อาจไม่ใช่รายแรกที่ออกมาพูดถึงการปรับเปลี่ยนองค์กรแบบ 360 องศา หรือที่ “ธนาคารไทยพาณิชย์” (เอสซีบี) เรียกว่า กลยุทธ์ “กลับหัวตีลังกา” (Going Upside Down) แต่จัดหนักจัดเต็ม และมาพร้อมเป้าหมายที่ไม่ธรรมดา ด้วยการประกาศตัวว่าต้องการเป็น “ธนาคารที่น่าชื่นชมที่สุด” (The Most Admired Bank) ด้วย “ดิจิทัลแพลตฟอร์ม” ขนาดใหญ่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี และข้อมูล ภายในปี 2020 หรือในอีก 3 ปีข้างหน้า
ทำไม “เอสซีบี” ต้องลุกขึ้นมาเล่นท่ายาก “กลับหัวตีลังกา”
นั่นก็เพราะตระหนักดีว่า การแข่งขันวันนี้ที่ว่ากันว่ารุนแรงมาก อาจเทียบไม่ได้กับในอนาคตอันใกล้นี้ อีกทั้งต้องเผชิญกับหลายสิ่งที่ (จะ) ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ดังนั้น หากใช้วิธีการเดิมคงไม่ได้ผล ถ้าต้องการอยู่ให้รอด และเติบโตในระยะยาว
อย่างที่เรารู้กันว่า พฤติกรรมผู้บริโภค และพัฒนาการของเทคโนโลยี “ดิจิทัล” ได้ส่งผลกระทบต่อทุกธุรกิจมากบ้างน้อยบ้างต่างกันไป แต่ที่หนักสุด นอกจาก “ธุรกิจสื่อ” แล้วก็เห็นจะเป็นธนาคารพาณิชย์นี่ล่ะ แม้เวลานี้จะยังไม่เห็นชัดเจนนักก็ตาม
แต่ถ้าไม่รีบทำอะไร มีสิทธิตกที่นั่งลำบากแน่ มิเช่นนั้นแม่ทัพใหญ่แห่ง “เอสซีบี-อาทิตย์ นันทวิทยา” คงไม่ถึงกับเอ่ยปากบนเวทีแถลงทิศทางธุรกิจปี 2018 และ SCB Vision 2020 เมื่อเร็วๆ นี้ โดยระบุชัดถ้อยชัดคำว่า
“จะพิจารณาไล่ตนเองออกจากตำแหน่ง หากไม่สามารถทำให้เอสซีบีปรับเปลี่ยนองค์กรได้ ตามเป้าหมายที่วางไว้”
ถ้าคิดจะเปลี่ยนโลก ต้องเริ่มเปลี่ยนแปลงตนเองก่อน “องค์กร” ก็เช่นกัน ซึ่งจำเป็นต้องอาศัย “ความกล้า และความพยายาม” อย่างหนัก (มาก) ด้วย
การประกาศว่า “ถ้าทำไม่สำเร็จ จะพิจารณาตนเอง ด้วยการลาออก” ไม่ใช่แค่ “ความกล้า” ที่น่าชื่นชมในฐานะ “ผู้นำองค์กร” ที่พร้อมแสดงความรับผิดชอบเท่านั้น หากยังเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนด้วยว่า ถึงเวลาของเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญแล้ว
ปี 2561 นี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับตัวครั้งใหญ่ (อีกครั้ง) ของธนาคารไทยพาณิชย์ และเป็นปีแรกของแผนระยะ 3 ปี (2561-2563) เพื่อขับเคลื่อนผลักดันองค์กรให้มุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว และสมดุล โดยมีสิ่งที่ต้องทำ 5 เรื่องด้วยกัน
คือ 1.Lean The Bank เพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ 2.High Margin Lending ให้สินเชื่อในธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนสูง 3.Digital Acquisition การดำเนินธุรกิจในโลกดิจิทัล 4.Data Capabilities การเพิ่มความสามารถในการใช้ข้อมูล และ 5.New Business Model การมีธุรกิจรูปแบบใหม่ๆ
แม่ทัพ “เอสซีบี” ย้ำว่าภายใต้สถานการณ์การแข่งขันที่เข้มข้นของธุรกิจธนาคารพาณิชย์และการไหลบ่าเข้ามาของแพลตฟอร์มระดับโลกที่จะกลายเป็นคู่แข่งสำคัญของธนาคารในการนำเสนอบริการทางการเงิน และการลงทุน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคในการเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ได้ส่งผลให้การบริการทางการเงินของธนาคารต้องเปลี่ยนแปลงอย่างมาก
