‘กระบี่’ เดินเครื่อง ‘เมืองศิลปะ’ เต็มสูบ ชู ‘ไทยแลนด์เบียนนาเล่’ งานศิลป์ฉีกกรอบริมอันดามัน

19.01.18 | 17:17 น.

เกือบ 10 ปีหลังมานี้ หลายจังหวัดในประเทศไทยมีแนวโน้มจะ “ยืนด้วยลำแข้งตัวเอง” มากขึ้น คือ อาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคเอกชนมาพัฒนาเมือง มากกว่าจะรอความช่วยเหลือจากภาครัฐเพียงอย่างเดียวเช่นเคยเป็นมา

ชลบุรี บุรีรัมย์ เชียงราย คือ ตัวอย่างของการพัฒนาเศรษฐกิจโดยอาศัยสโมสรฟุตบอล

ล่าสุดคือ ขอนแก่น ที่ยกระดับขนส่งมวลชนและโครงสร้างพื้นฐานด้วยการรวมตัวและระดมทุนจากภาคเอกชนในท้องถิ่น ในนาม บริษัท ขอนแก่นพัฒนาเมือง จำกัด

อีกจังหวัดที่กำลังเดินตามแนวทางนี้มาติดๆ และเลือกทำอย่างแตกต่าง คือ กระบี่ ซึ่งในอนาคตอันใกล้จะมิใช่แค่จังหวัดที่เป็น“เมืองน่าอยู่ ผู้คนน่ารัก” แต่จะเป็น “กระบี่เมืองศิลปะ” ด้วย”เกณฑ์ในการเลือก ‘เมืองศิลปะ’ จะพิจารณาจากศักยภาพและความโดดเด่น องค์ประกอบ คือ 1.เป็นเมืองที่มีศิลปินที่สามารถสร้างสรรค์งานศิลปะระดับชาติได้ 2.จำนวนหอศิลป์ที่มีอยู่ในจังหวัดนั้น 3.ท้องถิ่นมีความพร้อมในการขับเคลื่อนไปด้วยกันกับกระทรวงวัฒนธรรม

เป็นคำอธิบายของ วีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งกล่าวในงานเลี้ยงต้อนรับของ เทศกาลศิลปะนานาชาติ Thailand Biennale, Krabi 2018 ที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกของเมืองไทยที่ จ.กระบี่ โดยความร่วมมือของเทศบาลเมืองกระบี่และสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) กระทรวงวัฒนธรรม

Advertisement

สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยได้เรียนรู้จากการเข้าร่วม Venice Biennale ที่อิตาลี ศึกษาการดำเนินงาน ความสำเร็จของเมืองต่างๆ ทั้งญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน และกลับมาทบทวนศักยภาพทางศิลปะของไทยว่าเราสามารถทำอะไรได้บ้าง

คำตอบมาลงตัวที่ Thailand Biennale

งานศิลป์ไม่จำเป็นต้องอยู่แค่ในแกลเลอรี่

แต่เดิม “เทศกาลศิลปะ” ตามความเข้าใจทั่วไป คือ การที่งานศิลปะหลายๆ ชิ้นตั้งแสดงอยู่ภายในแกลเลอรี่หรือหอศิลป์สักแห่งหนึ่ง นั่นหมายความว่า “พื้นที่ของศิลปะ” มีขอบเขตแบ่งแยกชัดเจนจากพื้นที่อื่นๆ ในสังคม

แต่ Thailand Biennale จะไม่เป็นแบบนั้น

แนวคิดหลักของงาน คือ เขตแดนแห่งความมหัศจรรย์ (Edge of the Wonderland) บ่งบอกถึงพื้นที่สำหรับจัดแสดงผลงานที่ตั้งอยู่ “กลางแจ้ง” บนแนวชายฝั่งทะเลซึ่งเป็นแนวกั้นเขตแดนระหว่างแผ่นดินใหญ่และทะเลอันดามัน ในรูปแบบศิลปะเฉพาะที่ (site-specific installations) รวมถึงบ่งบอกแนวทางในการสร้างสรรค์ผลงานที่จะมีทั้ง “การเชื่อมต่อและหักเหของแนวคิด” นำไปสู่จินตนาการอันน่าตื่นเต้น ผ่านฝีมือของศิลปินทั่วโลกกว่า 60 คน ที่ลงพื้นที่ซึมซาบวัฒนธรรม ธรรมชาติ และอัตลักษณ์ของพื้นที่

