130 ปี ไทย-ญี่ปุ่น ถอดความหมาย 130 ศิลปะชิ้นเอก แดนซามูไร

26.01.18 | 16:28 น.

หากตั้งคำถามว่า คนไทยมีความรู้สึกชอบพอผูกพันกับชนชาติใดบ้าง ญี่ปุ่น น่าจะเป็นคำตอบลำดับต้นๆ

ส่วนจะรู้สึกมากหรือน้อย แต่ละคนคงมีคำตอบต่างกัน อาจขึ้นอยู่กับจำนวนครั้งที่เดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่น จำนวนหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นที่มีในครอบครอง หรือจำนวนเครื่องใช้ไฟฟ้าแบรนด์ญี่ปุ่นที่มีใช้สอยอยู่ในบ้าน

จึงไม่น่าแปลกใจหากกิจกรรมอันเกี่ยวข้องกับแดนซามูไรจะได้รับเสียงตอบรับจากชาวไทยอย่างดีเสมอมา

เช่นเดียวกับกิจกรรมล่าสุดที่กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับประเทศญี่ปุ่น ประกอบด้วยสำนักกิจการวัฒนธรรมแห่งประเทศญี่ปุ่น พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติโตเกียว พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติคิวชู และเจแปนฟาวน์เดชั่น จัด นิทรรศการพิเศษ “วิถีแห่งศรัทธาจากศิลปทัศน์ญี่ปุ่น” (The History of Japanese Art : Life and Faith) เนื่องในโอกาสที่ พ.ศ.2560 เป็นปีครบรอบความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ญี่ปุ่น 130 ปี

นอกจากเพื่อเฉลิมฉลองความสัมพันธ์อันยาวนานแล้ว นิทรรศการครั้งนี้ยังถือเป็นการตอบแทนจากฝั่งญี่ปุ่น เมื่อครั้งที่ไทยให้ยืมโบราณวัตถุและศิลปวัตถุ 116 รายการ จำนวน 130 ชิ้นไปจัดแสดงนิทรรศการพิเศษเรื่อง “ความรุ่งโรจน์แห่งพระพุทธศาสนาในดินแดนไทย” ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติคิวชู เมื่อวันที่ 11 เมษายน-4 มิถุนายน 2560 ที่ผ่านมา มียอดผู้เข้าชมกว่า 150,000 คน

Advertisement
พระมหาไวโรจนะประทับนั่ง

วีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งเคยใช้ชีวิตช่วงหนึ่งร่วมกับครอบครัวชาวญี่ปุ่น กล่าวถึงความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่นว่า แม้ในทางการทูตจะครบรอบ 130 ปี แต่ความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ และศิลปวัฒนธรรมนั้นต่อเนื่องยาวนานไม่น้อยกว่า 500-600 ปี ตั้งแต่สมัยอยุธยาที่ไทยมีการส่งเครื่องสังคโลกไปยังตอนใต้ของญี่ปุ่น จนถูกนำไปใช้ในพิธีชงชา รวมถึงการมีชาวญี่ปุ่นเข้ามารับราชการในอยุธยาเช่นกัน

แม้คนไทยเคยต่อต้านสินค้าญี่ปุ่นในช่วง พ.ศ.2515 แต่ญี่ปุ่นสามารถเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสด้วยวิธีการทางวัฒนธรรม เช่น โครงการเรือเยาวชนนิปปอนมารูที่จัดให้เด็กๆ จากอาเซียนมาทำกิจกรรมร่วมกัน เรียนรู้วิถีชีวิตของคนญี่ปุ่น ประกอบกับความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจที่ญี่ปุ่นให้อย่างต่อเนื่อง ผ่านเวลาเพียงไม่นาน คนไทยก็มองญี่ปุ่นในแง่ดี ยิ่งไปกว่านั้นคือมองด้วยความรู้สึกชื่นชม

วีระ โรจน์พจนรัตน์

“ญี่ปุ่นเป็นคู่ค้าที่ดี ไทย-ญี่ปุ่นไม่มีข้อขัดแย้งทั้งในระดับรัฐบาลและเอกชน ญี่ปุ่นเป็นจุดหมายปลายทางในการท่องเที่ยวของคนไทย เช่นเดียวกับที่ไทยก็เป็นจุดหมายปลายทางของคนญี่ปุ่น แม้ญี่ปุ่นมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี แต่ก็เป็นตัวอย่างที่ดีในการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม” วีระกล่าว

