บันทึกความทรงจำ ชายแดนบังกลาเทศ-พม่า: จากปราบก่อการร้าย สู่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ โรฮีนจา

24.01.18 | 19:42 น.

การนับหรือไม่นับกลุ่มชาติพันธุ์ใดชาติพันธุ์หนึ่งเป็นพลเมืองของรัฐนั้น มิได้มีความหมายเฉพาะการได้รับสถานะพลเมืองแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากแต่นัยที่สำคัญประการหนึ่งคือ ชีวิตของเขาเหล่านั้นย่อมได้รับการปกป้องจากอันตรายทั้งปวงอีกด้วย มาตรฐานในการนับรวมเอาเป็นกลุ่มพลเมืองอย่างหนึ่งจึงใช้เส้นเขตแดนและประวัติศาสตร์เป็นเกณฑ์ในการจัดแบ่ง นั่นย่อมหมายความว่า หากชาติพันธุ์ใดหรือคนกลุ่มใดมิได้ถูกนับรวมกลุ่มหรือผ่านเกณฑ์ทั้งสองแล้ว นอกจากสถานะของการเป็นพลเมืองมิได้รับการรองรับ ชีวิตของพวกเราเหล่านั้นย่อมไม่มีความหมายและได้รับการปกป้องจากรัฐอีกด้วย และหากการส่งเสียงกรีดร้องของพวกเขาเปล่งออกมาด้วยความเจ็บปวดสักเพียงใด ก็ยากยิ่งนักที่รัฐหรือคนทั่วไปจะได้ยลยิน

โรฮีนจาคือตัวอย่างของประวัติศาสตร์มนุษยชาติที่ไม่ได้รับการถูกนับรวมให้เป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำของรัฐพม่าในปัจจุบัน แม้ว่าเขาเหล่านั้นพยายามชี้ชวนให้เห็นถึงการตั้งรกรากมาแต่ครั้งอดีตในพื้นที่ของรัฐอาระกันหรือก่อนการรัฐประหารของนายพลเนวินก็ยังมีการยอมรับสถานะจนกระทั่งมีสถานีวิทยุภาษาโรฮีนจากระจายเสียงให้คนส่วนอื่นจากทั้งประเทศได้รับฟัง หากกล่าวอย่างกระชับแล้ว ข้ออ้างประการหนึ่งในการปฏิเสธโรฮีนจาคือการพยายามผลักไสให้อยู่ในสถานะของผู้หลบหนีเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายและตอกย้ำการไม่มีประวัติศาสตร์ความทรงจำของการสร้างรัฐชาติพม่าสมัยใหม่เข้าไว้ด้วยกัน เส้นพรมแดนของรัฐจึงถูกขีดแบ่งทับเส้นความแตกต่างระหว่างชาติพันธุ์ซ้ำอีกครั้งหนึ่งผ่านการชี้ให้เห็นแหล่งที่มาของโรฮีนจาว่ามาจากบังกลาเทศ

วัดพุทธอาระกันชายแดนบังคลาเทศ-พม่า

ความพร่ามัวของพรมแดน

ผู้เขียนพยายามทำความเข้าใจเส้นแบ่งชายแดนพม่าของบังกลาเทศเสียใหม่ เพื่อสำรวจวิธีคิดของรัฐคู่กรณีเป็นการเบื้องต้นด้วยการออกเดินทางและลงสำรวจพรมแดนที่รัฐกล่าวอ้างด้วยตามแต่โอกาสและเวลาที่จะอำนวย ซึ่งกลับพบว่า ชายแดนพม่า-บังกลาเทศมิได้มีความแตกต่างจากพรมแดนส่วนอื่นๆ ของโลก ที่จินตนาการว่าด้วยเส้นพรมแดนถูกสร้างขึ้นมาแล้วขีดทับความผสมผสานไปมาระหว่างวิถีมนุษย์และชาติพันธุ์ที่หลากหลายและดำรงอยู่ ณ พื้นที่แถบนั้นมาเป็นระยะเวลาเนิ่นนาน มิหนำซ้ำในยุคอาณานิคมของอังกฤษเอง ก็ยังเอื้ออำนวยให้พื้นที่ของการอพยพเคลื่อนย้ายยิ่งทำได้มากขึ้น ประจักษ์พยานที่สำคัญนั่นคือ ตลอดเส้นทางของแม่น้ำนาฟของชายแดนในฝั่งบังกลาเทศยังมีวัดพุทธของชาวอาระกันให้เห็นเป็นระยะๆ อีกทั้งการตั้งชุมชนของชาวพุทธอาระกันในฝั่งบังกลาเทศก็ยังมีให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน ที่สำคัญนั่นคือในเมืองจิตตะกองของบังกลาเทศเองก็ยังมีวัดพุทธของชาวพม่ามีอายุมากกว่า 250 ปี ตั้งอยู่บนเนินเขาอย่างเห็นได้ชัดเจน อีกทั้งวัดนี้ยังได้รับการอุปถัมป์จากรัฐบาลพม่ามาอย่างต่อเนื่อง

