เกิดเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักทันทีที่ความจริงปรากฏ เมื่อกรมควบคุมมลพิษออกมายอมรับว่าหมอกขาวๆ ที่เห็นโรยตัวต่ำ ปกคลุมพื้นที่กรุงเทพมหานครในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา แท้ที่จริงแล้วคือฝุ่นมลพิษขนาดเล็กจิ๋ว ที่เรียกกันว่า “พีเอ็ม 2.5”
ฝุ่นที่มีขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือ 2.5 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร เล็กกว่าขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของเส้นผมถึง 25 เท่า และด้วยเหตุนี้มันจึงสามารถเล็ดลอดผ่านการดักจับของขนจมูกผ่านเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ ถุงลมในปอด และผ่านเข้าสู่กระแสเลือด กระจายไปสู่อวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกาย ซึ่งเมื่อสะสมนานๆ เข้าเสี่ยงต่อการเป็นโรคเรื้อรัง เพิ่มโอกาสในการเกิดโรคต่างๆ ตั้งแต่ภูมิแพ้ไปจนถึงโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง มะเร็งปอด หัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง ฯลฯ
จากการศึกษาของธนาคารโลกชี้ว่ามลพิษอากาศในประเทศไทยปัจจุบันเป็นต้นเหตุของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรถึงราว 50,000 รายต่อปี และประชากรไทยยังคงต้องเผชิญกับปัญหาอากาศที่เต็มไปด้วยมลพิษในระดับสูงกว่าค่ามาตรฐานองค์การอนามัยโลกนี้อย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2560 ระดับมลพิษในอากาศที่บันทึกโดยสถานีตรวจสอบ 19 แห่งใน 14 พื้นที่ทั่วประเทศไทยยังคงเกินค่ามลพิษจำกัดสูงสุดขององค์การอนามัยโลก

มีอะไรอยู่ในพีเอ็ม 2.5
เนื่องจากปัจจุบันเราคำนวณคุณภาพอากาศโดยนำโอโซน ไนโตรเจนไดออกไซด์ คาร์บอนมอนอกไซด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 10 ไมครอน หรือพีเอ็ม 10 เป็นดัชนี ทำให้ทราบค่าอากาศระดับปานกลางเท่านั้น แต่ยังไม่ทราบค่ามลพิษที่แท้จริงที่มีอยู่ในอากาศแต่ละแห่ง
แล้วพีเอ็ม 2.5 อันตรายแค่ไหน?
พีเอ็ม 2.5 แบ่งเป็นฝุ่นที่เกิดจากแหล่งกำเนิดโดยตรงและเกิดจากการรวมตัวของก๊าซและมลพิษอื่นในบรรยากาศ โดยเฉพาะซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และออกไซด์ของไนโตรเจน พีเอ็ม 2.5 ยังเป็นมลพิษข้ามพรมแดนและปนเปื้อนอยู่ในบรรยากาศได้นาน
ไม่ว่าจะมีองค์ประกอบทางเคมีใดๆ ก็ตาม เช่น ปรอท แคดเมียม อาร์เซนิก หรือโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน เป็นต้น ในปี พ.ศ.2556 องค์การอนามัยโลกจึงกำหนดอย่างเป็นทางการให้ พีเอ็ม 2.5 อยู่ในกลุ่มที่ 1 ของสารก่อมะเร็ง