 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมคนปัจจุบันยังเสริมอีกว่า สิ่งที่ญี่ปุ่นนำมาจัดแสดงล้วนเป็นผลงานชิ้นเอก (Master Piece) ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์จนถึงยุคเอโดะ คนไทยจะได้สัมผัสการสร้างสรรค์ที่มีรากฐานมาจากความศรัทธาในศาสนาพุทธ อันเป็นรากเหง้าแห่งวิถีชีวิตร่วมกันระหว่างคน 2 ชาติ หากหวังไปชมที่ญี่ปุ่นจะต้องเดินทางไปถึง 2 พิพิธภัณฑ์คือที่โตเกียวและคิวชู ครั้งนี้จึงเป็นโอกาสที่ไม่ควรพลาด

กาญจนา โอษฐ์ยิ้มพราย ภัณฑารักษ์ชำนาญการพิเศษ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร นำ “มติชน” เยี่ยมชมนิทรรศการครั้งนี้ เริ่มต้นที่เนื้อหาส่วนแรก “ปฐมบทศิลปะญี่ปุ่น” กล่าวถึงการเริ่มต้นของศิลปวัฒนธรรมญี่ปุ่นในยุคก่อนประวัติศาสตร์ คนในยุคนั้นรู้จักนำเอาดินเหนียวมาปั้นแล้วเผาเป็นภาชนะดินเผารูปทรงหลากหลาย เช่น ภาชนะดินเผาทรงเปลวไฟ ค้นพบที่จังหวัดนีกะตะ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เจอพายุหิมะอยู่บ่อยครั้ง การสร้างภาชนะชิ้นนี้จึงเป็นสัญลักษณ์ของการบูชาเปลวไฟ เพื่อสร้างความอบอุ่นให้ผ่านพ้นฤดูหนาวที่โหดร้ายไปได้

ไฮไลต์สำคัญในส่วนนี้ที่แฟนพันธุ์แท้การ์ตูนญี่ปุ่นต้องเคยผ่านตา คือ ตุ๊กตาดินเผาตัวป้อมชื่อ “โดกู” ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกวัฒนธรรมสำคัญ

กาญจนา โอษฐ์ยิ้มพราย
ตุ๊กตาดินเผาโดกู

กาญจนาอธิบายเหตุผลที่เรียก “ตุ๊กตา” ไม่เรียกว่า “ประติมากรรม” ก็เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่า โดกูไม่ได้สร้างเพื่อเป็นตัวแทนของบุคคลใด แต่ถูกใช้ในพิธีกรรมโดยเฉพาะ สังเกตได้ว่าตุ๊กตามีรูปร่างที่สมมาตรทั้งซ้ายและขวา มีจุดบริเวณอกคล้ายเต้านม จึงสันนิษฐานว่าทำขึ้นเพื่อเป็นสิ่งบูชาช่วยให้การคลอดบุตรเป็นไปอย่างปลอดภัย เนื่องจากการคลอดบุตรในอดีตถือเป็นเรื่องเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต

ความรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานและพัฒนาการของพุทธศิลป์ในประเทศญี่ปุ่น ถูกนำเสนอในส่วนที่ 2 “พุทธศิลป์วิวัฒน์”

ภัณฑารักษ์กล่าวว่า พุทธมหายานมีพระโพธิสัตว์ที่ให้คุณในด้านต่างๆ หลายองค์ ทำให้คนญี่ปุ่นเลือกเคารพได้ องค์สำคัญที่นิทรรศการนำมาจัดแสดง คือ พระมหาไวโรจนะประทับนั่ง ให้ความสว่างด้านปัญญา พระไภษัชยคุรุประทับนั่ง ช่วยในเรื่องสุขภาพ อาจเรียกว่าเป็น “พระพุทธเจ้าแพทย์” และพระโพธิสัตว์จินดามณีจักรประทับนั่ง ช่วยในเรื่องความสมหวัง

