นักวิ่งประจำสวนสาธารณะคงคุ้นหน้าคุ้นตาดีกับ “ครูดิน” สถาวร จันทร์ผ่องศรี อดีตนักวิ่งมาราธอนทีมชาติไทย ดีกรีเหรียญทองแดงเหรียญแรกของประเทศไทย จากการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ปี 2528
เกิดปี พ.ศ.2506 อายุราว 55 ปี เป็นคน จ.พะเยา และเป็นลูกคนสุดท้องในบรรดาพี่น้อง “จันทร์ผ่องศรี” จำนวน 6 คน หนึ่งในนั้นคือ สมบัติ จันทร์ผ่องศรี อดีตผู้ฝึกสอนนักวิ่งมาราธอนทีมชาติไทย และการุณ จันทร์ผ่องศรี อดีตนักวิ่งที่ผันตัวไปเป็นโค้ชจิตอาสา
ตลอดจนสถาวรได้รับสายดีเอ็นเอนักกีฬาจากครอบครัวมาอย่างเต็มเปี่ยม ประกอบกับมีใจรักในการกีฬา เพราะเล่นบาสเกตบอลก็ได้ วิ่งก็เป็น ชกมวยก็เยี่ยม
แต่จุดสตาร์ต “การวิ่ง” ของสถาวรจริงๆ คือตอนอายุ 7 ขวบ เนื่องจากเห็นพี่ชายซ้อมวิ่งทุกวัน รวมถึงเห็นคนวิ่งชนะเลิศในกีฬาฤดูหนาวประจำปีของอำเภอที่มีแต่คนชื่นชม จนเกิดแรงบันดาลใจอยากเป็นฮีโร่ จึงแอบซ้อมวิ่งด้วยการวิ่งตามพี่ๆ จนเขาเริ่มเห็นแววแล้วหยิบไปปลุกปั้น
เมื่ออายุครบ 10 ขวบ สถาวรได้ลงสนามแข่งขัน 10 กิโลเมตรเป็นครั้งแรกที่ จ.พะเยา และจบที่อันดับ 4 พร้อมได้รับเงินรางวัล 10 บาท แต่ก็ต้องแลกมาด้วยรอยเฆี่ยนช่วงบั้นเอว เนื่องจากแอบปีนรั้วโรงเรียนออกไปแข่ง
จากนั้น เมื่ออายุ 14 ปี สถาวรได้รับโอกาสให้ไปแข่งขันวิ่ง 1,500 เมตร รุ่นอนุชนชายที่กรุงเทพฯ จนคว้าแชมป์ได้สำเร็จ รวมถึงได้ทุบสถิติประเทศไทย ครั้งนั้นเป็นใบเบิกทางให้สถาวรเข้าสู่วงการลมกรดอย่างเต็มตัว และได้กวาดหลายรางวัลภายในประเทศเรื่อยมา
ท้ายที่สุด ด้วยความมุ่งมั่นที่มาพร้อมกับพรสวรรค์ ทำให้สถาวรก้าวเข้าสู่บัลลังก์นักวิ่งมาราธอนทีมชาติไทย จนคว้าเหรียญทองแดงประวัติศาสตร์เหรียญแรกให้กับทีมชาติไทย ในซีเกมส์ครั้งที่ 13 ปี 2528 ได้ในที่สุด
ปัจจุบัน สถาวรผันตัวเป็นผู้แบ่งปันประสบการณ์จากการวิ่งที่สั่งสมมาทั้งชีวิต จนได้ชื่อเป็น “ครูดิน”
ตลอดจนมีใจรักในการเขียน ประกอบกับครูดินมีเพจเฟซบุ๊กคอยให้คำแนะนำเรื่องการวิ่ง เสริมด้วยแรงกระเซ้าเย้าแหย่จากแฟนๆ ให้ลองรวมเล่ม
ประจวบเหมาะกับได้พูดคุยกับ “สำนักพิมพ์มติชน” จนที่สุดแล้วได้ผลงานหนังสือ “วิ่งได้ ไม่ใช่แค่วิ่ง” ออกมาให้ติดตาม

ทำไมถึงเริ่มวิ่ง?
