 3 ปีที่แล้ว เขาไม่ได้ทำพาสปอร์ตใหม่ด้วยปัญหาเรื่องค่าใช้จ่าย กลับมาอยู่บ้านและไม่ได้ทำงาน โดยภรรยายังทำงานอยู่ไทย
“ตาข้างขวามองไม่ชัดมา 2 ปีแล้ว เดินไปไหนมาไหนก็ไม่สะดวก มองเห็นรางๆ ขับมอเตอร์ไซค์ลำบาก ผมเคยไปหาหมอที่นี่ครั้งหนึ่ง หมอให้ยามากินแล้วนัดให้ไปหาใหม่ตอนสิ้นเดือน แต่ไม่มีเงินเลยไม่ได้ไป พอเห็นเขาประกาศว่าที่นี่รักษาฟรีเลยมา ถ้าผ่าตาที่พม่าเสียเงินประมาณ 3 แสนจ๊าด ถ้าไม่มีโครงการนี้ก็คงไม่ได้รักษา”
เขาเผยว่า หากตากลับมามองเห็นเป็นปกติจะกลับไปทำงานหาเงิน และหากมีโอกาสก็อยากจะกลับไปทำงานที่ไทยอีก
อีกหนึ่งคนไข้สูงวัยแต่ใจยังแข็งแรง ดอ ปา ลิน หญิงวัย 78 ปี กล่าวก่อนเข้าห้องผ่าตัดว่า ทั้งมีความสุขและตื่นเต้นที่จะได้รักษาตาข้างขวาที่มีจุดดำจนมองไม่เห็น ซึ่งปีทีแล้วเคยมาผ่าตาซ้ายไปแล้วกับโครงการนี้
“ก่อนนี้มองไม่เห็นทั้งสองข้างอยู่ปีกว่าๆ ชีวิตลำบากต้องอยู่แต่แถวบ้าน ไม่กล้าไปไหน เพราะอยู่บ้านคนเดียว ลูกชายไปทำงานต่างประเทศ พอได้ยินว่าจะมีรักษาฟรีก็ดีใจมากที่จะได้เห็นหน้าลูกหลานอีกครั้ง ที่ผ่านไม่ได้รักษาเพราะไม่มีเงิน ต้องอดทนเอา ไม่เคยไปหาหมอ”
ถามถึงความรู้สึกตอนเปิดตาเมื่อครั้งที่แล้ว เธอยิ้มกว้าง “โอ๊ย ดีใจมาก ปีที่แล้วตอนเปิดตามาเราเห็นลูกมะม่วงก่อนเลย (มีต้นมะม่วงปลูกในโรงพยาบาล) คราวนี้ผ่าเสร็จเปิดตามาคงเห็นเทวดาและนางฟ้าที่มาช่วยเราได้ชัดเจน อยากให้ทุกคนที่มาช่วยมีความสุขตลอดไป” ดอ ปา ลิน กล่าวแล้วให้พรแก่ทุกคนยาวเหยียด
ในโรงพยาบาล นอกจากคนไข้แล้วยังมีญาติผู้ที่มาผ่าตัดจำนวนมากนั่งรอด้วยความเป็นห่วง
ดอว์ เอ เอ มิน หนึ่งในญาติผู้ป่วยบอกว่า บ้านของเธออยู่ใกล้กับโรงงานเอสซีจีในมะละแหม่ง โดยเมื่อปีที่แล้วเคยพาป้ามาเข้าโครงการผ่าตัดต้อกระจก ในปีนี้ก็ได้พาลุงและป้าที่เป็นญาติกันมารักษาอีก เพราะถ้าจ่ายเงินผ่าตัดเองต้องเสียถึง 3 แสนจ๊าด คนไม่มีเงินก็ปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษา ในหมู่บ้านจึงมีคนเป็นต้อกระจกจนมองไม่เห็นเยอะ
“โครงการนี้ดี มาได้ข่าวก็ตอนปีที่ 2 ทางเอสซีจีไปบอกกับอนามัยในหมู่บ้านไว้ เราก็เลยกำชับกับอนามัยว่าถ้ามีผ่าอีกเมื่อไหร่ให้บอกด้วย จะได้ไปบอกลุงที่เขาตาไม่ดี เวลาพาคนมาผ่าตัดก็รวมคนในหมู่บ้านเช่ารถนั่งมา 10 คน เป็นคนป่วย 5 คน
“ปีหน้าถ้ามีโครงการก็จะพาญาติคนอื่นมาอีก ผลัดกันมา คนอื่นที่ผ่าไปปีก่อนก็บอกว่าดี มีลุงคนหนึ่งตอนแรกเขามองไม่เห็นเลย ต้องอยู่แต่ในบ้าน มองไม่เห็นกับข้าว ต้องมีคนดูแลอาบน้ำให้ ตอนนี้กลับมามองเห็น สามารถดูแลตัวเองและออกนอกบ้านไปไหนมาไหนได้แล้ว” เธอกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
หลังการผ่าตัดเพียงหนึ่งวัน ผู้ป่วยก็สามารถเปิดตากลับมามองเห็นได้เป็นปกติ การผ่าตัดต้อกระจกอาจเป็นโอกาสที่หาได้ไม่ยากนักในประเทศไทย แต่ในที่ซึ่งโอกาสเป็นสิ่งหายาก จนต้องยอมอดทนกับโรคภัยนำไปสู่การมองไม่เห็น
แสงสว่างที่ได้รับคืนนั้นมีค่านัก


