เมื่อเรื่องสิทธิมนุษยชนกลายเป็นประเด็นปัญหาสากลที่นานาประเทศให้ความสนใจ การยกระดับและขยายให้การสื่อสารเรื่องนี้กว้างขึ้นจึงเป็นเรื่องสำคัญ
รวมไปถึงการสื่อสารผ่านภาพถ่าย
เมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ร่วมกับคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ม.ศิลปากร และกลุ่มช่างภาพ Realframe ได้จัดเวิร์กช็อป “Shoot it Rights: เล่าเรื่องสิทธิมนุษยชนผ่านภาพถ่าย”
ผู้เข้าร่วมมีทั้งบุคคลทั่วไป คนทำงานสื่อสารมวลชน นักกิจกรรม และนักศึกษาที่สนใจ เข้าอบรมโดยไม่มีค่าใช้จ่าย
ในการเวิร์กช็อปมีทั้งการบรรยายเรื่องสื่อ การเลือกประเด็นสิทธิมนุษยชนที่จะนำมาสร้างผลงานระหว่างเวิร์กช็อป และให้ผู้เข้าร่วมได้ออกไปถ่ายภาพในประเด็นที่สนใจ จนนำมาเสนอเมื่อเสร็จสิ้นการเวิร์กช็อป

“แอมเนสตี้ฯเชื่อว่าคนธรรมดาสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้”
เป็นคำกล่าวของ ปิยนุช โคตรสาร ผู้อำนวยการ แอมเนสตี้ฯ
เธอเผยว่าต้องการสนับสนุนคนที่ต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลง โดยไม่จำเป็นจะต้องเป็นผู้นำองค์กร เอ็นจีโอ หรือผู้นำนิสิต เพราะเชื่อว่ากลุ่มช่างภาพเองก็สามารถสื่อสารเรื่องราวจากมุมที่คนมองข้ามแล้วทำให้ผู้ชมดูแล้วสะกิดใจ และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้
“ภาพถ่ายช่วยคนที่ไม่มีโอกาสได้พูดให้ได้ส่งเสียงออกมา ปัจจุบันการเผยแพร่ข้อมูลบางครั้งมีข้อจำกัด คุณอาจเลือกข้างหรือตัดสินอะไรจากการอ่าน แต่ภาพจะเป็นช่องทางหนึ่งที่ทำให้คนได้เห็นความจริง เมื่อได้ลองใช้ตาและใจมอง”
ปิยนุชเผยว่าการเวิร์กช็อปเป็นการสร้างพื้นที่ให้คนทำงานได้เรียนรู้ รู้จักกัน และนำทักษะมาแลกเปลี่ยนต่อยอดกัน
“เราเป็นห้องหนึ่งที่ทำให้เขาได้เดินเข้ามาเจอเพื่อน แล้วช่วยจุดประกายกัน แค่ช่วงไม่กี่วันแล้วเขารู้สึกอยากทำอะไรต่อหรือได้อะไรกลับไปก็เป็นความสำเร็จของเราแล้ว” เธอกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

ด้าน ยศธร ไตรยศ ช่างภาพกลุ่มเรียลเฟรมเล่าว่าทางกลุ่มเป็นช่างภาพที่เชื่อในพลังของศิลปะและสนใจเรื่องราวของสังคม โดยเฉพาะประเด็นสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย สิ่งแวดล้อม และอื่นๆ
“เรามีโอกาสได้ทำงานกับแอมเนสตี้ฯ จึงคุยกันว่าน่าจะทำงานประเด็นนี้ร่วมกัน เพราะสิ่งหนึ่งที่จะทำให้เรื่องราวที่สื่อสารนั้นน่าสนใจและไปได้ไกลขึ้นคือการใช้ภาพถ่าย โดยการถ่ายภาพประเด็นสิทธิมนุษยชนมีกระบวนการทำงานไม่ต่างกับงานสารคดีทั่วไป แต่สารคดีในบ้านเราส่วนใหญ่จะเป็นประเด็นประเพณีวัฒนธรรมมากกว่า ขณะที่เรื่องสิทธิมนุษยชนและประเด็นสากลอื่นๆ ยังมีพื้นที่ไม่มากนัก
“การเวิร์กช็อปให้ความสำคัญกับวิธีคิดที่จะทำให้เห็นความสำคัญเรื่องสิทธิมนุษยชนและประเด็นอื่นๆ ที่เป็นเรื่องสากลในบริบทของโลก ซึ่งจะทำให้คนทำงานหรือศิลปินเชื่อมต่อกับโลกและไปได้ไกลกว่าการทำงานในประเทศ”
โดยผลงานที่เกิดขึ้นจากผู้เข้าร่วมการเวิร์กช็อปมี 19 ชุด จาก 19 คน ซึ่งจะถูกนำไปใช้ในการรณรงค์ต่างๆ ต่อ
ยศธรเผยว่าหากองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนอื่นๆ สนใจสามารถนำงานเหล่านี้ไปฉายได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เนื่องจากอยู่ในรูปแบบดิจิทัลที่ต้องการให้ไปถึงคนดูได้มากที่สุด
“สิ่งสำคัญคือคนเหล่านี้สามารถนำทักษะและวิธีการทำงานภาพถ่ายไปเล่าเรื่องต่อในประเด็นสังคมอื่นๆ ที่เขาสนใจ” ยศธรกล่าว
ภาพจากการทำงานของผู้เข้าร่วมเป็นการเล่าปัญหาสิทธิมนุษยชนในหลากหลายประเด็น อาทิ คนพิการ คนไร้บ้าน ความหลากหลายทางเพศ ชุมชน ชาติพันธุ์