นี่จึงเป็นเทศกาลศิลปะที่แปลกใหม่ทั้งต่อศิลปิน ต่อผู้ชม และต่อพื้นที่ที่จัดเทศกาล

ความงามของกระบี่กับความสวยของภรรยา

“กระบี่มีสถานที่ท่องเที่ยวที่งดงามอย่างมากอยู่แล้ว ผมก็สงสัยในตอนแรกว่า จะต้องการงานศิลปะไปเพิ่มทำไม”

คำถามของ เจียง เจฮง (Jiang Jiehong) หรือ โจชัว อาจารย์ด้านศิลปะจีน จากวิทยาลัยศิลปะเบอร์มิงแฮมในประเทศอังกฤษ แสดงถึงความสงสัยของตัวเองในช่วงแรกก่อนจะตกลงรับหน้าที่หัวหน้าภัณฑารักษ์ของเทศกาลศิลปะครั้งนี้ ซึ่ง กีรติศักดิ์ ภูเก้าล้วน นายกเทศมนตรีเมืองกระบี่ รับหน้าที่ตอบคำถาม

“สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 มีพระราชดำรัสเมื่อครั้งมาเยือนกระบี่ว่า กระบี่สวยที่สุดในโลก” กีรติศักดิ์เกริ่นด้วยความภูมิใจ

“แต่ความงดงามของกระบี่ เปรียบเหมือนความสวยของภรรยา เราอยู่กับภรรยามานาน อาจหลงลืมความสวยของเธอไป จนเมื่อเพื่อนของเราได้เห็น เขาก็ชมว่า ภรรยาของเราสวยมาก คำชมนั้นทำให้เราได้หวนกลับมามองภรรยาตัวเองอีกครั้ง และรู้ว่าเธอยังสวยอยู่เสมอ งานศิลปะที่จะเกิดขึ้นก็ทำหน้าที่เหมือนเพื่อนของเรา”

ในความหมายของนายกเทศมนตรีเมืองกระบี่ บรรดา “เพื่อน” ผู้กระตุกย้ำเตือนให้เห็นว่า “ภรรยา” อย่างเมืองกระบี่ยังสวยอยู่น่าจะหมายรวมได้ถึงการจัดอันดับของหน่วยงานระดับโลกที่ยกย่องความงดงามของกระบี่อย่างสม่ำเสมอ

เช่น ในปี 2557 เว็บไซต์ท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Trip Advisor ได้จัดอันดับให้กระบี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวอันดับที่ 4 ของโลก ในรางวัล Travelers’ Choice awards for Destinations โดยประเมินจากปริมาณและคุณภาพของการแสดงความเห็นของนักท่องเที่ยวผ่านเว็บไซต์ Trip Advisor และในปีนี้ CNN travel ก็จัดให้หาดพระนางเป็นชายหาดที่สวยที่สุดอันดับ 55 ของโลก

จึงไม่น่าแปลกใจที่หาดพระนาง หรือหาดถ้ำพระนาง จะเป็นหนึ่งในไฮไลต์สำคัญของเทศกาล Thailand Biennale 2018 ที่ศิลปินเลือกลงสำรวจพื้นที่เป็นแห่งแรกๆ ทั้งนี้ การลงพื้นที่ก็เป็นไปเพื่อให้ศิลปินสามารถปรับปรุงแผนการสร้างผลงาน (Proposal) ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและความเปลี่ยนแปลงของสถานที่ให้ได้มากที่สุด โดยแผนการที่ว่านี้มีกำหนดแล้วเสร็จในเดือนมีนาคมปี 2561

หัวหน้าภัณฑารักษ์โจชัว ผู้มีหน้าที่คัดกรองผลงานทั้งหมด กล่าวว่า เขาเลือกศิลปินจากแผนการสร้างผลงาน ไม่ใช่เพราะศิลปินคนนั้นเป็นใคร

