จบมหากาพย์เขื่อนไซยะบุลี : คอลัมน์ เดือนหงายที่ชายโขง

24.01.18 | 19:45 น.

เขื่อนไซยะบุลี เป็นเขื่อนกั้นลำน้ำโขงที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยสร้างมาในเขตประเทศลาว มีจุดประสงค์เพื่อเป็นเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ กำลังผลิต 1,285 เมกะวัตต์ โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ร่วมลงทุนกับรัฐบาลลาวเพื่อส่งเสริมแผนการส่งออกไฟฟ้าในฐานะ “แบตเตอรี่แห่งอาเซียน”

เขื่อนไซยะบุลี วางแผนเริ่มการก่อสร้างในปี 2007 โดยรัฐบาลลาวทำสัญญากับบริษัท ช.การช่าง ของไทย ในการพัฒนาเขื่อนระยะแรก จากนั้นได้มีการว่าจ้างบริษัท AF Colenco จากสวิตเซอร์แลนด์ และบริษัท ทีม คอนซัลแตนท์ จากไทยเพื่อศึกษาความ

คุ้มทุนและผลกระทบทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม จนกระทั่งรายงานทั้งหมดแล้วเสร็จ รัฐบาลลาวจึงได้เข้าทำสัญญาขายไฟฟ้ากับ กฟผ.ในเดือนกรกฎาคม 2010 และอนุมัติให้ ช.การช่าง เข้าพื้นที่ทำการก่อสร้าง

แต่ทว่า ในปี 2012 กลุ่มองค์กรอนุรักษ์หลายกลุ่มเข้ามารณรงค์ต่อต้านการสร้างเขื่อนไซยะบุลี โดยแสดงความกังวลในด้านผลกระทบที่จะมีต่อวิถีชีวิตชาวประมงท้องถิ่น ระบบนิเวศ และพันธุ์ปลา ซึ่งการต่อต้านเขื่อนไซยะบุลีกระทำได้ส่วนมากเฉพาะกับฝ่ายผู้ก่อสร้างและผู้ซื้อไฟฟ้าส่วนประเทศไทย เนื่อง จากกลุ่มอนุรักษ์และ NGO ไม่สามารถเข้าไปเรียกร้องหรือรณรงค์ในประเทศลาวได้เพราะจะผิดกฎหมายและถูกลงโทษอย่างรุนแรง ทำให้ลาวต้องระงับการก่อสร้างเขื่อนชั่วคราวเพื่อแก้ไขแบบและปัญหาทางสิ่งแวดล้อมในส่วนที่คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงอันมี ไทย กัมพูชา และเวียดนามเสนอ ก่อนจะดำเนินการต่อ

ในที่สุด กลุ่มอนุรักษ์ได้ร่วมกันเข้าฟ้องการไฟฟ้าฝ่ายผลิต คณะกรรมการนโยบายพลังงาน กระทรวงพลังงาน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และคณะรัฐมนตรี ต่อศาลปกครองว่าสัญญาซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนไซยะบุลีนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย อย่างไรก็ตาม เมื่อศาลปกครองสูงสุดพิจารณาวินิจฉัยแล้วมีความเห็นให้ยกฟ้องในปลายปี 2015 ทำให้การก่อสร้างเขื่อนไซยะบุลีดำเนินต่ออย่างราบรื่นและรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง

Advertisement

เมื่อผู้อาศัยในเขตลุ่มน้ำโขงได้เห็นผลที่เกิดขึ้นจากเขื่อนในประเทศจีนอย่างชัดเจนว่า การสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขงบางช่วงไม่ได้ปิดกั้นหรือเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของแม่น้ำมากเกินไปอย่างที่เกรงกลัวกันไว้ก่อน

ในเดือนมกราคม 2018 โครงสร้างของเขื่อนไซยะบุลีได้ก่อสร้างสำเร็จเรียบร้อย และจะเริ่มเก็บกักน้ำตั้งแต่ฤดูฝนนี้เป็นต้นไป เพื่อเริ่มเดินเครื่องใบพัดปั่นกระแสไฟฟ้าในปี 2019 โดยไฟฟ้าที่ผลิตได้บริหารในรูปบริษัทผลิตไฟฟ้าไซยะบุลี (XPCL) จะส่งขายให้แก่ กฟผ.ของไทย 1,225 เมกะวัตต์ และใช้ในประเทศลาวโดยขายให้รัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าลาว (EDL) 60 เมกะวัตต์ ซึ่งรายรับที่ได้จากเขื่อนไซยะบุลีจะเป็นการสัมปทานยาว 31 ปี ก่อนที่จะคืนให้แก่รัฐบาลลาวในปี 2050

การก่อสร้างเขื่อนไซยะบุลีได้ผ่านอุปสรรคต่างๆ มากมายและมีการแก้ไขให้สอดคล้องกับข้อเรียกร้องของชุมชนลุ่มแม่น้ำโขงเป็นระยะ จนกระทั่งประสบความสำเร็จก่อนเวลาที่กำหนด ในด้านหนึ่งก็เป็นสิ่งที่น่าชื่นชมและภาคภูมิใจว่าบริษัทก่อสร้างของไทยได้ดำเนินการก่อสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ที่ไม่เคยมีมาก่อนได้สำเร็จนอกประเทศ

แต่อีกด้านหนึ่ง ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศระยะยาวก็น่ากังวล เนื่องจากแม่น้ำโขงเป็นแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์ เป็นที่พึ่งอาศัยของผู้คนมหาศาล และการกั้นน้ำเพื่อผลิตไฟฟ้าย่อมส่งผลกระทบต่อกระแสน้ำและสัตว์น้ำชนิดต่างๆ ที่อาศัย รวมถึงตะกอนดินที่เคยทับถมกลายเป็นธาตุอาหารให้เกษตรกรชาวบ้านใช้เพาะปลูกอย่างอุดมสมบูรณ์ก็จะเปลี่ยนแปลงไปไม่น้อย

อย่างไรก็ดี ความสำเร็จของเขื่อนไซยะบุลีจะส่งผลต่อความมั่นคงทางพลังงานในภาคเหนือ-ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยอย่างมาก ทำให้ระบบไฟฟ้ามีเสถียรภาพและตอบสนองการเติบโตของเมืองอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังเอื้อต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมและการขยายการท่องเที่ยวของไทยและลาวไปพร้อมกัน