ต้นตอของพีเอ็ม 2.5 มาจาก 4 แหล่ง คือ 1.การคมนาคมขนส่ง การใช้รถยนต์ส่วนตัว การเผาไหม้ของเชื้อเพลิงบนถนน 2.การผลิตไฟฟ้า โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าถ่านหิน 3.โรงงานอุตสาหกรรม เขตพื้นที่หลายจังหวัดที่กำลังประสบกับปัญหาของมลพิษทางอากาศ เนื่องจากปล่องของโรงงานอุตสาหกรรมหลายแห่งเป็นตัวปล่อยพีเอ็ม 2.5
4.การเผาในที่โล่ง ซึ่งจะพบเป็นประจำในช่วงหน้าแล้ง เช่น การเผาพืชเกษตร ซึ่งรวมถึงมลพิษข้ามพรมแดน
จริยา เสนพงศ์ ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บอกว่า
“เวลาพูดถึงพีเอ็ม 2.5 สิ่งแรกที่ต้องพูดถึงคือเรื่องของสุขภาพ เป็นต้นทุนชีวิตที่เราต้องจ่าย ตัวราคาของพีเอ็ม 2.5 คือโรคที่เกิดขึ้นกับประชาชนที่ต้องจ่าย ซึ่งภาวะของการเกิดโรคไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นมะเร็งเท่านั้น แต่คือการหายใจเอามลพิษเข้าไปสะสมทุกวินาที”
ซึ่งต้นทุนนี้ธนาคารโลกพูดชัดเจนว่าประเทศไทยมีอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรปีหนึ่ง 50,000 คน

‘สิทธิพิเศษ’ ที่ไม่ต้องร้องขอ
การที่ไม่นำค่าพีเอ็ม 2.5 มาใช้ในการคำนวณคุณภาพอากาศ จะทำให้เราไม่ทราบว่าอากาศบ้านเราที่แท้จริงเป็นอย่างไร มันอาจจะไม่ใช่ “สีเขียว” อย่างที่คิด แต่อาจเป็น “สีเหลือง” และถ้าเพิกเฉยต่อไปมันจะกลายเป็น “สีส้ม” หรือ “สีแดง” ทำให้ประชาชนทราบว่าจะต้องป้องกันตัวเองจากมลพิษนี้อย่างไร หน้ากากที่สามารถป้องกันพีเอ็ม 2.5 จำเป็นต้องใช้หรือไม่
“มาตรฐานการปล่อยมลพิษที่สูงเกิน นั่นหมายความว่าเวลาที่วัดพีเอ็ม 2.5 จะวัดตามมาตรฐาน ซึ่งองค์การอนามัยโลกตั้งเป็น “สีขาว” ที่ 10 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร แต่ประเทศไทยกำหนดที่ 25 ไมโครกรัม”
ค่าเฉลี่ย 24 ชม. องค์การอนามัยโลกกำหนดที่ 25 ไมโครกรัม แต่เรากำหนดให้ปล่อยได้ที่ 50 ไมโครกรัม จึงมีการถกเถียงกันในระดับนโยบายจากการรณรงค์มาเกือบ 2 ปี ว่าทำไมมาตรฐานการปล่อยมลพิษของไทยจึงไม่สามารถใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของมาตรฐานองค์การอนามัยโลก
“คำตอบเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2540 กว่าแล้ว คือ ประเทศไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนา ฉะนั้นประชาชนได้รับสิทธิพิเศษในการที่จะรับมลพิษทางอากาศมากกว่าประเทศอื่น” จริยาบอกและว่า
ปัจจุบันบางประเทศแม้จะไม่ได้เทียบมาตรฐาน “สีขาว” ที่ 10 ไมโครกรัมเหมือนองค์การอนามัยโลก แต่ถ้ามองในเชิงนโยบายนับว่ามีความก้าวหน้า ยกตัวอย่างเช่น สิงคโปร์ ญี่ปุ่น และอเมริกา ที่ขยับค่ามาตรฐานลงมาที่ 12-14-15 นั่นหมายถึงภาคอุตสาหกรรม ภาคคมนาคม หรือภาคส่วนของไฟฟ้า จะต้องปรับปรุงตัวในการลดการปล่อยพีเอ็ม 2.5

อย่าเพิ่งดีใจ ถ้าข้างบ้านมีสถานีวัดค่าพีเอ็ม