“เป็นเรื่องความเชื่อพื้นฐาน คนเราไม่ได้ต้องการอะไรมาก สุขภาพ สติปัญญา และความสมหวังก็แทบจะครอบคลุมทุกอย่าง คล้ายคนไทยที่เป็นพุทธ แต่ก็นับถือเทพบางองค์ของพราหมณ์ แต่ญี่ปุ่น เทพเจ้าของเขาครอบจักรวาล ทำให้เกิดศิลปะแบบญี่ปุ่นขึ้นมา” กาญจนากล่าว

หนึ่งในมรดกชาติของญี่ปุ่น จิตรกรรมภาพ “พระอรหันต์องค์ที่ 3 ใน 16 องค์” สามารถพบได้ในนิทรรศการส่วนนี้ ด้วยสีสันที่ยังสดใสแม้อายุภาพจะนานหลายร้อยปี แต่กลับพบจุดชำรุดน้อยมาก ที่สำคัญคือ เทคนิคในการสร้างภาพของศิลปินที่มิได้ลงสีก้อนเมฆแบบทั่วไป หากใช้วิธีแต้มสีจากด้านหลัง ให้สีค่อยๆ ซึมออกมา ทำให้ก้อนเมฆดูมีมิติ เป็นธรรมชาติ

เข้าสู่สมัยเฮอันจนกระทั่งถึงเอโดะ แม้ว่าญี่ปุ่นอยู่ภายใต้การปกครองระบบจักรพรรดิ แต่มักมีการแย่งชิงอำนาจทางการเมืองระหว่างชนชั้นสูงในราชสำนัก 2 กลุ่ม คือ ขุนนางและนักรบอยู่เสมอ

นิทรรศการส่วนที่ 3 “นฤมิตศิลป์แห่งราชสำนัก” จึงมีทั้งดาบซามูไรและชุดเกราะมาจัดแสดง เอาใจผู้ชมที่หลงใหลเรื่องราวนักรบ ส่วนผู้ชมที่สนใจเรื่องความสวยความงามในราชสำนักก็ไม่ผิดหวัง เมื่อมีทั้งชุดหญิงสาวก่อนแต่งงานและกล่องเครื่องสำอางที่โรยผงทองมากิเอะมาจัดแสดงเช่นกัน

“ดาบพร้อมฝัก” ที่ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกชาติ คือชิ้นสำคัญของนิทรรศการส่วนนี้ที่ไม่ดูไม่ได้ ด้ามดาบใช้เทคนิค “นาชิจิ” คือโรยผงทองเป็นพื้น ประดับมุกเป็นลายนกหางยาว และจุดสำคัญคือ ด้ามจับที่พันด้วยหนังปลากระเบนขาว

“คอดาบซามูไรในเมืองไทยจะตื่นเต้นมาก สังเกตด้ามจับที่ทำจากหนังปลากระเบนซึ่งเป็นสินค้าที่ส่งออกจากไทย หนังปลากระเบนมีลักษณะเป็นปุ่มๆ ทำให้จับดาบโดยไม่ลื่นมือ ในสมัยอยุธยานิยมสั่งเนื้อดาบญี่ปุ่นเข้ามาใช้ แสดงถึงการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม” กาญจนากล่าว

ดาบพร้อมฝัก ด้ามจับพันด้วยหนังปลากระเบน

ตรงข้ามตู้จัดแสดงดาบ มีตู้จัดแสดงกิโมโน ชื่อ “ฟุริโซเดะ” เป็นชุดที่สวมใส่ในชีวิตประจำวันของผู้หญิงในตระกูลนักรบสมัยเอโดะตอนปลาย กาญจนาบอกว่า เทคนิคการสร้างลายของฟุริโซเดะคล้ายกับผ้าบาติก คือ เขียนลายไว้ก่อนแล้วจึงนำผ้าไปย้อมสี ส่วนที่เขียนเทียนไว้ยังคงเป็นสีขาว เพิ่มเติมการปักไหมทอง ทำให้ดอกไม้บนผ้าดูโดดเด่น