“ทำให้คนทำงานมีเครื่องมือแบบใหม่” เป็นสิ่งที่ ณัชปกร นามเมือง ผู้เข้าร่วมเวิร์กช็อปมองเห็นสิ่งที่ได้จากงานนี้
ณัชปกรทำงานอยู่ฝ่ายรณรงค์และสื่อสารของไอลอว์ (iLaw) ซึ่งทำงานสร้างความเข้าใจด้านกฎหมายและคดีความต่างๆ เขาบอกว่าปกติทำงานสื่อสารผ่านสารคดีและบทความอยู่แล้ว แต่ภาพถ่ายจะช่วยเล่าเรื่องที่ตัวอักษรเล่าได้ไม่เพียงพอ
ณัชปกรสมัครเข้ามาร่วมเวิร์กชอปด้วยเหตุผลว่า “จากต่อยแบบมวยวัดมา ก็อยากรู้มืออาชีพต่อยกันยังไง”
“เวลาเราพูดเรื่องสิทธิมนุษยชน ไม่มีทางหนีความเป็นมนุษย์ได้ ภาพถ่ายช่วยอธิบายความเป็นมนุษย์นี้ แต่ก็ใช้อธิบายเรื่องความแตกต่างในสังคมประชาธิปไตยได้เช่นกัน”
เขาเลือกทำภาพชุดเรื่อง “ชีวิตและครอบครัวของจ่านิว” (สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์) โดยเห็นความน่าสนใจของครอบครัวนี้ที่มาจากชนชั้นล่าง โดยแม่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว และพยายามต่อสู้ความไม่เป็นธรรมในชีวิต
“วาทกรรมเรื่องรับเงินทักษิณนั้นลบไปได้เลย ถ้ามีคนเห็นบ้านเขาจะตอบโต้วาทกรรมที่โจมตีนิวได้เลย และความขัดแย้งทางการเมืองทำให้เราไม่มองมิติความเป็นมนุษย์ด้านอื่นของเขา นิวมีแมว 4-5 ตัว คนที่เกลียดนิวก็อาจรักแมวเหมือนนิว และอาจคุยเรื่องแมวกันถูกคอก็ได้ หน้าที่ของผมคือถ่ายภาพและนำเสนอมิติอื่นของเขาที่คนอื่นสามารถรู้สึกมีส่วนร่วมได้”
ณัชปกรตั้งใจสานต่อภาพชุดนี้ให้เป็นสกู๊ปชีวิตของสิรวิชญ์และเผยแพร่ผ่านสื่อช่องทางอื่นต่อไป

อีกหนึ่งผู้เข้าร่วมเวิร์กชอป สุภาพร ธรรมประโคน นิสิตปริญญาโท คณะสังคมศาสตร์ ม.เกษตร เผยว่าตนเป็นคนชอบถ่ายภาพสารคดีและสนใจประเด็นสังคมอยู่แล้ว รวมถึงเรื่องสิทธิมนุษยชน
เรื่องที่สุภาพรเลือกทำ คือ ครอบครัว LGBT ที่กะเทยและทอมมีลูกด้วยกัน
“เคยไปงานเสวนาหนึ่งแล้วสองคนนี้มาพูด เห็นว่าน่าสนใจ จึงติดตามเรื่องของเขามาเรื่อยๆ และเริ่มถ่ายรูปเขาไม่กี่เดือนนี้ ตั้งแต่เขาคลอดลูก และถ่ายอย่างจริงจังในการเวิร์กช็อปนี้
“สังคมเราเหมือนจะรับเรื่องเพศทางเลือกได้ แต่ไม่ได้ยอมรับจริงๆ การได้สัมผัสครอบครัวนี้ก็คิดว่าเขาคือคนธรรมดาคนหนึ่งที่มีชีวิตปกติ แต่สังคมอาจมองว่าเขาแปลกจากรสนิยมทางเพศของเขา ทั้งที่เขาก็คือคนธรรมดาเหมือนเรา”
ภาพถ่ายของผู้ร่วมเวิร์กช็อปสามารถติดตามชมได้ในเพจเฟซบุ๊ก Realframe
นอกจากความงามเชิงศิลปะแล้ว ในภาพยังมีเรื่องราวชวนตั้งคำถามถึงปัญหาต่างๆ ในสังคม
ผลงานภาพชุดเหล่านี้นอกจากจะ “สร้างคน” ให้สนใจการทำงานภาพถ่ายประเด็นสังคม ยังช่วยเผยแพร่ให้ “ผู้ชม” ได้สนใจเรื่องสิทธิมนุษยชนไปพร้อมๆ กัน