ครอบครัวเป็นนักกีฬา มีพี่ชายคนหนึ่งซึ่งเล่นกีฬาแล้วได้ไปคัดตัวจังหวัด ซึ่งตอนนั้นพะเยาเป็นอำเภอหนึ่งของ จ.เชียงราย เราต้องไปคัดเป็นตัวแทนของ จ.เชียงราย เพื่อมาแข่งกีฬาเขต ปัจจุบันเป็นกีฬาแห่งชาติ
ที่บ้านเรามีงานหนึ่งที่เรียกว่า “เหมันต์หรรษา” เป็นงานแข่งขันฤดูหนาวประจำจังหวัด และมีวิ่งทนเป็นการเปิดงาน ตามเส้นทางของนักวิ่งมีคนมายืนรอเต็ม 2 ข้างฝั่ง คนวิ่งผ่านแล้วจะมีคนเชียร์ ซึ่งความจริงเขาไม่ได้มาเชียร์วิ่งหรอก เขามาดูการเปิดงานฤดูหนาว แต่มันยังเข้าไปไม่ได้ (หัวเราะ) ด้วยความรู้สึกของเด็กวัย 6-7 ขวบ เห็นคนที่วิ่งชนะในงานแล้วมีคนชื่นชม เหมือนเป็นฮีโร่ เราอยากเป็นอย่างนั้น อยากเป็นฮีโร่อย่างนั้น
หลังจากนั้นมาเลยแอบวิ่งตามพี่ๆ ออกไปซ้อมวิ่งด้วย ความจริงแล้วเขารู้ว่าเราวิ่งตาม จึงมีคนข้างหลังคอยดูแลเราอีกทีหนึ่ง เพราะเราต้องวิ่งบนถนนสายเอเชีย ซึ่งรถเยอะมาก อันตราย วันหลังเขาเลยให้ไปซ้อมด้วยแบบเป็นระบบ
ใครเป็นคนกำหนดตารางให้?
พี่ชาย คือสมบัติ จันทร์ผ่องศรี แชมป์วิ่งมาราธอนประเทศไทย ถ้วยพระราชทานในหลวง ร.9 เห็นแววก็จับเราไปซ้อม ตอนนั้นมีพี่ชายอีกคนหนึ่งชื่อการุณ จันทร์ผ่องศรี เป็นนักกีฬาเขตและนักกีฬาสโมสรตำรวจเหมือนกัน อ.สมบัติเลยจับเราไปซ้อมด้วยกัน พอเริ่มซ้อม เริ่มเป็นระบบจึงเริ่มแข่งในระยะ 400 เมตร และ 800 เมตร
ตอนอายุ 14 อ.สมบัติเลยบอกว่าให้ไปแข่งที่กรุงเทพฯ เป็นการแข่งกีฬาชิงแชมป์ประเทศไทย รุ่นอนุชนชาย ไม่เกิน 16 ปี ระยะ 1,500 เมตร เราไปโดยขอทุนบำรุงการศึกษาของโรงเรียนได้มา 800 บาท ส่วนกางเกงวอร์มก็ยืมของ อ.สมบัติมาใส่ รองเท้าก็ยืม เสื้อก็ยืม (หัวเราะ) เพราะเราไม่ได้เป็นนักกีฬาจริงจัง ขณะนั้นอีก 2 วันจะแข่งแล้ว แต่ยังไม่มีสโมสรสังกัด ทุกสโมสรปฏิเสธหมด เพราะเราไม่มีประวัติการแข่งขัน จนได้คริสต์ธรรม แถวสามย่าน ซึ่งเป็นสมาชิกของสมาคมกีฬากรีฑาแห่งประเทศไทย มีสิทธิส่ง เขาเลยส่งเราแข่งงานนี้คนเดียว