ฉะนั้น ประจักษ์พยานเหล่านี้จึงกลายเป็นสิ่งตอกย้ำที่สำคัญว่า การเคลื่อนไหวไปมาของผู้คนในแถบนี้มีความเป็นมาอย่างเนิ่นนาน การแบ่งแยกให้โรฮีนจาตกอยู่ในสถานะของผู้ที่ไม่ถูกรับรวมกับรัฐด้วยการใช้เส้นพรมแดนจึงมีความหมายของการพยายามสร้างกลไกควบคุมความจำและหยุดเวลาของอดีตไว้เท่านั้น หากพูดอีกนัยหนึ่งให้เห็นอย่างชัดเจนแล้ว การแสวงหาจุดกำเนิดหรือ “ดินแดนแม่” ที่แท้จริงของชาติพันธุ์จึงกลายเป็นสิ่งกล่าวอ้างของการสถาปนาพรมแดนรัฐสมัยใหม่มากกว่าการยอมรับว่าเกิดการผสมผสานมาอย่างเนิ่นนาน วัดพุทธพม่าในจิตตะกองจึงกลายเป็นเสาหลักที่ชี้ให้เห็นได้ว่า มิได้มีพรมแดนทางชาติพันธุ์-ศาสนาของชาวมุสลิมโรฮีนจาที่สามารถเข้ามาตั้งถิ่นฐานในฝั่งของรัฐอาระกันของเมียนมา/พม่าได้แต่เพียงเท่านั้น หากแต่ชาติพันธุ์-ศาสนาพุทธพม่าก็ยังมีที่ทางและตำแหน่งแห่งหนในฝั่งเมืองจิตตะกองของบังกลาเทศซึ่งเป็นประเทศมุสลิมได้ด้วยเช่นเดียวกัน

วัดพุธพม่าในเมืองจิตตะกอง

‘ปีศาจชาติพันธุ์-ศาสนา’ และ ‘เสียงกรีดร้องของเด็กน้อยที่ไร้คนได้ยิน’

ปฏิบัติการไล่ล่าต่อผู้คนที่ไม่ถูกนับรวมให้เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนจินตนาการของรัฐถูกนำมาใช้อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม เป็นต้นมาในนาม “ปฏิบัติการกวาดล้าง” และ “การปราบปรามผู้ก่อการร้ายสุดโต่ง” กลายเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างความงุนงงให้กับผู้คนทั่วโลกโดยเฉพาะข้อสงสัยต่อสถานการณ์ที่มีความซับซ้อนและมีเงื่อนงำในหลายรูปแบบ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ชีวิตของผู้คนที่ถูกผลักไสออกมาจากรัฐโดยเฉพาะคลื่นผู้อพยพมากกว่า 600,000 คน ก็กลายเป็นภาพที่ผู้คนทั่วโลกเห็นจนดูคุ้นชิน คำบอกเล่าที่ถาโถมออกมาจากปากของผู้หนีตายออกมาจึงได้รับความสนใจไม่น้อย โดยเฉพาะแรงผลักดันที่รัฐกระทำต่อผู้คนที่ดูไม่เหมือนจะเป็นการกระทำของมนุษย์ต่อมนุษย์

Advertisement

หนึ่งในคำบอกเล่าที่ผ่านออกมานั้นยังคงมีอีกสุ้มเสียงหนึ่งที่ไร้คนได้ยินโดยเฉพาะจากเด็กและทารกน้อยที่ไร้เดียงสาจนกว่าจะทำความเข้าใจได้ว่าสิ่งที่พวกเขาพบเจอนั้นเรียกว่าอะไร

