อย่างที่รู้กันว่าเรื่องช้อปปิ้งคนไทยไม่เป็นสองรองใคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการซื้อขายสินค้าออนไลน์ ทำให้มูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซในไทยเติบโตต่อเนื่องติดต่อกันมา 6 ปีแล้ว เฉลี่ยปีละ 10%
สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ สพธอ. ประเมินว่าตลาดอีคอมเมิร์ซไทย ปี 2560 อยู่ที่ 2,812,592.03 ล้านบาท เพิ่ม 9.86% โดยการค้าแบบ B2C (ธุรกิจต่อผู้บริโภค) โตขึ้น 15.54% ถือว่ามีมูลค่าสูงสุดในอาเซียน
ปีนี้และปีต่อไปก็น่าจะยังโตต่อ แต่สมรภูมิการแข่งขันเป็นเวทีของยักษ์ข้ามชาติแทบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ลาซาด้า, อีเลฟเว่นสตรีท, เจดีดอตคอม, ช้อปปี้ หรือแม้แต่ยักษ์โซเชียลเน็ตเวิร์ก “เฟซบุ๊ก” ที่เริ่มเข้ามาจริงจัง
ทุกรายพร้อมทุ่มไม่อั้นเพื่อช่วงชิงฐานลูกค้า ขนาดว่า “อะเมซอน” ยักษ์อีคอมเมิร์ซโลกอีกรายจะยังไม่ได้เข้ามาในบ้านเรา
“อีมาร์เก็ตเพลซ” จึงไม่น่าจะใช่ “เกม” ที่ผู้ประกอบการสัญชาติไทยลงไปแข่งได้
แม้แต่ “กลุ่มแอสเซ็นต์” ในเครือเจริญโภคภัณฑ์หรือ ซี.พี. (เจ้าของ “วีเลิฟช้อปปิ้ง” อีมาร์เก็ตเพลซรายแรกๆ ของไทย) ยังต้องปรับแผนธุรกิจ เพราะรู้ว่า สู้กันตรงๆ คงยากที่จะรอด และจะปรับอย่างไรคงต้องรอดูกันไป
แต่โลกของการช้อปปิ้งมีธุรกิจใหม่ๆ ที่เรานึกไม่ถึงเกิดขึ้นได้เต็มไปหมด อยู่ที่ใครจะคิดออก และลงมือทำ
ไม่จำเป็นต้องเป็นธุรกิจใหญ่ หรือใช้เงินลงทุนมากมาย มีตัวอย่างที่น่าสนใจในคอลัมน์ “สตาร์ตอัพปัญหาทำเงิน” ของ “ประชาชาติธุรกิจ”
บริษัทสตาร์ตอัพเล็กๆ ที่ว่านี้ชื่อ “Same Ole Line Dudes” ทำธุรกิจรับจ้างจองคิว
โรเบิร์ต ซามูเอล ผู้ก่อตั้งบริษัทเองก็ไม่ได้ตั้งใจว่าจะทำเป็นธุรกิจ คิดแค่อยากหารายได้เล็กๆ น้อยๆ ในช่วงที่กำลังตกงาน เมื่อเห็นคนมายืนต่อคิวรอซื้อไอโฟนรุ่นใหม่ (ปี 2012) จึงคิดว่าจะไปลองรับจ้างต่อคิวดูบ้าง
คิดแล้วก็ลงมือทำทันที โดยเข้าไปโพสต์ในเว็บไซต์หางานชื่อดัง ปรากฏว่ารอไม่นานก็มีคนติดต่อมา จากนั้นมาก็มีงานเข้ามาไม่ขาดสาย จนต้องไปชวนเพื่อนๆ ให้มาช่วยกันทำ
เขาและเพื่อน คิดค่าบริการคิวละ 100 เหรียญสหรัฐ เฉพาะงานนั้นงานเดียวทำให้เขาหาเงินซื้อ “ไอโฟน” เครื่องแรกให้ตนเองได้
บริษัทรับจองคิวจึงกำเนิดขึ้นมานับแต่นั้น แม้ช่วงแรกจะไม่มั่นใจเลยว่าจะมีลูกค้ามากแค่ไหน แต่ทำไปทำมากลับไปได้ดีมาก มีพนักงานอิสระที่พร้อมสแตนด์บายรอรับงานกว่า 30 คน ทั้งนักศึกษา, เพื่อนบ้าน, ผู้สูงอายุ หรือแม่บ้านที่อยากหารายได้พิเศษ
“Same Ole Line Dudes” ให้บริการในนิวยอร์กเป็นหลัก คิดค่าบริการเริ่มต้นชั่วโมงแรก 25 เหรียญสหรัฐ และอีก 10 เหรียญสหรัฐในทุกครึ่งชั่วโมง โดยมีเงื่อนไขว่า ต้องจองบริการขั้นต่ำ 2 ชั่วโมง และชาร์จเพิ่มอีกชั่วโมงละ 5 เหรียญสหรัฐในกรณีอากาศเลวร้าย โดยพนักงานจะได้ส่วนแบ่ง 60% ของค่าจ้าง
บริการหรือสินค้าประเภทไหนที่มีคนนิยมจ้างให้ไปต่อคิว?
