จาก ‘ฝรั่งเศส’ สู่ ‘ไทย’ ‘วันสุดท้ายของนักโทษประหาร’ อมตะวรรณกรรมแห่งความเป็นมนุษย์

30.01.18 | 15:43 น.

‘ดวงตาคนคุกผู้คุ้นชินกับความมืดมนของห้องขัง
รู้ดีกว่าแสงที่เห็นอยู่นั้นคือแสงตะวัน
ข้าพเจ้าชื่นชอบดวงอาทิตย์ยิ่งนัก’

ข้อความข้างต้นไม่ใช่ถ้อยความจากกวี หรือนักประพันธ์คนใด หากแต่เป็นเสียงของ “นักโทษนิรนาม” ผู้กำลังเดินเข้าสู่ความตายด้วยการพิพากษาของมนุษย์ด้วยกันจากวรรณกรรมอมตะ “Le Dernier Jour D’un Condamne” โดย วิกเตอร์ อูโก นักเขียนผู้มีบทบาทอย่างสูงในการเคลี่อนไหวทางวัฒนธรรมยุคโรแมนติกในฝรั่งเศส บุคคลท่านนี้ได้ร้อยเรียงความรู้สึกนึกคิดถ่ายทอดเรื่องราวของนักโทษถูกคุมขัง รอเวลาถูกส่งไปยังลานประหารด้วยการกิโยติน

สะท้อนความหวาดกลัว โศกเศร้า และความโกรธของผู้ถูกพิพากษา นักโทษรายนี้ได้ใช้เวลาในการขบคิดเรื่องราวต่างๆ ที่พบขณะอยู่ในเรือนจำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของผู้คุม บาทหลวง เพื่อนนักโทษ รวมถึงสภาพในห้องขังและฝูงชนที่เฝ้ามองการประหารชีวิตอย่างกระหายใคร่รู้

เป็นวรรณกรรมที่เขียนขึ้นเพื่อต่อต้านโทษประหารในประเทศฝรั่งเศสในยุคนั้น โดยในเนื้อเรื่องไม่มีการระบุชื่อนักโทษที่เป็นตัวเอก รวมถึงโทษที่กระทำ โดยให้บุคคลดังกล่าวเป็น “ตัวแทน” ของนักโทษประหารทุกคนผู้ซึ่งมีความรู้สึกนึกคิด และมีความเป็นมนุษย์อย่างเต็มเปี่ยม

ซ้าย – ภาพเหมือนของ วิกเตอร์ อูโก ในวัยหนุ่ม เมื่อ ค.ศ.1825 ซึ่งเป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกับการเริ่มต้นเขียนนวนิยายเล่มนี้เมื่ออายุได้เพียง 27 ปี (ภาพจาก maisonsvictorhugo.paris.fr), ขวา – วิกเตอร์ อูโก (Victor Hugo) นักประพันธ์ รัฐบุรุษชาวฝรั่งเศสผู้มีชีวิตอยู่ระหว่าง ค.ศ.1876-1885 เจ้าของบทประพันธ์
Le Dernier Jour D’un Condamne โดย วิกเตอร์ อูโก ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ ค.ศ.1829 หรือ 189 ปีที่แล้ว เมื่อครั้งยังที่ฝรั่งเศสยังมีโทษประหาร กระทั่งยกเลิกไปใน ค.ศ.1981 (ภาพจาก archive.org)

นับแต่การตีพิมพ์ครั้งแรกใน ค.ศ.1829 ซึ่งตรงกับ พ.ศ.2372 ในรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ นับเป็นเวลาถึง 189 ปีที่วรรณกรรมเรื่องนี้ถูกเผยแพร่ และแปลออกสู่ภาษาอื่นๆ อาทิ ฉบับภาษาอังกฤษในชื่อว่า “The Last Day of a Condemned Man”

บัดนี้ ด้วยความร่วมมือของสถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย และสำนักพิมพ์มติชน วรรณกรรมสำคัญเล่มนี้จึงได้รับการตีพิมพ์เป็นภาษาไทยในชื่อ “วันสุดท้ายของนักโทษประหาร” แปลโดย รองศาสตราจารย์ กรรณิกา จรรย์แสง