มีหลากเรื่องราวที่ผู้เขียนพบเจอในค่ายผู้อพยพแห่งหนึ่งในเมืองค็อร์คบาซาจนไม่สามารถทำความเข้าใจได้ว่าความทรงจำที่พวกเขาพบเจอนั้นคือการกระทำของมนุษย์ต่อมนุษย์ หรือปีศาจกระทำต่อมนุษย์กันแน่ โดยเฉพาะการสังหารเด็กที่เพิ่งเห็นและรู้จักโลกแค่ไม่นาน คำบอกเล่าของสตรีที่สูญเสียบุตรจึงเป็นสิ่งที่สะเทือนและสงสัยในความเป็นมนุษย์อย่างยิ่ง……..ภาพที่ทหารกระชากลูกของเธอออกจากอ้อมอกแล้วนำไปฟาดไว้

กับพื้น และเมื่อเห็นว่ายังมีชีวิตอยู่เขาก็ใช้เท้ากระทืบซ้ำ และโยนเข้าไปในกองไฟพร้อมๆ กับเด็กคนอื่น ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต………กลายเป็นคำบอกเล่าที่แปลงเป็นภาพติดตาตามผู้เขียนที่กระอักกระอ่วนจนยากที่จะลบจากความทรงจำ สีหน้าของผู้ที่เป็นแม่ที่เศร้าสร้อยและยังอยู่ในอาการหวาดวิตก ผิวหนังของเธอที่เต็มไปด้วยแผลเป็นและรอยมีดจากของมีคมกลายเป็นอีกความเจ็บช้ำหนึ่งที่ผู้หญิงคนนี้ได้รับ เพราะหลังจากลูกของเธอถูกสังหารแล้ว ร่างกายของเธอก็ถูกกระทำย่ำยีด้วยความเป็นชายและหมายฆ่าให้ตายด้วยคมมีดหลังจากเสร็จกิจ แต่เธอยังโชคดีอยู่บ้างที่หนีรอดออกมาได้พร้อมกับคำบอกเล่าที่มนุษย์กระทำต่อมนุษย์ หากแต่ชีวิตของเด็กน้อยที่ถูกกระทืบตายและจมกองเพลิง นอกจากเขาไม่มีโอกาสใช้ชีวิตมองความสวยงามของโลกมนุษย์แล้ว เสียงกรีดร้องและโหยหวนจากความเจ็บปวดก็ยังไม่มีโอกาสถ่ายทอดให้คนอื่นได้รับฟังแม้แต่น้อย

การกระทำที่ลดความเป็นมนุษย์เหล่านี้ ไม่สามารถอธิบายได้ในนามของผลกระทบจากสงครามและการกวาดล้างผู้ก่อการร้ายเท่านั้น อุดมการณ์ชาตินิยมที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความต่างของชาติพันธุ์และศาสนากลายเป็นอีกส่วนหนึ่งที่อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนการใช้ความรุนแรงอย่างเป็นระบบ อย่างน้อยที่สุดในกรณีสถานการณ์ล่าสุดของโรฮีนจา ปฏิบัติการของอุดมการณ์เหล่านี้ทำหน้าที่ของ 2 ประการ นั่นคือ ประการแรก การสถาปนาชาติพันธุ์-ศาสนา เหนือร่างกายของสตรีผ่านการทำหน้าที่ตอกย้ำความเหนือกว่าของความเป็นชายต่างชาติพันธุ์ และประการที่สอง การระงับอนาคตความเป็นชาติพันธุ์ ผ่านการกวาดล้างและฆ่าเด็กซึ่งเป็นจุดเชื่อมร้อยความต่อเนื่องของการดำรงเผ่าพันธุ์

กล่าวได้ว่าพัฒนาการสองกลไกทั้งสองนี้ซ่อนอยู่ภายใต้สถานการณ์ความรุนแรงและขับไล่ผู้คนออกมาจากรัฐอาระกันอย่างต่อเนื่อง