จากสถิติแบ่งได้เป็นเพื่อซื้อเครื่องดื่มและขนมหวาน 40% บัตรละครบรอดเวย์ 30% รอรับสินค้าตัวอย่างและของแจกฟรี 20% เคยมีคนจ้าง 65 เหรียญสหรัฐ เพื่อไปรอคิวรับแจกโปสเตอร์ สตาร์วอร์ส ก็มีส่วนที่เหลือเป็นการต่อคิวซื้อตั๋วคอนเสิร์ต, คิวร้านอาหาร และอื่นๆ
ในช่วงหน้าร้อนปริมาณงานจะเพิ่มขึ้น เพราะเป็นฤดูท่องเที่ยวทำให้มีงานจากนักท่องเที่ยวขาจรที่มีเวลาจำกัด แต่อยากสัมผัสประสบการณ์ดีๆ ในนิวยอร์ก เช่น อยากชมละครบรอดเวย์หรือดูคอนเสิร์ตศิลปินชื่อดัง เป็นต้น
ถ้าในตลาดมีอะไรฮอตฮิตออกมาใหม่ ก็ถือเป็นช่วงโกยเงินสำหรับบริการจองคิวทันที
“โรเบิร์ต และคณะ” เคยคิดราคาเหมาคิวละ 60 เหรียญสหรัฐ สำหรับการไปยืนต่อคิวรอซื้อขนมหวานของเชฟชื่อดังที่จำกัดการซื้อแค่ 2 ชิ้นต่อคนมาแล้ว ทั้งที่ราคาขนมขายชิ้นละ 5 เหรียญเท่านั้น เพื่อความสบายก็มีคนพร้อมที่จะจ่าย
ช่วงหน้าหนาวที่อุณหภูมิลดต่ำกว่าศูนย์องศา อาจลำบากหน่อย ด้วยความเป็นห่วงสุขภาพพนักงาน “โรเบิร์ต” สั่งผลิตเต็นท์เล็กๆ ให้พนักงานใช้เป็นที่กันลมกันหนาว “เต็นท์” สีเหลืองสะดุดตากลายเป็นสื่อโฆษณาเคลื่อนที่ให้แบรนด์ไปโดยไม่รู้ตัว
“โรเบิร์ต” บอกว่า การเป็นนักจองคิวที่ดีต้องมีร่างกายแข็งแรง มีมารยาท ไม่แซงคิว อดทน และรู้จักเตรียมพร้อมรับมือเหตุการณ์เฉพาะหน้าต่างๆ
สำหรับนักจองคิวมืออาชีพ อุปกรณ์ที่ควรมีพกติดตัว ได้แก่ แบตมือถือสำรอง, เก้าอี้พับ และถุงนอน โดยในระหว่างรอควรหากิจกรรมแก้เบื่อมาฆ่าเวลา เช่น โหลดหนังหรือเพลงมาฟัง หรืออ่านหนังสือ มีบ้างเหมือนกันที่นักศึกษากฎหมายขนหนังสือมานั่งอ่านเพื่อเตรียมสอบในระหว่างรับจ๊อบรอคิว
แม้จะเป็นเจ้าของบริษัท แต่ “โรเบิร์ต” ก็ยังรับคิวเองเป็นครั้งคราว โดยเฉพาะตอนที่หาคนว่างรับคิวไม่ทัน
เคล็ดลับที่ทำให้กิจการไปได้ดี มาจากการที่เขาเป็นคนให้ “เกียรติ” และ “รัก” งานที่ทำ ด้วยถือคติว่า ต้องรู้จริงในสิ่งที่ทำ จะได้ให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับลูกค้าได้ เขาจึงไปดูละครบรอดเวย์เรื่องดังที่รับจองคิวซื้อบัตรมาแล้วหลายรอบ ไปชมพิพิธภัณฑ์ยอดฮิตมานับครั้งไม่ถ้วน และลองกินโครนัทมาแล้วทุกรส
ถ้ามีลูกค้าขอคำแนะนำ ก็พร้อม “รีวิว” ให้ฟังได้ไม่แพ้มืออาชีพ
ทุกวันนี้ “เขา” ยังจัดคิว และแจกงานเอง โดยมีพนักงานชั่วคราวอีก 2-3 คน คอยรับโทรศัพท์ลูกค้า และดูแลเว็บไซต์
นับเป็นสตาร์ตอัพแนวพอเพียงที่เลี้ยงตัวได้สบายมาก แค่ “รัก” ในสิ่งที่ทำ