Advertisement

มีการจัดงานเปิดตัวอย่างเป็นทางการในค่ำคืนของวันพฤหัสบดีที่ 25 มกราคมที่ผ่านมา ณ ทำเนียบเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย ซอยเจริญกรุง 36 เขตบางรัก กรุงเทพฯ มีแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมอย่างคับคั่งทั้งชาวต่างชาติและชาวไทยในหลากหลายวงการ โดยเฉพาะนักสิทธิมนุษยชน และแวดวงน้ำหมึก อาทิ วัส ติงสมิตร ประธานกรรมการสิทธิมนุษชนแห่งชาติ, สุชาดา สหัสกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ และจัดจำหน่ายแห่งประเทศไทย, จรัญ หอมเทียนทอง อดีตนายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ, วรงค์ หลูไพบูลย์ บรรณาธิการอำนวยการสำนักพิมพ์บทจร ซึ่งโดดเด่นด้าน “วรรณกรรมแปล”

ซ้าย – ฉบับตีพิมพ์ ค.ศ.1855 (ภาพจาก k.mouhoubi.free.fr), ขวา – ภาพลายเส้นประกอบหนังสือในการตีพิมพ์ครั้งแรกๆ

‘โทษประหาร’ เรื่องเร่งด่วนที่สังคมต้องร่วมหาทางออก

“ผมความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับทุกท่านในวันนี้ สิ่งที่นำท่านมาชุมนุมกันคือความชื่นชอบวรรณกรรม อีกทั้งความปรารถนาที่จะแบ่งปันให้ผู้คนมากมายได้เข้าใจมุมมองเชิงวิพากษ์ของสังคมร่วมสมัย ของวิกเตอร์ อูโก ซึ่งเมื่อครั้งที่เขาเขียนหนังสือเรื่องนี้ เขามีอายุเพียง 27 ปี นวนิยายเรื่องนี้เป็นหนึ่งในผลงานที่แสดงถึงคุณค่าทางมนุษยธรรมอย่างเด่นชัดที่สุดในยุคนั้น เขายืนยันถึงอย่างแข็งกร้าวว่าสังคมไม่มีสิทธิใดๆ ที่จะกำหนดความเป็นความตายของคน ไม่ว่าจะเป็นใคร และผิดในเรื่องใด”

คือถ้อยความจาก ฯพณฯ จิลส์ การาชง เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย ในงานเปิดตัวหนังสือเวอร์ชั่นภาษาไทย โดยยังได้แสดงความเห็นในประเด็นโทษประหาร ซึ่งในฝรั่งเศสมีการยกเลิกไปแล้วเมื่อ ค.ศ.1981 จากความพยายามของประธานาธิบดี ฟรองซัวร์ มีแตร็อง ประกอบกับการต่อสู้ของผู้คนมากมาย ทว่า ในซอกมุมต่างๆ ของโลกใบนี้ ยังมีส่วนหนึ่งที่คงไว้ซึ่งโทษทัณฑ์ดังกล่าว

“บางคนอาจคิดว่าข้อถกเถียงนี้เป็นเรื่องต่างยุค แต่ในความเป็นจริงแล้ว โทษประหารเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สังคมปัจจุบันต้องร่วมกันหาทางออก แม้รัฐทั่วโลกจำนวน 2 ใน 3 จะไม่ใช่โทษประหารแล้ว แต่ยังมีพลเมืองในโลกอีกมากที่ยังได้รับโทษประหาร”

สำหรับในประเทศไทย ปัจจุบันยังมีโทษประหาร แต่มีสัญญาณของจุดเริ่มต้นที่ดีในการไตร่ตรองประเด็นดังกล่าว

“ผมทราบดีว่าประเทศของท่านไตร่ตรองเรื่องนี้อย่างกล้าหาญ จึงขอขอบคุณคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของไทย กระทรวงยุติธรรม สถาบันการยุติธรรมของไทย และมูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนาที่ให้ความร่วมมือกับสถานทูตฝรั่งเศสในการจัดประชุมสัมมนาว่าด้วยการลงโทษทางอาญากับหลักสิทธิมนุษยชนเมื่อเดือนที่แล้ว”

ในตอนท้าย ท่านทูตยังกล่าวอวยพรให้หนังสือเล่มนี้ได้รับความสำเร็จด้วยดี

งานเปิดตัวหนังสือในช่วงค่ำขอวันที่ 25 ม.ค.ที่ผ่านมา ณ ทำเนียบเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสฯ เจริญกรุง 36 (จากซ้าย ฐากูร บุนปาน, โคทม อารียา, กรรณิกา จรรย์แสง, วิษณุ วรัญญู, ฯพณฯ จิลส์ การาชง เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย, วัส ติงสมิตร และประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์)

