การมองหารูปแบบ (pattern) เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์
มันทำให้บรรพบุรุษของเราสามารถสังเกตตำแหน่งของดาวฤกษ์บนท้องฟ้า แล้วลากเส้นในจินตนาการเชื่อมต่อกันเป็นกลุ่มดาวได้ จากนั้นสังเกตการเปลี่ยนแปลงเวลาขึ้นตกของกลุ่มดาวบางกลุ่ม แล้วเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจนสามารถระบุฤดูกาลและนำมาซึ่งการสร้างปฏิทิน การสร้างปฏิทินนี้เองนำมาซึ่งการวางแผนการเพาะปลูกและล่าสัตว์
การมองหารูปแบบทำให้นักคิดสมัยก่อนสังเกตเห็นว่าสิ่งมีชีวิตนั้นเต็มไปด้วยความแตกต่าง แต่ภายในความแตกต่างนั้นมีรูปแบบบางอย่างร่วมกัน ทำให้เกิดการจัดแบ่งพวกมันเป็นกลุ่มๆเพื่อศึกษาได้อย่างยอดเยี่ยม
แต่บ่อยครั้ง การพยายามมองหารูปแบบอันเป็นธรรมชาติของมนุษย์เรานั้น ทำให้เราเผลอเชื่อมโยงสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกันเข้าด้วยกันได้ ตัวอย่างเช่น เมื่อเราล้างรถแล้วฝนดันตก เราเกิดความสะเทือนใจจนเกิดการผูกโยงว่าการล้างรถทำให้ฝนตก
การเชื่อมโยงอย่างผิดๆ นี้เองที่ทำให้หลายครั้งเวลาเรียนหนังสือเราเข้าใจผิดอยู่บ่อยครั้ง
ผมเคยได้ยินทฤษฎีเรื่อง “การนึกถึงความสำเร็จบ่อยๆ และจะช่วยดึงดูดความสำเร็จในชีวิตได้ ในลักษณะเดียวกับทฤษฎีความโน้มถ่วงที่ดึงดูดมนุษย์เราทุกคนให้ติดไว้กับโลก” ดึงดูดโลกและดาวเคราะห์ให้โคจรไปรอบๆดวงอาทิตย์ ดึงดูดดวงอาทิตย์ไว้ในกาแล็กซีทางช้างเผือก
ทฤษฎีความสำเร็จนี้เป็นเรื่องจริงหรือไม่นั้น ผมขอยกไว้ก่อน
แต่ผมจะอธิบายให้ชัดเจนตรงนี้เลยว่า การเชื่อมโยงความสำเร็จเข้ากับทฤษฎีความโน้มถ่วงเข้าด้วยกันนี้ไม่ได้มีความเป็นวิทยาศาสตร์เลยแม้แต่น้อย
ทฤษฎีนี้มีสถานะเดียวกับวิทยาศาสตร์เทียม (Psudoscience) อื่นๆ ที่ไม่สามารถพิสูจน์ว่าผิดได้ เพราะถึงแม้ว่าเราจะเฝ้านึกถึงความสำเร็จอย่างตั้งใจ แต่ถ้าผ่านไป 10 ปีแล้วความปรารถนานั้นยังไม่สำเร็จ อาจมีคำอธิบายจากผู้เชื่อถือทฤษฎีนี้ว่าต้องรอนานกว่านั้นหรือไม่ เราก็ยังนึกถึงความสำเร็จยังไม่แรงกล้าพอ
แนวคิดทฤษฎีวิทยาศาสตร์เทียมนั้นจะเชื่อถือทฤษฎีตนเองไปเลยว่าเป็นความจริง แต่ถ้ามีใครระแคะระคายหรือไม่ให้ความเชื่อถือก็จะมีการกล่าวอ้างว่า “ถ้าไม่รู้ ก็อย่ามาฟันธงว่าผิด” ทั้งที่จริงๆ แล้วทฤษฎีเหล่านี้ไม่มีวันผิดอยู่แล้ว
ในขณะที่ทฤษฎีวิทยาศาสตร์นั้นผิดได้เมื่อมีหลักฐานที่ดีกว่ามาคัดง้าง วิทยาศาสตร์ จึงถูกปรับแก้พัฒนามาโดยตลอด เมื่อนักวิทยาศาสตร์ตั้งสมมุติฐานใหม่ๆ พวกเขาจะไม่ฟันธงว่าทฤษฎีนั้นถูกต้องหรือผิดในทันที แต่มองด้วยสายตาแห่งการสังเกตอย่างละเอียด ส่วนหนึ่งจะสร้างทฤษฎีต่อยอดจากแนวคิดนั้นว่าสมมุติฐานใหม่นั้นใช้อธิบายปรากฏการณ์อะไรได้บ้าง และมีความขัดแย้งอะไรกับสิ่งที่เรารู้อยู่แล้วหรือไม่ ที่สำคัญคือมันนำไปสู่การทำนายอะไรใหม่ๆ ที่เราไม่เคยรู้บ้าง
จากนั้นปล่อยให้การทดลองตัดสินความจริง
ผมไม่แน่ใจนักว่าคนที่คิดทฤษฎีความสำเร็จดึงดูดความสำเร็จนั้นรู้จักโปรตอนกับอิเล็กตรอนหรือไม่? อนุภาคทั้งสองนี้ดึงดูดกันด้วยแรงไฟฟ้าทำให้เกิดเป็นสสารต่างๆ ในเอกภพ ทั้งที่ทั้งสองอย่างนี้มีประจุไฟฟ้าตรงข้ามกัน
แล้วภายในโปรตอนยังประกอบไปด้วยอนุภาคควาร์ก (quark) 3 อนุภาคดึงดูดกันด้วยแรงมหาศาลยิ่งกว่าแรงโน้มถ่วงและแรงทางไฟฟ้า แต่ควาร์กทั้งสามอนุภาคนี้มีประจุสีต่างกันทั้งหมด
ผมประหลาดใจที่มีคนเชื่อว่าความสำเร็จดึงดูดกันได้เหมือนแรงโน้มถ่วง แต่ไม่ยักเหมือนแรงอื่นๆ ในธรรมชาติ อีกอย่างทฤษฎีความโน้มถ่วงแบบนิวตันนั้นยังสามารถคำนวณความแร่งและค่าอื่นๆ ได้อย่างชัดเจน แต่ทฤษฎีความสำเร็จนั้นคำนวณอะไรออกมาให้จับต้องได้บ้างกันหนอ
ที่สำคัญคือ ธรรมชาติของแรงโน้มถ่วงแบบนิวตันนั้นเป็นการมองเชิงประมาณเท่านั้น ถ้ามองแบบแม่นยำจริงๆ คือ ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปซึ่งมีความโค้งของกาลอวกาศมาเกี่ยวข้องด้วย เลยสงสัยว่าความโค้งของกาลอวกาศในทฤษฎีความสำเร็จคืออะไรกันแน่ ฯลฯ