ผลคือคว้าแชมป์ และทำลายสถิติด้วย เป็นเจ้าของสถิติประเทศไทยในปีนั้น สถิติเดิมเขาคือ 04.30 นาที แต่เราเข้าที่ 04.24 นาที ยังจำได้อยู่ (หัวเราะ)
จริงๆ วันนั้น อ.สมบัติเดินมาถึงก่อนลงสนาม เขาบอกว่าไม่ต้องตื่นเต้น ไม่ต้องกลัว แววแชมป์มันออก ผมได้ยินว่าแววแชมป์มันออก แค่นี้ก็ขนลุก และการวิ่ง 1,500 เมตร ต้องวิ่ง 300 เมตรก่อน จากนั้นเหลืออีก 3 รอบ วันนั้นเราวิ่งด้วยแรงกระชากเลย พอยิ่งไปก็ยิ่งห่าง มันอาจเป็นแรงขับหรืออะไรสักอย่าง แต่มันก็ดีอย่างหนึ่งคือ เขาเรียกว่าสัญชาตญาณของนักวิ่ง ถ้าคุณทะลุขีดจำกัดของคุณไปได้ คุณจะอยู่เหนือขึ้นไปอีกขั้นหนึ่งเลย เหมือนครูทะลุเพดานนั้นในวันนั้น
หลังจากนั้นครูกลับไปที่พะเยา ดึงเด็กนักเรียนจากโรงเรียนเทศบาลหรือโรงเรียนประถมกลับมาซ้อม เริ่มต้นการเป็นครูสอนวิ่งหลังจากกลับจากงานนั้น เป็นครูตั้งแต่อายุ 14-15 ปี
ระหว่างนั้นยังเรียนหนังสืออยู่?
เรียนครับ ราว ม.ศ.2 เท่ากับ ม.3 ในปัจจุบัน แต่ครูสอนเด็กพวกนี้ตอนเย็น และครูเริ่มไปคัดตัวกีฬาเขตตั้งแต่ตอนนั้นเลย
ปีแรกที่ครูไปคัด ครูได้เหรียญเงินก่อน แล้วก็กระโดดข้ามไปเล่นระยะไกล ปีต่อมาก็ได้เหรียญทองมาตลอด ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการที่เรามาวิ่งทางไกล มีช่วงหนึ่ง ประมาณ ม.ศ.4-5 ครูเริ่มออกไปวิ่งตามถนนแล้ว ตอนนั้นมันเริ่มมีถนน มีไนกี้เข้ามาเกี่ยว เป็นการวิ่งใหญ่ๆ ระดับเป็นหมื่นคน ครูก็ไปวิ่งระดับนานาชาติ ก็ได้แชมป์ที่นั่น พอได้แชมป์ฮาล์ฟปั๊บ มางานวิ่งเปิดทางด่วนสายแรกของเมืองไทย ดินแดง-คลองเตย ก็ได้แชมป์ที่กรุงเทพฯครั้งนั้นอีก
หลังจากนั้นมาก็เริ่มติดใจถนน ครูออกไปทั่วประเทศเลย อย่างที่เขาบอกว่า “ล่ารางวัล” น่ะ จริงๆ ตอนนั้นมันไม่ได้จะล่ารางวัลนะ จิตใจมันฮึกเหิม ต้องการจะไปพิชิต (ยิ้ม)
ตอนนั้นคิดเรื่องมาราธอนแล้ว?