ทุกหน้า ทุกตัวอักษร คือความรักที่มีต่อเพื่อนมนุษย์

จากนั้น ถึงคิว ฐากูร บุนปาน กรรมการผู้จัดการบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) กล่าวปาฐกถาในฐานะผู้จัดพิมพ์ มีเนื้อหาตอนหนึ่งว่า เราตั้งคำถามเสมอว่า อะไรคือองค์ประกอบสำคัญของนักประพันธ์ผู้ยิ่งใหญ่ อะไรแยกนักประพันธ์ผู้ยิ่งใหญ่กับนักเขียนธรรมดา นอกจากการใช้คำกลวิธีการประพันธ์ เราพบว่า นักประพันธ์ผู้ยิ่งใหญ่ต้องมีหัวใจที่ยิ่งใหญ่ คือมีความรักต่อเพื่อนมนุษย์

“สิ่งที่พุ่งออกมาจากหนังสือเล่มนี้ในทุกหน้า ทุกหน้า ทุกตัวอักษร คือความรักที่มีต่อเพื่อนมนุษย์ ประเด็นการคัดค้านโทษประหารเป็นสิ่งใหม่ แม้ในสังคมเจริญแล้ว นับว่าวิกเตอร์กล้าหาญมาก เมื่อ 300 ปีที่แล้ว ฝรั่งเศสต้องผ่านการต่อสู้ทางควมคิด จนเดินไปสู่วิถีอารยะ มติชนเป็นเกียรติที่ได้รับโอกาสในการมีส่วนเผยแพร่ กราบขอบคุณสถานทูตฝรั่งเศสฯที่อำนวยการแปล ขอบคุณอาจารย์กรรณิกาที่แปลอย่างสละสลวยในเวลาจำกัด หวังว่าจะได้ร่วมกันทำสิ่งที่งดงามต่อเพื่อนมนุษย์ท่านอื่น”

ฐากูร บุนปาน กรรมการผู้จัดการบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สิ่งที่พุ่งออกมาจากหนังสือเล่มนี้ในทุกหน้า ทุกหน้า ทุกตัวอักษร คือความรักที่มีต่อเพื่อนมนุษย์

ความหวังและสิ้นหวัง เกือบ 2 ศตวรรษที่สารยัง ‘ทันสมัย’

“รู้สึกว่าเขาเขียนด้วยใจ ดิฉันสัมผัสได้จากตัวอักษรซึ่งทำให้เราตระหนักรู้ถึงความทุกข์ยากของตัวละคร เราได้รู้สึกถึงความหวังและสิ้นหวัง ความเจ็บปวด มืดมน นวนิยายเล่มนี้พิมพ์เมื่อเกือบ 200 ปีมาแล้ว แต่รูปแบบวรรณศิลป์ โดยสารจากคนเขียนยังคงทันสมัยเสมอ” รศ.ดร.กรรณิกา จรรย์แสง อดีตอาจารย์คณะอักษรศาสตร์ ม.ศิลปากร ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาและวรรณกรรมฝรั่งเศส ผู้แปล กล่าวถึงความรู้สึกที่มีต่อวรรณกรรมเรื่องนี้

ส่วนในแง่ของการดำเนินงานนั้น อาจารย์ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า

“ในฐานะคนแปล ถ้าถามว่ายากไหม ตอบว่ายาก ในแง่การส่งผ่านลีลาวรรณศิลป์”

อย่างไรก็ตาม ผลงานมากมายที่ผ่านมา ย่อมการันตีถึงคุณภาพอย่างไม่มีข้อสงสัย ไม่ว่าจะเป็น รุกสยามในนามของพระเจ้า, บันทึกการเดินทางของ อ็องรี มูโอต์ ในสยาม กัมพูชา ลาว และอินโดจีนตอนกลางส่วนอื่นๆ, เงาสยามยามผลัดแผ่นดินพระนารายณ์ เป็นต้น ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นงานแปลที่นำเสนอมุมมองความคิดของชาวฝรั่งเศสหลากหลายแง่มุม พร้อมเสนอประเด็นทางสังคมที่เฉียบแหลมผ่านสำนวนการแปลที่ลึกซึ่งและเข้าใจง่าย