การเปลี่ยนแปลงที่เห็นชัดที่สุด คือโครงสร้างรายได้ของธนาคารที่ เริ่มเปลี่ยนไปจากในอดีตที่มีรายได้จากค่าธรรมเนียม 30% อีก 70% มาจากดอกเบี้ย แต่จากนี้ไปรายได้ค่าธรรมเนียมจะค่อยๆ ลดลง โดยมีเทคโนโลยีเข้ามาให้บริการแทน “คน”
ดังนั้นเพื่อให้สอดรับกับแนวโน้มธุรกิจที่จะเปลี่ยน
แปลงไป “เอสซีบี” จึงต้องมองไปถึงการปรับลดขนาดองค์กร ทั้งในแง่จำนวนสาขา และจำนวนพนักงาน
จากจำนวนสาขาแบบดั้งเดิมที่มีอยู่ปัจจุบัน 1,153 แห่ง มีจำนวนพนักงาน 2.7 หมื่นคน จะลดลงเหลือ 400 แห่ง และมีพนักงานเหลือ 1.5 หมื่นคน ภายใน 3 ปีข้างหน้า
หากพิจารณา “จำนวน” ที่ลดลงนับเป็นตัวเลขที่น่าตกใจไม่น้อย แต่แม่ทัพ “เอสซีบี” อธิบายว่าไม่ใช่นโยบาย “ปลดพนักงาน” หรือเลย์ออฟ แต่เพราะปกติในแต่ละปีมีพนักงานลาออกอยู่แล้ว 2-3 พันคน หากไม่รับคนเพิ่มเลยในช่วง 3 ปีนี้ จำนวนพนักงานก็จะลดลงได้เองอยู่แล้วร่วมหมื่นคน
ในขณะที่รูปแบบสาขาของธนาคารจะเปลี่ยนไปสู่การเป็น “ศูนย์บริการลูกค้ารูปแบบเฉพาะ” เพื่อให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ตรงจุดมากขึ้น เช่น SCB Express, SCB Investment Center, SCB Business Center และ SCB Service Center
“การทำธุรกิจจะเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างมีนัยสำคัญ ด้วยการนำเทคโนโลยีมาสนับสนุนการให้บริการ รวมถึงการเพิ่มทักษะและขีดความสามารถใหม่ๆ ให้พนักงาน โดยเฉพาะในธุรกิจการบริหารความมั่งคั่ง ซึ่งเรามีเป้าหมายที่จะขยายฐานลูกค้ากลุ่มนี้้มากขึ้น”
หลังจากปีที่แล้ว “เอสซีบี” เริ่มเปลี่ยนผ่านองค์กร (Tranformation) ด้วยการสร้างรากฐานภายในขององค์กรใหม่ ตั้งแต่ยกระดับเทคโนโลยีของธนาคารรองรับยุคดิจิทัลด้วยการเพิ่มขีดความสามารถของเทคโนโลยีแพลตฟอร์ม พัฒนาบริการ “โมบาย แบงกิ้ง” หรือเอสซีบีอีซี่, ระบบการชำระเงินผ่าน QR Code และการปรับปรุงการกระบวนการทำงานทุกขั้นตอนให้มีประสิทธิภาพ เป็นต้น
สำเร็จไปแล้วกว่า 50% จากที่ตั้งใจไว้
การประกาศวิสัยทัศน์ SCB 2020 โดยเริ่มต้นที่ปีนี้เป็นปีแรกกับสิ่งที่ต้องการจะเป็นในอีก 3 ปีข้างหน้า ทำให้จังหวะก้าวของ “เอสซีบี” จากนี้น่าจับตายิ่ง
“แผนงานที่ทำอยู่ อาจกระทบระยะสั้น แต่เพื่อการอยู่รอด และเติบโตในระยะยาว ได้ชี้แจงพนักงานแล้ว ซึ่งพนักงานส่วนใหญ่เข้าใจว่าเราจำเป็นต้องปรับเปลี่ยน และทุกคนต้องช่วยกัน”
กระแสเทคโนโลยี “ดิจิทัล ดิสรัปชั่น” อาจทำให้อนาคตของหลายธุรกิจพร่าเลือน เพราะหลายสิ่งไร้รูปแบบ และไม่มีสูตรสำเร็จ
“หากปีนี้ไม่สำเร็จตามที่วางไว้ ซีอีโอก็คงต้องไล่ตัวเองออก ไม่ได้พูดเล่นๆ ผมได้พูดกับฝ่ายจัดการแล้วว่าไม่มีใครไล่ผมออก นอกจากผมจะพาตัวเองออกไปเอง
หากไทยพาณิชย์เปลี่ยนไม่ได้ในปีนี้ตามเป้าหมายที่วางไว้ ฝ่ายจัดการทุกคนต้องนั่งถามตัวเองว่า เราเป็นอุปสรรค เป็นปัญหาองค์กรหรือเปล่า ดังนั้นหากรู้ว่าคณะนี้ไม่สามารถพาองค์กรไปข้างหน้าได้ ผมจะพาตัวเองออกคนแรกเลย”
การขับเคลื่อนเปลี่ยนผ่านองค์กรในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญนี้จึงต้องใช้ความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง กล้าที่จะลงมือทำ และไม่กลัวความผิดพลาด
สำหรับ “อาทิตย์” ในฐานะ “ผู้นำองค์กร” เขาได้แสดงความมุ่งมั่นที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับ “เอสซีบี” ให้ได้ ด้วยความมั่นใจว่าเป็นไปได้ หาก “ทุกคน” ช่วยกัน
และกล้าพอที่่จะรับผิดชอบ หากไม่สำเร็จ