ไม่คิดเลย ตอนนั้นมาราธอนเป็นเรื่องไกลตัวมาก จนเอ็นทรานซ์เข้าจุฬาฯ ก็มาเล่นกีฬามหาวิทยาลัยให้จุฬาฯ ขณะนั้นยังวิ่ง 5-10 กิโลเมตรอยู่ ได้แชมป์กีฬามหาวิทยาลัย แล้วไปได้เหรียญเงินที่มหาวิทยาลัยอาเซียน ตอนนั้น อ.สมบัติเป็นแชมป์ประเทศไทย แกไม่สบาย จะไปคัดตัวซีเกมส์ที่กรุงเทพฯ เลยบอกให้เราลองไปคัดดู ดูทรงแล้วน่าจะพอฟัดพอเหวี่ยง แต่ครูบอกว่าไม่เคยวิ่งมาราธอนเลย เขาก็บอกว่าวิ่งได้ เขาเป็นทั้งครูเป็นทั้งพี่ การันตีมาอย่างนี้ เอาก็เอา (หัวเราะ)
วันคัดตัวต้องวิ่งจากปิ่นเกล้าไปพุทธมณฑล ไปกลับ 42 กิโลเมตร เจอทั้งคนที่เป็นไอดอลเรา เป็นพี่ทีมชาติ อีกกลุ่มหนึ่งเป็นเพื่อนๆ เราเอง ซึ่งไปวัดแล้ว คนที่มาเนี่ยใน 10 กิโลเมตรไม่มีใครวิ่งดีกว่าครูเลย ใช้คำว่าห่างเยอะเลยก็ได้ (ยิ้ม)
พอปล่อยตัวปุ๊บ เราออกตัวด้วยวิญญาณของนักวิ่ง 10 กิโลเมตร เลยออกเร็ว พอเราออกเร็วแบบนี้ ถ้าเราทนได้ก็จะได้เปรียบ จำได้ว่า 10 กิโลเมตรแรกที่วิ่งไป ครูใช้เวลา 34 นาที ซึ่งเป็น 34 นาทีที่ต้องจดจำ พอหลัง 10 กิโลเมตรไปแล้วเริ่มเหงาแล้ว (หัวเราะ) คนเริ่มห่างกัน 20-30 เมตร
เราอยากให้เขาประคองกับเรามาจนสัก 30 กิโลเมตร เพราะไม่รู้ว่าต้องวิ่งอย่างไร เราไม่รู้ว่าพอ 10 กิโลเมตรแล้วมันต้องยังไง อีก 20 กิโลเมตรต้องวิ่งยังไง จุดกลับตัว แรงเอื่อยจะต้องวางยังไง จะฟื้นสภาพยังไง ตอนนั้นไม่รู้จริงๆ พอถึงจุดกลับตัวปุ๊บ มันหายแล้ว เห็นอยู่ข้างหลังลิบๆ ใจตอนนั้น บอกตามตรงว่าไม่ได้ฮึกเหิมอะไรเลย แต่เป็นใจที่พะวงว่าจะรอดหรือไม่รอด แต่พอผ่านกิโลเมตรที่ 30 ก็ไม่สนแล้ว (ยิ้ม)
ผลคือคัดตัวผ่าน แต่ถ้าถามว่าเราต้องการขนาดนั้นไหม ไม่ ไม่ได้คิดว่าอยากจะวิ่งมาราธอนเลย (หัวเราะ) แต่มันติด อ.สมบัติเลยให้เปลี่ยนแนวซ้อมเป็นมาราธอน ซึ่งความรู้สึกตอนนั้นไม่ได้มีความสุขเลย เพราะรู้อยู่แล้วว่าเวลาซ้อมมาราธอนหฤโหดขนาดไหน แต่กลายเป็นว่าตอนไปซ้อม มันมีอะไรแปลกๆ อย่างหนึ่งคือเราไม่ต้องเค้น และต้องทนกับความเมื่อยล้า
ผลจากการคัดตัวซีเกมส์ นำไปสู่อะไรไหม?