ชายแดนบังคลาเทศ-พม่าใกล้แม่น้ำนาฟและเส้นทางการอพยพของชาวโรฮิงยา

โครงการรับชาติพันธุ์แท้กลับบ้าน และการสถาปนากลไกสังหารด้วยพลเรือน

การตรวจนับพลเมืองด้วยเส้นแบ่งของรัฐและประวัติศาสตร์ผ่านความทรงจำทางด้านชาติพันธุ์และศาสนา แม้ว่าด้านหนึ่งกลไกของกองทัพกลายเป็นจุดสำคัญในการขับเคลื่อนความรุนแรง แต่ในอีกด้านหนึ่งจะพบว่า สถานการณ์และความรุนแรงในปัจจุบัน พลเรือนที่ต่างศาสนากลายเป็นอีกกลไกหนึ่งที่สร้างความรุนแรงด้วยเช่นเดียวกัน ทั้งนี้มิได้หมายถึงพลเมืองที่ตั้งถิ่นฐานมาแต่เดิมเท่านั้น หากแต่ยังหมายรวมถึงพลเรือนกลุ่มใหม่ที่เพิ่งย้ายถิ่นฐานเข้ามาอีกด้วย ในกรณีของรัฐอาระกันนั้น “คำบอกเล่า” ที่สำคัญนั่นคือ นับตั้งแต่ยุคนายพลเนวินเป็นต้นมา มีนโยบายรับกลับชาวพุทธอาระกันที่ตั้งอยู่ในถิ่นฐานอื่นๆ รวมทั้งที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในบังกลาเทศกลับรัฐอาระกัน โดยรัฐพม่าจะมอบบัตรประชาชนที่สื่อถึงพลเมืองของรัฐให้ พร้อมทั้งจัดสรรที่ดินให้ในเขตและพื้นที่หมู่บ้านใหม่ซึ่งส่วนหนึ่งทับซ้อนกับเขตที่ตั้งของชาวโรฮีนจา

การเข้ามาของผู้มาใหม่ที่รัฐให้การรับรองนี้กลายเป็นอีกความทรงจำอันหนึ่งที่ก่อให้เกิดข้อสงสัยต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน นั่นคือ การเข้ามาของทหารใหม่หมู่บ้านหลังจากการกวาดล้างแล้ว พลเมืองกลุ่มหนึ่งที่ถูกตั้งข้อสงสัยว่ามีส่วนในเหตุการณ์ด้วยนั่นคือ “กลุ่มชาวพุทธอาระกันที่ใช้ภาษาเบงกาลี” ผู้อพยพจำนวนหนึ่งจดจำน้ำเสียงและสำเนียงของคนกลุ่มนี้ได้ ซึ่งก็สร้างความพิศวงให้กับพวกเขาไม่น้อย เนื่องจากภายในพื้นที่ของหมู่บ้านและหมู่บ้านใกล้เคียงกลับไม่มีคนกลุ่มนี้ หรือหากจะเคยพบบ้างก็จะเป็นกลุ่มคนที่ข้ามไปข้ามมาของสองฝั่งชายแดนพม่า-บังกลาเทศ สิ่งที่เหนือมากไปกว่านั้น กลไกสถาปนาความรุนแรงโดยพลเรือนถูกรัฐออกแบบมาแล้วเป็นเวลาไม่นาน โดยเฉพาะการจัดตั้งกลุ่มพลเรือนต่างศาสนาให้เป็นแนวร่วมของรัฐผ่านการสร้างค่านิยมปกป้องชุมชน แต่ในอีกด้านหนึ่ง กลุ่มคนที่ต่างศาสนา-ชาติพันธุ์ที่เข้าไปใช้ความรุนแรงนั้น มิได้หวังประโยชน์จากความมั่นคงและปลอดภัยเท่านั้น หากแต่ยังหวังผลในทางเศรษฐกิจ นับตั้งแต่ความรุนแรงเริ่มต้นขึ้นด้วยการขโมยข้าวของของผู้ที่หนีตาย และความหวังที่เกิดใหม่ในปัจจุบันคือการจัดสรรที่ดินที่ว่างเปล่าเสียใหม่ให้กับชาวพุทธอาระกันกลุ่มเดิมและกลุ่มใหม่ที่อยู่ในโครงการรับชาติพันธุ์แท้กลับบ้านนั่นเอง

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว โครงการพัฒนาที่รัฐพม่าพยายามส่งไปให้ถึงพื้นที่ของรัฐอาระกันเพื่อแก้ไขปัญหาความรุนแรง ท้ายที่สุดจึงกลายเป็นกลไกเข้าไปจัดการและจัดสรรที่ดินเสียใหม่ ซึ่งมิได้มีเพียงเฉพาะชาวบ้านและคนธรรมดาเท่านั้นจะได้รับประโยชน์ หากแต่ยังหมายถึงแหล่งทุนขนาดใหญ่ที่พร้อมจะรองรับการจัดสรรและดึงเอาทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ของรัฐอาระกัน เพื่อตอบรับการเติบโตของตลาดภายในประเทศและประเทศเพื่อนบ้านที่กระหายทรัพยากรในรัฐอาระกันได้อย่างต่อเนื่อง

วิถีชีวิตของเด็กชาวโรฮีนจาในค่ายผู้อพยพ