(ซ้ายบน) สาธิตการผลิตลูกปัด (ขวาบน) สื่อมวลชนนั่งสปีดโบ๊ตไปยังหาดต่างๆ ที่ศิลปินลงพื้นที่ (ซ้ายล่าง) สื่อมวลชนรับฟัง-สอบถามแนวนโยบายผลักดัน “กระบี่เมืองศิลปะ” (ขวาล่าง) ศิลปินลงพื้นที่หาดพระนาง

“ผมเลือกศิลปินที่ใจดี อดทน และมีความรักในจิตใจ การทำงานของเราต้องผ่านการถกเถียง ที่สำคัญคือ แผนการสร้างงานที่จะได้รับเลือกต้องสามารถตอบโต้กับแนวคิดของ Thailand Biennale และตอบโต้กับพื้นที่แสดงผลงานได้”

ต่อยอดต้นทุนในพื้นที่ด้วยมันสมองของคนท้องถิ่น

Thailand Biennale เกิดขึ้นได้ด้วยการสนับสนุนหลักจากภาครัฐอย่างกระทรวงวัฒนธรรมก็จริง แต่แนวคิด “กระบี่เมืองศิลปะ” ถูกริเริ่มและผลักดันโดยผู้บริหารในท้องถิ่นมานานร่วม 10 ปี ส่วนหนึ่งเพราะกระบี่เป็นเมืองโบราณ จึงมีความได้เปรียบด้านต้นทุนทางอารยธรรม รุ่มรวยด้วยหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ เช่น ลูกปัดโบราณ ต่อยอดให้เกิดอาชีพและรายได้แก่คนในท้องถิ่น รวมถึงการขุดค้นพบโครงกระดูกมนุษย์ที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เป็นที่มาของ “สี่แยกมนุษย์โบราณ” หนึ่งในจุดเช็กอินยอดนิยมบริเวณใจกลางเมืองกระบี่

โกมาต แป้นเกิด ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดกระบี่ กล่าวขณะลงพื้นที่หาดพระนางพร้อมศิลปินบางส่วนว่า พื้นที่แสดงผลงานของศิลปินมี 2 จุด คือพื้นที่ทางบกและทางทะเล จากสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่งดงามซึ่งกระบี่มีอยู่แต่เดิม กิจกรรมนี้จะยิ่งส่งเสริมให้กระบี่มีความโดดเด่นทั้งการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและเชิงธรรมชาติ

“เราสังเกตว่าที่ผ่านมา เมื่อนักท่องเที่ยวมาเยือนกระบี่ก็จะเห็นแค่สถานที่ทางธรรมชาติ แต่ในตัวเมืองกระบี่มีประติมากรรมปูดำ ซึ่งนักท่องเที่ยวนิยมไปเช็กอินลงโซเชียลมีเดีย เราจึงต่อยอดจากตรงนี้ จากที่มีงานศิลปะแค่ในเมืองให้ขยายไปยังอำเภอรอบนอก ในวงราชการส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นได้รับทราบหลักการนี้แล้ว เหลือเพียงการประชาสัมพันธ์ออกไปยังประชาชนให้เขารับรู้ว่าต่อไปนี้กระบี่ จะกลายเป็น ‘เมืองศิลปะ’ แล้ว”

ด้าน บุญเลิศ คำดี ผู้อำนวยการศูนย์หอศิลป์ สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า Thailand Biennale 2018 ครั้งนี้ เกิดขึ้นได้เพราะการทำงานร่วมกันของหน่วยงานทั้งจากส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นซึ่งมีฐานะเป็นเจ้าของพื้นที่ อันสอดคล้องกับแนวทางประชารัฐของรัฐบาล

“สมัยนี้การทำงานต้องอาศัยการบูรณาการ จะทำคนเดียวไม่ได้ หากพูดตามท่านนายกรัฐมนตรีก็ต้องเรียกว่า นี่คือ ประชารัฐ และยังสอดคล้องกับหลัก ‘บวร’ ซึ่งตามความเข้าใจเดิมหมายถึง บ้าน วัด โรงเรียน แต่เนื่องจากกระบี่มีประชากรมุสลิมเป็นจำนวนมาก เราจึงตีความ ‘บวร’ ให้กว้างออกไปว่า บวร คือ ประชาชน ศาสนสถาน และสถานศึกษา ทั้งสามอย่างต้องค้ำจุนซึ่งกันและกัน”