ถ้าวันนั้นไม่ได้เหรียญ ก็อาจไม่มีวันนี้ เหมือนเป็นการเปิดศักราชให้กับการวิ่งทางไกลว่าเราก็สามารถยืนอยู่บนเส้นทางการวิ่งระยะไกลในระดับนานาชาติได้ หลังจากได้เหรียญซีเกมส์กลับมา ครูเล่นอีก 1-2 ปี ก็หยุด หยุดวิ่งเลย เพราะมันอาจถึงจุดที่รู้สึกว่าเต็มที่แล้ว (ยิ้ม)
ตอนนั้นทำงานอยู่ด้วย แต่ก็ยังสอนวิ่งอยู่ แค่ไม่ได้เข้าไปสู่สนามวิ่งเลย มารื้อตัวเองจริงๆ ก็เมื่อ 6 ปีที่ผ่านมา เพราะทางสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดโครงการวิ่งสู่ชีวิตใหม่ ซึ่งก่อนเกิดโครงการนี้มีกลุ่มนักวิ่งกลุ่มหนึ่งมาหาโค้ชไปพัฒนาการวิ่งตัวเอง แล้วมาติดต่อครู จึงรวมกลุ่มกับพวกเขาไปสอนที่รามคำแหง มีเฟซบุ๊กเริ่มเกิดขึ้น
รวมถึงทนงศักดิ์ ศุภทรัพย์ ก็มาเรียนกับครู มาคุยกันเรื่องหนัง “รัก 7 ปี ดี 7 หน” เลยมาทำ “จัดวิ่ง ดูหนัง นั่งคุย” ที่สกาล่า ระดมกลุ่มมาทำการวิ่งประมาณ 10 กิโลเมตร คนเข้าร่วมกว่า 800 คน เสร็จแล้วมาดูหนังเรื่องนี้ สสส.เห็นว่าโครงการนี้ดี จึงมาคุยกับสมาคมนักวิ่งเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทยว่าน่าจะทำเป็นโครงการวิ่งสู่ชีวิตใหม่ กระตุ้นให้คนออกมาวิ่ง ตอนนั้นครูสร้างชมรมสถาวรรันนิ่งคลับ ออกไปสอนตามสวนลุมพินี สวนหลวง ร.9 เลยมีโครงการวิ่งสู่ชีวิตใหม่เกิดขึ้น ทำให้ครูเดินสายไปบรรยายการวิ่งเพื่อสุขภาพทั่วประเทศในฐานะโครงการของสมาคมนักวิ่งเพื่อสุขภาพฯโดยมี สสส.เป็นผู้สนับสนุน
เริ่มเกิดโครงการวิ่งสู่ชีวิตใหม่ให้นักวิ่งหน้าใหม่มาแข่งขันกัน ช่วงนั้นน่าจะเป็นช่วงที่เกิดกระแสนักวิ่งเยอะขึ้น แล้วการสื่อสารเร็วมาก ซึ่งคนก็พยายามเข้าไปหาข้อมูล ชมรมสถาวรรันนิ่งคลับเข้าไปเปิดเฟซบุ๊ก เริ่มเขียนบทความแนะนำ เริ่มบอกว่าครูดินจะออกไปสอนตรงไหน ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
เสน่ห์ของการวิ่งมาราธอน?
ครูว่าคือกระบวนการก่อนจะไปถึงมาราธอน เราต้องเจอหลายอย่างก่อนจะไปถึงสนามมาราธอน และต้องแบ่งเป็น 2 พาร์ต คือ กระบวนการก่อนถึงมาราธอน กับระหว่างการวิ่งมาราธอน
การปรับเปลี่ยนวิถีของตนเองทำให้คุณวิ่งมาราธอนได้ ถ้าคุณไม่ปรับเปลี่ยน คุณวิ่งได้ก็จริง แต่คุณไม่เจอสิ่งดีๆ แน่นอน ถ้าคุณยังใช้พฤติกรรมเดิม วิถีชีวิตเดิม คุณวิ่งมาราธอนไม่ได้ ในขณะที่การวิ่งมาราธอนทำให้คุณได้เรียนรู้ตัวเอง รักตัวเองมากขึ้น และเข้าใจคนอื่นมากขึ้น เพราะในแต่ละกิโลเมตรมันเปลี่ยน ยิ่งถ้าคุณไม่มีความพยายาม ไม่มุ่งมั่น ไม่อดทน ไม่มีความพยายามในการชนะ ก็วิ่งไม่ถึง
เป้าหมายในการวิ่ง?
เมื่อก่อนผมอยากติดทีมชาติ ความคิดนี้มีความกระจ่างชัดเจน ผมถึงบอกว่าเมื่อเราต้องการสร้างนักกีฬาขึ้นมาหนึ่งคน เราต้องสร้างฮีโร่ สร้างแรงบันดาลใจให้เขาอยากไขว่คว้า จนเกิดเป็นแรงกระหาย (ยิ้ม)
มี “วิ่งถูก” หรือ “วิ่งผิด” ไหม?
เราไม่สามารถตัดสินได้ว่ามาตรฐานไหนคือการวิ่งถูกหรือวิ่งผิด
ผมให้นิยามว่า ไม่มีท่าวิ่งที่ดีที่สุดในโลก นอกจากท่าวิ่งที่ดีที่สุดเฉพาะตัวคุณเอง เพราะฉะนั้นการมาเรียนท่าวิ่งคือเรียนเพื่อใช้กลไกการเคลื่อนไหวที่ตนเองมีอยู่ ทำให้การวิ่งไม่ต้องเค้น ไม่ยาก ลื่นไหลกว่าเดิม และที่สำคัญที่สุดคือลดความเสี่ยงจากอาการบาดเจ็บ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีโอกาสบาดเจ็บ เพราะยังมีอีกหลายปัจจัยที่ส่งผลต่ออาการบาดเจ็บได้ เช่น ความนุ่มแข็งหรือลาดเอียงของพื้นสนาม การเลือกใช้รองเท้าผิดประเภท การลงน้ำหนักผิด ท่าวิ่งผิด อารมณ์ก็สามารถทำให้วิ่งแล้วบาดเจ็บได้
วิ่งแล้วได้อะไร?
วิ่งแล้วต้องเกิดความเปลี่ยนแปลง อย่าให้เหนื่อยฟรี ไม่ใช่ว่ามาถึงปุ๊บแล้ววิ่ง วิ่งเสร็จปุ๊บก็เซลฟี่ สิ่งนี้ไม่ใช่
คุณวิ่งแล้วต้องมีการพัฒนา ได้เรียนรู้กับความเจ็บปวด ความอดทนอดกลั้น ได้เรียนรู้ว่าถ้าคุณทำแบบนี้แล้วจะได้ผลลัพธ์แบบไหน แล้วเวลาคนอื่นทำอย่างนี้ เขาจะเป็นอย่างไร สิ่งที่ได้จากการวิ่งสามารถนำมาปรับใช้กับชีวิตประจำวันได้ สุดท้ายแล้วชีวิตทั้งหมดของคุณจะเปลี่ยนไปเป็นชีวิตที่มีคุณภาพ สุขภาพดีไม่เป็นภาระแก่ผู้อื่น อย่างน้อยๆ คือ 1.คุณตื่นเช้า 2.คุณนอนเร็ว 3.คุณเลือกรับประทานอาหาร 4.คุณตัดสิ่งที่ไม่ทำให้วิถีชีวิตคุณดีขึ้นออกไปได้ 5.คุณสามารถแบ่งปันความรู้ไปสู่คนรอบข้างให้พวกเขามีสุขภาพดีได้ รวมถึงได้สัมพันธภาพที่ดีต่อกันด้วย
ช่วงอายุที่เหมาะสมกับการวิ่ง?