สำหรับประเด็นโทษประหาร อาจารย์ระบุว่า ส่วนตัวเห็นด้วยกับการยกเลิกโทษดังกล่าวโดยหยิบยกคำกล่าวของ “ดาไลลามะ” ผู้นำทางจิตวิญญาณของชาวพุทธ ความว่า

“…ข้าพเจ้าขอสนับสนุนอย่างสุดหัวใจต่อข้อเรียกร้องไปยังประเทศต่างๆ ที่ยังคงลงโทษประหารชีวิตในปัจจุบัน ให้พิจารณาไตร่ตรองยับยั้งการลงโทษประหารชีวิตโดยไม่มีเงื่อนไข ในขณะเดียวกัน พวกเราควรให้การสนับสนุนด้านการศึกษามากยิ่งขึ้น และส่งเสริมให้เกิดสำนึกรับผิดชอบในระดับสากล เราจำเป็นต้องชี้แจงความสำคัญในการแสดงออกซึ่งความรักและเมตตาเพื่อความอยู่รอดของมนุษยชาติเองและพยายามช่วยกันลดทอนเงื่อนไขที่กระตุ้นให้เกิดแนวโน้มที่จะฆ่า ดังเช่นต่อต้านการแพร่ขยายของอาวุธในสังคมที่เราอยู่ เหล่านี้เป็นเรื่องที่เราแต่ละคนสามารถลงมือปฏิบัติได้เลย”

รศ.ดร.กรรณิกา จรรย์แสง ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาและวรรณกรรมฝรั่งเศส ผู้แปล มองว่า แม้นวนิยายเรื่องนี้พิมพ์ครั้งแรกเมื่อเกือบ 200 ปีมาแล้ว แต่สารจากผู้เขียนยังคงทันสมัยเสมอ

ไม่ควรมีอำนาจใดตัดสินการพรากชีวิตมนุษย์

ปิดท้ายด้วยนักสิทธิมนุษยชนตัวจริง อย่าง รองศาสตราจารย์ ดร.โคทม อารียา ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งกล่าวถึงมุมที่ตนรู้สึก “สะเทือนใจ”

“แม่คนหนึ่งกำลังเสียลูก ภรรยาเสียสามี ลูกเสียบิดา เราตั้งคำถามว่าผู้บริสุทธิ์ 3 คนนี้ ทำอะไรผิด?”

อาจารย์โคทมยังยกคำกล่าวของ มิเชล ฟูโกต์ นักคิด นักปรัชญา ชาวฝรั่งเศสซึ่งระบุว่า ไม่ควรมีอำนาจใจที่จะตัดสินการพรากชีวิตมนุษย์อันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน แม้มนุษย์มีสิทธิในชีวิตของตน อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจความคิดเห็นพบว่า 10% เห็นด้วยกับการยกเลิกโทษประหาร อีก 90% อยากให้คงไว้ แต่ยังมีแง่มุมที่ดี คือเมื่อผู้ให้ความเห็นได้ทราบข้อมูลว่า โทษประหารไม่ได้ช่วยให้อาชญากรรมลดลง ผู้เห็นด้วยกับการยกเลิกก็เพิ่มเป็น 20%

“เราต้องช่วยกันทุกฝ่าย ราชการก็สำคัญ เช่น กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ นอกจากนี้ หน่วยงานเอกชนก็มีส่วนร่วมมาก ซึ่งผมขอคารวะองค์การนิรโทษกรรมสากล (ยิ้ม) ที่ผ่านมากรรมการสิทธิมนุษยชนเคยเสนอว่า น่าจะพิจารณาเป็นลำดับขึ้น ขั้นแรกคือ คงไว้ แต่พักการปฏิบัติ ทำให้ไม่มีการประหารในไทยมาแล้ว 8 ปีเศษ สองคือ แก้กฎหมายที่บัญญัติให้ประหารอย่างเดียว ไม่มีทางเลือก สามคือ ยกเลิกโทษประหาร” นักสิทธิมนุษยชนกล่าว ทั้งยังระบุว่า

การแปลวรรณกรรมเล่มนี้ก็เป็นหนึ่งในความช่วยเหลือ

วันสุดท้ายของนักโทษประหาร นวนิยาย 176 หน้า แปลจากต้นฉบับภาษาฝรั่งเศสโดย รศ.ดร.กรรณิกา จรรย์แสง สำนักพิมพ์มติชนตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2560 โดยได้รับการสนับสนุนจากสถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย