บวชตามรอยพระศาสดา จาริกแสวงบุญ 4 สังเวชนียสถานอินเดีย-เนปาล

31.01.18 | 16:58 น.
ลุมพินีวันสถานที่ประสูติ-มหาเจดีย์พุทธคยา

อิ่มบุญอิ่มใจกันไปถ้วนหน้า เมื่อชาวคณะผู้มีจิตศรัทธาจากทั้งภาครัฐและเอกชน รวมกว่า 100 คนได้ร่วมบุญในโครงการอุปสมบทพระภิกษุ จำนวน 95 รูป และบรรพชาสามเณร จำนวน 4 รูป รวมทั้งหมด 99 รูป จัดขึ้นโดยมูลนิธินักศึกษาสถาบันพระปกเกล้าเพื่อสังคม นำโดย ศ.กิตติคุณ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานมูลนิธิ ร่วมกับบริษัท การบินไทยสมายล์ จำกัด เพื่อถวายเป็นพระกุศลแด่ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก ในมงคลโอกาสที่ทรงเจริญพระชนมายุ 91 พรรษา ในวันที่ 26 มิถุนายน 2561 โดยมีผู้สมัครบวชชีพราหมณ์ร่วมด้วยอีก 21 คน พร้อมกันนี้คณะผู้ดำเนินโครงการได้นำคณะผู้ร่วมบุญและพระภิกษุรวมทั้งสามเณร ร่วมจาริกไปยังสังเวชนียสถานทั้ง 4 แห่ง ณ ประเทศอินเดีย-เนปาล ระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน – 9 ธันวาคม 2560 เพื่อศึกษาจริยาอันควรค่าแก่การน้อมนำมายึดเป็นหลักในการเป็นพุทธบริษัทที่ดีต่อไป

ศ.กิตติคุณ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานมูลนิธินักศึกษาสถาบันพระปกเกล้าเพื่อสังคม และประธานกรรมการคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย ผู้นำคณะบวชพระภิกษุในครั้งนี้ กล่าวว่า ไม่มีบุญใดจะยิ่งใหญ่ไปกว่าการได้บวชเป็นพุทธสาวก ณ ดินแดนพุทธภูมิและจาริกตามรอยพระพุทธยาตราไปยังสี่สังเวชนียสถานครบถ้วนในคราวเดียวกัน ได้ศึกษาจริยาอันควรค่าแก่การน้อมนำมายึดเป็นหลักในการเป็นพุทธบริษัทที่ดีต่อไป และขออนุโมทนาบุญกับผู้เป็นกำลังสำคัญในการดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็น ดร.ดาวน้อย สุทธิภา คุณบุษบา สังขวิภา คณะผู้จัดทุกท่านรวมถึงผู้ร่วมบุญในครั้งนี้

“พร้อมกันนี้ขอเชิญชวนทุกท่านสวดมนต์ภาวนานั่งสมาธิอย่างสม่ำเสมอ เพราะพระพุทธมนต์แต่ละบทนั้นเป็นสิ่งที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านสาธยายด้วยพระองค์เอง เมื่อ 2,600 ปีมาแล้ว จึงเป็นสิริมงคลที่วาจา ตอนสวดพระพุทธมนต์ท่านจะได้กายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต เป็นสุจริต 3 อย่าง หากสวดมนต์ให้ได้ทุกวันย่อมเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต”

พระพุทธเจ้าน้อยที่ลุมพินีสถาน เนปาล- สาลวโนทยานที่ซึ่งบรรทมเป็นครั้งสุดท้าย

ด.ช.กฤช จังสวนันท์ หรือน้องกฤช อายุ 14 ปี นักเรียนโรงเรียน SISB (Singapore International School Bangkok) หนึ่งในคณะผู้ร่วมบวชในครั้งนี้เผยความรู้สึกว่า เป็นการบวชสามเณรครั้งที่ 2 ครั้งแรกบวชเมื่อปีก่อนที่วัดพระราม 9 กาญจนภิเษก ดีใจที่ได้มาร่วมบวชสามเณรในครั้งนี้และการได้มาเยือนทั้งสี่สังเวชนียสถาน รู้สึกประทับใจที่เห็นชาวพุทธจำนวนมากแสดงความศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา สำหรับความตั้งใจที่ได้มาบวช คือ เพื่อทดแทนบุญคุญพ่อแม่และคุณย่า หลังจากลาสิกขาแล้วจะได้นำคำสอนไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันต่อไป

พระอาจารย์คมสรณ์-เณรกฤช

ด้าน พระครูปริยัติโพธิเทศ (ดร.คมสรณ์ คุตตธัมโม) เจ้าอาวาสวัดไทยเชตวันมหาวิหาร ประเทศอินเดีย กล่าวถึงความสำคัญของการมาเยือนสังเวชนียสถานทั้งสี่แห่ง หรือที่เรียกว่า “จตุสังเวชนียสถาน” ว่า จตุสังเวชนียสถานเป็นสถานที่ที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสให้เป็นสถานที่แทนพระองค์เพื่อพุทธบริษัททั้งสี่ ไม่ว่าจะเป็นภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา จะได้เดินทางมาหวนระลึกถึงพระพุทธองค์ อันประกอบด้วย พุทธคยา เมืองคยา สถานที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ หรือโพธิ นั่นคือ ปัญญา เครื่องตรัสรู้ของพระพุทธองค์ เมื่อพุทธศาสนิกชนได้มากราบสักการะเท่ากับว่าได้มาศึกษาเรียนรู้พุทธปฏิปทาและจะได้เข้าใจว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร เป็นการกระตุ้นเตือนศรัทธาถึงพระธรรมคำสอน ที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้และนำมาแสดง หากเราปรารถนาจะรู้ตามธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วนั้นควรจะปฏิบัติเช่นไร