น่าสนใจว่ากรีนพีซมีการจัดลำดับคุณภาพอากาศใน 14 จังหวัดในประเทศไทยที่มีสถานีวัดค่าฝุ่นละอองขนาด 2.5 ไมครอน (มกราคม-ธันวาคม 2560) พบว่าจังหวัดที่ค่ามลพิษในอากาศสูงเป็นอันดับ 1 ตกเป็นของจังหวัด “สระบุรี” (36 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร) และเขต “ธนบุรี” ในกรุงเทพฯ (31 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร) โดยทั้งสองพื้นที่มีระดับค่าเฉลี่ยสูงกว่าค่ามลพิษจำกัดสูงสุดขององค์การอนามัยโลกถึง 3 เท่าตัว
ส่วนพื้นที่อื่นๆ ที่อยู่ในเกณฑ์เสี่ยง ได้แก่ สมุทรสาคร ราชบุรี ขอนแก่น และเชียงใหม่ ซึ่งค่ามลพิษในระดับสูงระหว่าง 25-30 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร โดยทั้ง 14 พื้นที่ที่มีการตรวจวัดค่ามลพิษนั้นล้วนแล้วแต่มีระดับมลพิษสูงกว่าค่าจำกัดสูงสุดขององค์การอนามัยโลกทั้งสิ้น ยิ่งไปกว่านั้น 9 ใน 14 พื้นที่ยังมีค่ามลพิษเกินมาตรฐานคุณภาพอากาศรายปีแห่งชาติอีกด้วย
จริยาบอกว่า จากการรณรงค์เรียกร้องให้มีการนำค่าพีเอ็ม 2.5 มาเป็นดัชนีในการวัดคุณภาพอากาศมา 2 ปี สิ่งที่ได้คือ การเพิ่มขึ้นของสถานีวัดค่าพีเอ็ม 2.5 แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะนำมาใช้ในการวัดคุณภาพอากาศ
“สถานีที่เพิ่งมีการติดตั้งมี สมุทรปราการ กรุงเทพฯ-เขตลาดพร้าว นราธิวาส สงขลา กาญจนบุรี และสตูล บ่งชี้ว่าเขตเหล่านี้กำลังจะเจอการคุกคามของมลพิษทางอากาศครั้งใหม่ กรุงเทพฯแทบจะทุกสถานี แต่จังหวัดในภาคใต้ในส่วนของเบตง ยะลา สงขลา รวมทั้งสมุทรปราการ กำลังจะเพิ่มในเรื่องของอุตสาหกรรม โดยเฉพาะภาคใต้ในการจะประกาศให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ สตูลเองก็เช่นกัน
“สิ่งหนึ่งที่น่าสะเทือนใจคือ เราไม่พยายามจะติดตั้งสถานีวัดพีเอ็ม 2.5 ให้ครบเพื่อปกป้องคุณภาพชีวิตประชาชน แต่เราติดตั้งสถานีเมื่อเรารู้ว่าสถานีเหล่านั้นจะเป็นต้นตอของมลพิษทางอากาศ เพื่อจะเป็นสถานีวัดในอนาคตว่ามลพิษจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างไร” จริยาบอก
“ปัจจุบันโลกกำลังคุยกันถึงฝุ่นที่เล็กว่าพีเอ็ม 2.5 เป็นฝุ่นนาโน และมีการศึกษาทางวิชาการในการเชื่อมโยงมลพิษทางอากาศกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในเรื่องของโลกร้อน”
ยกตัวอย่าง อเมริกาเอง ประชาชนอย่างน้อย 4 ใน 10 คน มีความเสี่ยงอย่างยิ่งต่อการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร สิ่งหนึ่งที่เขาพูดถึงคือ “ภูมิแพ้” มลพิษทางอากาศ
“นับจากปีนี้เราจะเห็นหมอกควัน คือการผสมกันระหว่างหมอกและควัน ที่ขึ้นไปคลุมอยู่บนชั้นโอโซน หลายงานวิจัยกำลังศึกษา ไม่ใช่แค่อเมริกา ยุโรปเอง เนื่องจากภาวะประชาชนเป็นภูมิแพ้กำลังเพิ่มมากขึ้น และนำมาสู่ภาวะการเกิดโรคต่างๆ โรคหืดหอบ ทางเดินลมหายใจ หรือแม้แต่โรคมะเร็งที่จะตามมา”

ขออากาศดีคืนมา
จากวงวิชาการ มาฟังประสบการณ์ตรงของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษที่มีค่าเกินกำหนด