ตั้งเป้า ‘กระบี่’ เป็น ‘เมืองท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ’

พ.ต.ท.ม.ล.กิติบดี ประวิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ กล่าวถึงวิสัยทัศน์ในการยกระดับ “เมืองมรกตอันดามัน” ไปสู่เมืองท่องเที่ยวเชิงคุณภาพว่า กระบี่จำเป็นต้องมีคุณสมบัติเช่นที่เมืองท่องเที่ยวระดับโลกเขามีกัน

คือ มีความสะอาด ความปลอดภัย ความซื่อสัตย์ และการเป็นเจ้าบ้านที่ดี โดย ความร่วมมือจากประชาชนคือหัวใจสำคัญ ที่จะทำให้คุณสมบัติเหล่านี้เกิดขึ้นได้จริง

“ประชาชนต้องช่วยกันไม่ทิ้งขยะ แต่ช่วยกันเก็บ นักท่องเที่ยวเดินไปไหน ตี 2 ตี 3 ขอให้ปลอดภัย ถ้าไปหวัง CCTV หวังโน่นหวังนี่ แต่ประชาชนไม่ช่วยกันดู ไม่ช่วยกันฟ้องเมื่อเห็นสิ่งผิดปกติ ก็ไม่ปลอดภัย คนไทยโชคดีที่ยิ้มเก่ง เรามีข้อได้เปรียบตรงนี้ ที่เหลือคือเราต้องต้อนรับเขาให้ดี มีความเป็นกันเองกับเขา ซื่อสัตย์ซื่อตรง ถ้าเขามากระบี่ เราต้องไม่ไปหลอกเขา ของหายได้คืน ทุกวันนี้ ใครเจอของหายแล้วส่งคืน ให้ไปรับรางวัลที่ศาลากลางกระบี่ เป็นประกาศนียบัตรเชิดชูเกียรติ เพื่อให้เขารู้สึกภูมิใจ”

พ่อเมืองกระบี่แสดงความเชื่อมั่นด้วยว่า กระบี่มีความพร้อมอย่างยิ่งสำหรับการเป็นเจ้าภาพ Thailand Biennale ครั้งแรก เพราะมีทั้งความงดงามของธรรมชาติ ผู้คนจิตใจดี และมีความเป็นศิลปิน ที่สำคัญ คนกระบี่หวงแหนธรรมชาติที่บรรพบุรุษหามาให้

ความรักในบ้านเกิดสะท้อนผ่านคำพูดของอดีตนายกเทศมนตรีเมืองกระบี่ ผู้ผลักดันการสร้างสนามบินประจำจังหวัด ชวน ภูเก้าล้วน ที่กล่าวในพิธีแถลงข่าว Thailand Biennale, Krabi 2018 ว่า

“เหนือกว่าการสะกิดเตือนให้รู้ว่ากระบี่ยังสวยอยู่ คือ การที่งานศิลปะและศิลปินจะช่วยบอกให้รู้ว่า กระบี่มีตรงไหนที่ไม่สวยบ้าง เพื่อจะได้ปรับปรุงแก้ไข”

ทั้งนี้ กระทรวงวัฒนธรรมวางเป้าหมายจะจัด Thailand Biennale ทุก 2 ปี หมุนเวียนไปตามแต่ละจังหวัดของประเทศไทย หวังสร้างเครือข่ายให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางศิลปะของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Thailand Biennale, Krabi 2018 จะเริ่มจัดแสดงตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2561-28 กุมภาพันธ์ 2562 เป็นระยะเวลาถึง 4 เดือนเต็มที่คนไทย รวมถึงนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกจะได้สัมผัสประสบการณ์การเสพงานศิลป์แนวใหม่ที่ประกอบขึ้นจากองค์ความรู้ ความแตกต่าง และความโดดเด่น

“คนสร้างศิลปะ ศิลปะสร้างเมือง” อย่างเป็นรูปธรรม

เชิญชวนร่วมประจักษ์ต่อสายตา