เด็กเล็กก็วิ่งได้ แต่ต้องให้ความสำคัญกับระยะทางและความหนักของการวิ่งที่ไม่ควรมากจนเกินไป
ผมขอฝากไปยังผู้ปกครองที่มีลูกหลานที่ชื่นชอบในการวิ่ง หากเด็กยังอายุไม่ถึง 15 ปี ควรให้วิ่งแค่สั้นๆ ไม่เกิน 5 กิโลเมตร อายุ 15-18 ปี ถึงให้เริ่มวิ่ง 10 กิโลเมตรได้ พอ 19 ปีขึ้นไป จึงจะให้เริ่มวิ่งในระยะที่ไกลกว่านั้น
ผู้ปกครองหลายคนพอเห็นลูกวิ่งเก่งก็อยากผลักดัน ซึ่งผมเป็นห่วงตรงนี้ เพราะขณะวิ่งร่างกายจะดึงแคลเซียมออกมาใช้มาก ซึ่งแคลเซียมมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความแข็งแรงของกระดูกและการเจริญเติบโตของเด็ก เมื่อเด็กที่อายุไม่ถึงเกณฑ์ออกมาวิ่งในระยะทางที่ไกล หรือบ่อยครั้ง ในอนาคตอาจทำให้ร่างกายมีปัญหา อาจนำไปสู่ภาวะแคระแกร็นได้
ความสนใจอื่นนอกจากการวิ่ง?
ผมชอบเขียนบทความสั้นๆ ไม่ยืดเยื้อ แต่ให้ได้ใจความ แล้วผมชอบอ่านหนังสือด้วย แม้กระทั่งถุงกล้วยแขกผมก็อ่าน (ยิ้ม)
ผมมีนิสัยแปลกอยู่อย่างหนึ่งคือ จะเห็นใครทำร้ายหนังสือไม่ได้ แค่พับมุมหนังสือผมก็ยังตะขิดตะขวงใจเลย ผมสอนลูกหลานเสมอว่าให้เก็บหนังสือให้ดี แต่ถ้าอ่านจบแล้ว เข้าใจแล้ว ไม่ต้องเก็บไว้ ให้ส่งมอบไปยังคนอื่นจะเกิดประโยชน์มากกว่า
และเพราะชอบเขียนบทความเกี่ยวกับการวิ่งลงบนเฟซบุ๊ก หลายคนเข้ามาคอมเมนต์แหย่อยู่เสมอว่า ทำไมไม่รวมเล่ม บางทีย้อนเฟซบุ๊กกลับมาอ่านก็หาตรงนู้นตรงนี้ไม่เจอ ถ้าเป็นในหนังสือก็หยิบมาพลิกอ่านได้เลย ซึ่งถูกจังหวะได้พูดคุยกับสำนักพิมพ์มติชนพอดี จึงใช้เวลารวบรวมงานเขียนทั้งเก่าและใหม่เรื่อยมา ขัดเกลากว่า 2 ปี จนออกมาเป็นเล่มนี้
ทำไมถึงตั้งชื่อว่า “วิ่งได้ ไม่ใช่แค่วิ่ง”
จริงๆ แล้วใครๆ ก็วิ่งได้ ถ้าคุณเดินได้ แค่เพิ่มความเร็วไปอีกหน่อย คุณก็วิ่งได้แล้ว แต่เมื่อวิ่งแล้วต้องวิ่งให้สนุก มีความสุข และต้องไม่บาดเจ็บ สิ่งนี้เป็นมากกว่าคำว่าวิ่งได้ ซึ่งต้องมีกระบวนการตั้งแต่เริ่มต้น พื้นฐาน และมีพัฒนาการไปสู่การเป็นนักวิ่งที่วิ่งแล้วมีความสุข ไม่ใช่วิ่งเพื่อความเป็นเลิศอย่างเดียว
การเรียนรู้จากประสบการณ์ผู้อื่นเป็นการเรียนรู้ที่ง่าย ไม่หลงทาง และย่นเวลา หนังสือเล่มนี้ได้รวบรวมประสบการณ์การวิ่งของผมในตลอดระยะเวลาตั้งแต่ 7 ขวบ จนถึงบัดนี้ก็กว่า 40 ปีแล้ว บรรจุหลายสิ่งหลายอย่างที่นักวิ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างมีความสุข ซึ่งหนังสือเล่มนี้เหมาะสำหรับนักวิ่งทุกประเภท ไม่ว่าจะหน้าเก่าหน้าใหม่ก็สามารถนำไปใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตนเองต้องการได้