“นิกายเซนกับวิธีชงชา” ส่วนที่ 4 ของนิทรรศการที่ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม ทราบได้จากการสำรองที่นั่ง 150 ที่เพื่อชมการสาธิตพิธีการชงชาที่ต้องปิดรับการจองไปอย่างรวดเร็ว

พิธีชงชา เป็นวิธีการชงชาและดื่มน้ำชาที่มีขั้นตอนการปฏิบัติอย่างเป็นพิธีรีตอง จัดเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของวัฒนธรรมญี่ปุ่น

“ห้องชงชาจะไม่ประดับอะไรมาก มีภาพแขวนที่มีบทกลอน ระหว่างที่รอชาก็มองภาพไป อ่านบทกวีไป ไม่ว่าร้อนรุ่มมาจากไหน แต่เมื่อเข้าห้องชงชาจะมีความสงบ เพราะกว่าจะได้ดื่มชาก็ต้องอาศัยความประณีต ใช้เวลา เป็นการฝึกสมาธิแบบหนึ่งของวิถีเซน โดยสืบทอดผ่านสำนักชงชา” กาญจนากล่าว

โซนนิกายเซนกับพิธีชงชา

ส่วนสุดท้าย “พลวัตวัฒนธรรมเอโดะ” แสดงการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่นกับวัฒนธรรมที่แพร่หลายมาจากภายนอก อย่างไรก็ดีค่านิยมหนึ่งที่ยังคงตั้งมั่นในญี่ปุ่นจวบจนปัจจุบัน คือการมองผู้หญิงเป็นช้างเท้าหลัง ตุ๊กตา “ฮินะ” ศักราช “เคียวโฮ” คือหนึ่งในภาพสะท้อน

“ต้องยอมรับว่าในสังคมญี่ปุ่น ผู้หญิงเป็นชั้นที่ต่ำกว่า เห็นได้จากตำแหน่งสำคัญๆ ที่แทบไม่มีผู้หญิงดำรงตำแหน่ง ตุ๊กตาฮินะเป็นตุ๊กตาประจำวันเด็กผู้หญิง (3 มีนาคม) เชื่อกันว่า ถ้าผ่านวันที่ 3 มีนาคมไปแล้วแต่ยังไม่เก็บตุ๊กตา จะทำให้ลูกสาวขึ้นคาน ส่วนวันเด็กของประเทศญี่ปุ่นคือวันเดียวกับวันเด็กผู้ชาย (5 พฤษภาคม) จะมีการแขวนธงปลาคาร์พ อวยพรเฉพาะเด็กผู้ชายให้มีความเจริญก้าวหน้า มีสุขภาพดี” กาญจนากล่าว

นิทรรศการพิเศษ “วิถีแห่งศรัทธาจากศิลปทัศน์ญี่ปุ่น” ที่เริ่มต้นตั้งแต่ 27 ธันวาคม 2560 จะจัดต่อเนื่องไปถึงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2561 ณ พระที่นั่งศิวโมกพิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เวลา 09.00-16.00 น.

ภัณฑารักษ์กาญจนาทิ้งท้ายว่า แม้ผู้จัดจะปรับปรุงสถานที่มิให้แสงจากธรรมชาติเล็ดลอดเข้ามาได้ เป็นเหตุให้ภายในห้องนิทรรศการค่อนข้างมืด แต่ยังจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงวัตถุจัดแสดงบางส่วนในวันที่ 24 มกราคม เพื่อเป็นการถนอมโบราณวัตถุและศิลปวัตถุ โดยเฉพาะประเภทกระดาษซึ่งอ่อนไหวต่อแสง

“หากห้องจัดแสดงมีความสว่าง วัตถุก็ไม่โดดเด่น ดังนั้น ผู้มาเยือนนิทรรศการอาจไม่จำเป็นต้องเห็นหน้ากัน แต่วัตถุทุกชิ้นต้องอยู่ในระดับแสงที่พอดี เพราะสิ่งที่อยู่ใต้สปอตไลต์คือสิ่งสำคัญ” กาญจนากล่าว

การปิดช่องแสงภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
ตู้จัดแสดงทุกตู้นำเข้าจากเยอรมนี ภายในตู้มี Data Locker สำหรับควบคุมอุณหภูมิความชื้น เพื่อรักษาสภาพของวัตถุ