เมื่อเข้าสู่ศักราชใหม่ ความพยายามในการประสานงานและสร้างความร่วมมือในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงก็ดำเนินต่อทันทีในการประชุมผู้นำกลุ่มประเทศความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขง ครั้งที่ 2 ณ กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา การประชุมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงแสนยานุภาพและอิทธิพลของสาธารณรัฐประชาชนจีนที่เด่นชัด จนเรียกได้ว่าเป็นการสถาปนาอำนาจนำของจีนในลุ่มแม่น้ำโขงอย่างเป็นทางการ โดยไทยที่
เคยเป็นโต้โผใหญ่ในการจัดประชุมอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Sub-region: GMS Meeting) ได้ผ่อนความสำคัญและการสนับสนุนลง
กลุ่มประเทศความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขง (Lancang-Mekong Cooperation: LMC) ที่นำโดยจีน และประเทศในลุ่มน้ำโขงได้แก่ ไทย ลาว เวียดนาม พม่า และกัมพูชา ได้เริ่มประชุมในระดับเจ้าหน้าที่และรัฐมนตรีมาตั้งแต่ปี 2014 ก่อนจะคืบหน้าเข้าสู่การประชุมระดับผู้นำ โดยเมื่อวันที่ 11 มกราคมที่ผ่านมา เป็นการประชุมระดับผู้นำครั้งที่ 2 ในหัวข้อ “สายน้ำแห่งสันติภาพและการพัฒนาที่ยั่งยืนของเรา” โดยจีนให้ความสำคัญสูงยิ่ง จากจำนวนประชากรรวม 339 ล้านคน (นับจีนเฉพาะเขตทางใต้ 2 เขต คือ มณฑลยูนนานและเขตปกครองตนเองกวางสีจ้วง) มี GDP รวม 2.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และมีการค้าภายในกันมากถึง 444,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี
ความโดดเด่นและเอาจริงของจีน เห็นได้จากการประชุมครั้งนี้ แม้จะจัดขึ้น ณ กรุงพนมเปญของกัมพูชา แต่ นายกรัฐมนตรีหลี่เค่อเฉียง ของจีนกลับร่วมเป็นประธานการประชุมคู่กับ สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเตโช ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ด้วย การประชุมครั้งนี้ฉากหน้ามุ่งเป้าหมายไปยังการเร่งพัฒนาความร่วมมือในลุ่มน้ำโขงตามแนวทางที่จีนสนับสนุนหกทาง ได้แก่ การเชื่อมต่อทางคมนาคม การเพิ่มความสามารถการผลิต ความร่วมมือทางเศรษฐกิจข้ามชายแดน การจัดการทรัพยากรน้ำ การเกษตร และการบรรเทาความยากจน แต่ฉากหลังคือการเร่งรัด
ความร่วมมือในโครงการก่อสร้างใหญ่ที่จีนเป็นผู้ลงทุนและชี้นำ ไม่ว่าจะเป็นทางหลวงคุนหมิง-กรุงเทพฯ, ทางรถไฟจีน-ลาว-ไทย, เขตเศรษฐกิจพิเศษนิคมอุตสาหกรรมหลงเจียงในเวียดนาม, เขตเศรษฐกิจพิเศษไซเซดถาในลาว และท่าเรือน้ำลึกสีหนุวิลล์ของกัมพูชา
นอกจากนี้ ยังได้ก่อตั้งกองทุนพิเศษ LMC Special Fund เพื่ออุดหนุนโครงการต่างๆ ที่จะเป็นไปตามข้อตกลงความร่วมมือที่เกิดขึ้น โดยมีจีนเป็นเจ้าของทุนหลักผ่านธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเอเชีย
หรือ AIIB และในปี 2018-2019 ถือเป็นปีแห่งการวางรากฐานเพื่อส่งเสริมความร่วมมือให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น
นายกรัฐมนตรีหลี่เค่อเฉียง ยังประกาศว่า นับแต่นี้ไปจีนจะนำพาประเทศกลุ่มล้านช้าง-แม่โขง อีกทั้ง 5 ประเทศให้เข้าสู่ “ยุคแห่งรถไฟความเร็วสูง” โดยให้ทุนฝึกอบรมข้าราชการและพนักงานของรัฐ 2,000 ทุน และทุนการศึกษาระดับปริญญาตรี 100 ทุนต่อปี ประกาศแผนพัฒนาระยะ 5 ปี ลงในปฏิญญาพนมเปญด้วยความเห็นชอบพร้อมกันของผู้นำ 6 ชาติ
แม้ว่าการเข้ามาทุ่มทุนพัฒนากลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขงของจีนจะเป็นเรื่องดีต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนหลายส่วน แต่ท่าทีของจีนนั้นยังน่ากังวล โดยเฉพาะด้านการรักษาระบบนิเวศและธรรมชาติ รวมถึงปัญหาการทุจริตภายในกลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐและบริษัทจีนที่เข้ามาลงทุนและเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ เพราะถึงแม้จีนจะใช้ภาษิตว่า “ดื่มน้ำร่วมสาย ทำงานร่วมใจ” แต่ภาษิตจีนอีกเช่นกันที่มีว่า “ฟ้าสูง ฮ่องเต้ไกล” นโยบาย
ปราบปรามทุจริตก็ใช้ได้ยาก โดยเฉพาะเมื่อมีรัฐบาลและหลายหน่วยงานหลายชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง
และเรื่องที่น่าเสียดาย คือการสูญเสียบทบาทนำของประเทศไทย ในการรวบรวมกำลังเพื่อต่อรองผลประโยชน์จากจีนให้ดีที่สุด เพราะเมื่อ LMC เข้ามาเป็นธงนำสร้างบทบาทหลักในลุ่มน้ำโขง ความร่วมมือเดิมไม่ว่าจะเป็น GMS หรือ ACMEC ก็ลดบทบาทและอำนาจต่อรองลง เท่ากับว่าทุกชาติต้องทำตามจีนในที่สุด

