บ้าน-คอนโด ผ่อนรัวๆ (1) คอลัมน์ ฟรีสไตล์เรื่องบ้าน บ้าน

27.01.18 | 16:15 น.

กู้เงินซื้อบ้านซื้อคอนโดฯ ทำยังไงให้ผ่อนหมดเร็วๆ

คำถามประเภทนี้มีว่อนโซเชียลมีเดีย ผ่อนไม่ไหวบ้าง ไม่อยากผ่อนต่ออีกแล้ว ผ่อนยังไงหมดเร็วๆ เลิกผ่อนดีไหม? เยอะแยะไปหมด

มีคนบอกว่า เงินกู้ตอนอยู่กับแบงก์เรียกว่าเงินกู้ แต่พอเรากู้ได้และอยู่กับเราเรียกว่าเงินกู ก็เลยมีทั้งผ่อนมั่งไม่ผ่อนมั่ง

วันนี้ชวนคุยกันแบบเบาๆ อสังหาริมทรัพย์เป็นของชิ้นใหญ่ ราคาแพง ไม่ว่าจะเป็นตลาดแมสหรือตลาดหรู สำหรับบางคนชีวิตทั้งชีวิตอาจซื้อหาได้เพียงครั้งเดียว

การซื้อบ้านหรือคอนโดมิเนียมจึงไม่ใช่แค่เดินห้าง เข้าซุปเปอร์มาร์เก็ตแล้วหยิบโกยมาเป็นของตัวเองทีละเยอะๆ เหมือนซื้อแฟ้บซื้อสบู่

Advertisement

ในโลกแห่งความเป็นจริง เมื่ออสังหาฯเป็นของชิ้นใหญ่ ราคาแพง จึงต้องซื้อด้วยความระมัดระวัง สำคัญที่สุดเป็นสินค้าที่ต้องวางแผนในการซื้อ

เหตุผลเพราะเป็นสินค้าที่ส่วนใหญ่ขอยืมเงินจากธนาคารมาซื้อ ต้องมีการผ่อนค่างวดสินเชื่อยาว 20-30 ปี เป็นภาระผูกพันระยะย้าวยาว เข้าใจยัง

สำหรับคนที่กำลังตัดสินใจจะซื้ออสังหาฯ เหมารวมไปถึงคนที่กำลังผ่อนด้วยละกันค่ะ กฎเหล็กข้อแรกคือต้องสร้างวินัยในการผ่อนให้มีประวัติเป็นลูกหนี้ที่ดี

มาดูกันซิ มีอะไรบ้างที่ต้องคำนึงเพื่อให้ผ่อนหมดเร็วๆ จากการทำการบ้านทางกูรูแบงก์รัฐบอกว่าให้เลือกสินเชื่อที่มีอายุการผ่อนยาวที่สุดเท่าที่จะทำได้

เรื่องนี้มีหลายเหตุผล หนึ่งในนั้นคิดเอาเองว่าเป็นการรีแลกซ์อย่างหนึ่ง จะได้ไม่กดดันตัวเอง (โห! เดาะภาษาฝรั่งดั๊วะ รีแลกซ์หมายถึงผ่อนคลาย ไรงี้)

เช่น เงินกู้ 2 ล้าน ผ่อน 10 ปี อาจมีงวดละ 19,000 บาท ผ่อน 20 ปี อาจจะงวดละ 15,000 บาท หรือผ่อน 30 ปี อาจมีงวดละ 8,000 บาท (ยกตัวอย่างแบบเว่อร์ๆ)

จะเห็นว่าค่างวดแตกต่างกันมาก ข้อคำนึงคืออย่าลืมว่าสินเชื่อบ้านสามารถ “ตัดต้นตัดดอก” ได้

เราสามารถโปะเติมเข้าไปได้ตั้งแต่การผ่อนงวดแรก และแน่นอนว่าไปตัดเงินต้นให้ลดลงทันที

นั่นแปลว่าถ้าเลือกกู้ยาว 30 ปี งวดผ่อนเดือนละ 8,000 บาท ความน่าจะเป็นในการเบี้ยวหนี้คงน้อย เพราะผ่อนสบายๆ

ที่สำคัญสามารถจ่ายค่างวด 15,000 หรือ 19,000 บาท กลายเป็นการโปะเงินต้นด้วยซ้ำ ผลลัพธ์คือสามารถผ่อนหมดภายใน 10-20 ปีก็ได้ทั้งนั้น

แต่ถ้าใจร้อน หรือคิดไม่ถึง หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ คิดว่ากู้สั้นๆ ดีกว่าจะได้หมดเร็วๆ (เพื่อนๆ และคนรอบข้างคิดแบบเนี้ยเยอะมว้าก) เลือกกู้ 10 ปี งวดผ่อนเดือนละ 19,000 บาท

พ่อคุณแม่คุณเห็นมาหลายเคสแล้ว งวดผ่อนกลายเป็นภาระ บางเดือนมีรายจ่ายที่คิดไม่ถึงมาแทรกยอมเบี้ยวหนี้บ้าน ผลลัพธ์คือเริ่มมีประวัติเป็นหนี้เสีย หรือหนี้สงสัยจะเสีย

ส่วนเรื่องจะโปะเพิ่ม ยากแล้วล่ะทั่น (อันนี้กรณีเป็นมนุษย์เงินเดือน รายได้ประจำคงที่)

ถัดมา พนักงานสินเชื่อถ้ารู้จักกันเขาจะแนะนำเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ว่า สินเชื่อบ้านเป็นสินเชื่อระยะยาว แต่วงการแบงก์เขาก็แข่งขันกันเยอะ ก็เลยแข่งกันทำโปรโมชั่นดอกเบี้ยช่วง 3 ปีแรก

(แอบถามผู้บริหารแบงก์ต่างกรรมต่างวาระ คำเฉลยคือช่วงสามปีแรก ต่อให้ดอกเบี้ยถูกยังไงก็เป็นจุดคุ้มทุนของแบงก์ ปีที่ 4 จนถึงตลอดอายุสัญญา ….ละไว้ในฐานที่เข้าใจนะคะ)

ดอกเบี้ยโปรโมชั่น 3 ปีแรกนี่แหละตัวปัญหาเพราะซับซ้อนมากซะ บางธนาคารฟาดเข้าไป 7-8 แพคเกจ ดูกันตาลาย เทคนิคมีแค่นิดเดียว ให้ดู “พฤติกรรมการผ่อน” ของตัวเอง

คนชอบโปะเงินต้นเยอะๆ ให้เลือกดอกเบี้ย 3 ปีแรกต่ำๆ เข้าไว้ คนไม่มีสตางค์จะโปะ มีนิสัยผ่อนคงเส้นคงวา ให้ดูดอกเบี้ยกลางๆ เพราะคุณตั้งใจผ่อนยาวอยู่แล้ว ดอกเบี้ยเขาก็คิดคงเส้นคงวา ไม่ใช่ช่วงแรกดอกเบี้ยต่ำแต่ไปทบเยอะๆ ตอนหลัง

อุ๊ย! ถึงตรงนี้แล้วมีเรื่องจะเม้าธ์มอยเพิ่ม ดอกเบี้ยมาตรฐานของผู้กู้ตาดำๆ คือ MRR = ดอกเบี้ยรายย่อย (ถ้า MLR คือดอกเบี้ยรายใหญ่) ณ เดือนมกราคม 2561 อยู่ที่ 7.2% บวกลบ

ในขณะที่ดอกเบี้ยโปรโมชั่น 3 ปีแรก อาจจะ 0%, 1% 2-3% แต่หลังจากนั้น ในปีที่ 4 จนถึงตลอดอายุสัญญาแบงก์จะกลับมาใช้ดอกเบี้ย MRR เห็นชิมิว่าต่างกันจาก 0-3% กลายเป็น 7%

นี่คือเหตุผลที่คนทั้งโลกถ้าขยันหน่อยก็จะทำการ “รีไฟแนนซ์” หมายถึงย้ายบัญชีสินเชื่อจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งอ่ะค่ะ

เหตุผลง่ายนิดเดียว เพื่อจะได้เริ่มต้นดอกเบี้ยโปรโมชั่นใหม่อีกรอบไงอ่ะคะ ท่านผู้ชม