บุญตา พุกเนียน ชาวบ้านบ้านมะเกลือ จังหวัดนครสวรรค์ หนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบจากมลพิษทางอากาศจากโรงงานอุตสาหกรรม เธอเล่าว่าอาศัยอยู่ที่นี่มานานกว่า 60 ปี จนกระทั่ง 2 ปีก่อน เมื่อมีการตั้งโรงงานผลิตไฟฟ้าจากชานอ้อย ไม่ไกลจากบ้านเธอ ทำให้วิถีความเป็นอยู่ค่อยๆ เปลี่ยนไป
แม้ไม่ใช่โรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใครๆ หวาดกลัว แต่ความที่ต้องบีบอัดชานอ้อยเป็นเชื้อเพลิงทำให้มีฝุ่นผงเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เครื่องทำงาน
“ทีแรกเราก็ไม่ทราบว่าเป็นเพราะฝุ่นเหล่านั้น แต่นานวันเข้านอกจากการที่ต้องกวาดฝุ่นจำนวนมากที่ปลิวเข้าปกคลุมทุกซอกมุมของบ้านในทุกเช้า เด็กๆ เริ่มป่วย ต้องหาหมอกันแทบทุกอาทิตย์”
“หมอบอกว่าเป็นภูมิแพ้”
บุญตาบอกว่า โดยเฉพาะวันไหนที่มีการเดินเครื่อง มีรถบรรทุกขนชานอ้อยเข้าโรงงาน ฝุ่นเข้ามาเป็นกลุ่มใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นศีรษะ เสื้อผ้า เต็มไปด้วยฝุ่นสกปรก
“เป็นฝุ่นสีน้ำตาล ปัดก็ไม่ออก เปื้อนติดเสื้อผ้า” และว่า เธอเองนอกจากเป็นเกษตรกรปลูกอ้อยส่งให้กับโรงงานแล้ว ยังมีสวนฝรั่งอยู่ไม่ไกลจากบริเวณนั้น
เรามีสวนฝรั่งพื้นที่ไม่มาก ซึ่งเมื่อก่อนเราก็ไม่ทราบว่าฝรั่งเป็นผลไม้ที่มีขนเล็กๆ จนสังเกตเห็นฝุ่นที่เกาะที่ลูกฝรั่ง ทำให้ผิวฝรั่งเป็นสีน้ำตาล ล้างก็ไม่ออก เวลาที่เดินเข้าไปในสวนจะมีฝุ่นเป็นผงละเอียดยิบสีน้ำตาลติดตามหน้าตา แล้วยังทำให้คันไปหมด
ปัจจุบันแม้จะมีการเจรจากันระหว่างเจ้าของโรงงานและชาวบ้านบ้านมะเกลือ โดยมีการจัดหาที่ทางใหม่เพื่อให้ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษทางอากาศย้ายที่อยู่พร้อมกับให้ค่าชดเชยส่วนหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม เมื่อยังไม่มีการแก้ไขที่แหล่งปล่อยมลพิษ สภาพในอากาศย่อมไม่ได้รับการแก้ไข
เช่นเดียวกับการที่ผู้อำนวยการสำนักจัดการคุณภาพอากาศและเสียง กรมควบคุมมลพิษ บอกว่า ฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน จะมีค่าพุ่งสูงในช่วงปลายหนาวต้นร้อนในช่วงปลายเดือนมกราคม จากสถิติตั้งแต่ปี 2558-2560 ก็มีค่าเกินมาตรฐานทุกปี แต่เป็นแค่ช่วงระยะเวลาสั้น ซึ่งในปีนี้ ตั้งแต่วันที่ 18 มกราคมที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ มีค่าเกินมาตรฐาน 5 วัน ส่วนสถานการณ์มลพิษในวันนี้เริ่มคลี่คลายเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว
รวมทั้งมีการตั้งเป้าจะติดตั้งสถานีวัดค่าพีเอ็ม 2.5 เพิ่มขึ้นอีก 20 เครื่อง และวางเป้าหมายว่าในปี 2563 จะติดตั้งให้ครบ 63 แห่งทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชนเมือง
แต่ตราบใดที่ไม่ได้นำค่าพีเอ็ม 2.5 ไปใช้คำนวณคุณภาพอากาศ เราจะยังไม่รู้ค่าอากาศที่แท้จริงอยู่นั่นเอง