Advertisement
เขาคิชฌกูฏสถานที่ประทับพรรษาแรก-บวชใต้ต้นศรีมหาโพธิ์

สถานที่ปฐมเทศนา สารนาถ เมืองพาราณสี ในอดีตสถานที่แห่งนี้ คือ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เป็นอีกสังเวชนียสถานที่พระพุทธเจ้าแสดงพระปฐมเทศนา “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” แก่ปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 และเป็นสถานที่เกิดพระรัตนตรัยครบ 3 องค์ คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ผู้มีศรัทธาเดินทางมากราบสักการะ จะได้เห็นว่าเมื่อพระพุทธองค์ได้ตรัสรู้แล้วนั้น การที่จะนำคำสอนที่ตรัสรู้มาแสดงนั้นท่านเลือกผู้ที่ศรัทธาเป็นเบื้องต้น โดยพระพุทธองค์ได้แสดงปรับทิฐิของปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ซึ่งตอนแรกไม่เห็นด้วยกับการออกจากการบำเพ็ญทุกขกิริยาและหนีมาอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมื่อพระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้แล้วได้ตามมาปรับทัศนคติให้ยอมรับว่าพระองค์ได้ตรัสรู้ชอบโดยพระองค์เอง ให้เกิดศรัทธา

ดังนั้นการมากราบสักการะธัมเมกขสถูปที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวันนั้นเป็นการบอกให้เราทั้งหลายได้ทราบว่า การจะทำอะไรต้องมีบริวาร เมื่อประสบความสำเร็จแล้วบริวารต้องดีและมีศรัทธาและเป็นการทำหน้าที่ประกาศพระศาสนา โดยให้พระสงฆ์สาวกให้ออกไปทำหน้าที่ประกาศธรรมแก่ประชาชนชาวโลก

เมืองกุสินารา อันเป็นสถานที่เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานของพระพุทธเจ้า เป็นการเปิดโอกาสให้พุทธศาสนิกชนที่เดินทางไปถึงได้น้อมบูชาสักการะ ได้น้อมระลึกถึงมรดกธรรมที่พระพุทธเจ้าวางไว้ พระพุทธองค์ก็ได้ตรัสฝากไว้ก่อนการเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ที่สำคัญคือ พระพุทธองค์นั้นได้อนุญาตพระสงฆ์ให้ยกพระธรรมวินัยให้เป็นครู อนุญาตให้พระสงฆ์สิกขาบทเล็กๆ น้อยๆ ได้ พระองค์รับสั่งให้สงฆ์สาวกให้นับถือกัน เคารพกันด้วยอาวุโส และพระองค์ได้เคลียร์ความสงสัยทั้งหมดของพุทธบริษัท สุดท้ายได้ตรัสว่า บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่าสังขารทั้งหลายมีความเสื่อมสิ้นไปเป็นธรรมดา ขอให้ท่านทั้งหลายจงยังไว้ซึ่งความไม่ประมาท ให้ถึงพร้อมเถิด

อนุสรณ์สถานที่พระพุทธเจ้าทรงพบปัญจวคีย์ทั้ง5-ภายในมหาปรินิพพานวิหาร

และสุดท้ายชาตะสถาน ลุมพินี ประเทศเนปาล สถานที่ประสูติ เป็นสังเวชนียสถานแห่งเดียวที่ไม่ได้ตั้งอยู่ในประเทศอินเดีย โดยชาตะสถานนี้เป็นที่เกิดขึ้นแห่งรูปกายของพระองค์ เป็นการประกาศศักยภาพของการเป็นมนุษย์ ขึ้นชื่อว่ามนุษย์มีศักยภาพเพียงพอที่จะปฏิบัติตนจนถึงขั้นหลุดพ้นได้ ตรงนี้เป็นการประกาศอิสรภาพของมวลหมู่มนุษย์ เหนือการบันดาลของเทพเจ้าทั้งหลาย ด้วยกำลังความพยายามของมนุษย์นั่นเอง เพราะฉะนั้นการประสูตินี้จึงเป็นการบอกมนุษย์ทุกคนว่า มนุษย์ทุกคนมีศักยภาพเท่ากัน มนุษย์ทุกคนสามารถจะปฏิบัติตนให้เป็นคนเลิศ เจริญ ประเสริฐที่สุด ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ประกาศตั้งแต่การประสูติแล้ว เพราะฉะนั้นการมายังจตุสังเวชนียสถานก็เท่ากับว่าได้มาหวนระลึกนึกถึงปฏิปทาของพระผู้มีพระภาคเจ้าทั้ง 4 แห่ง ทั้งประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนาและที่ปรินิพพาน

อานันทโพธิ์ ต้นโพธิ์ที่อายุยืนยาวที่สุดในโลก-ทางขึ้นเขาคิชฌกูฏ-‘ธงฉัพพรรณรังสี’ แสดงเขตพุทธสถาน

พระครูปริยัติโพธิเทศ หรือพระอาจารย์คมสรณ์ กล่าวในฐานะพระธรรมทูต ณ ประเทศอินเดียว่า การมาร่วมฟื้นฟูพระพุทธศาสนา ณ ดินแดนต้นกำเนิด ถือเป็นการกตัญญูต่อแผ่นดินต้นพุทธภูมิ การรักษาพระพุทธศาสนาไม่ใช่ให้คงอยู่แก่ประเทศอินเดียเพียงแห่งเดียว แต่ยังหมายถึงได้รักษาพระพุทธศาสนาให้กับพุทธศาสนิกชนทั้งโลกด้วย แสดงให้เห็นว่าพื้นฐานศรัทธาของพุทธศาสนิกชนชาวไทยมั่นคงถาวรและมีมากมายขนาดไหน

“การมาสร้างวัดไทยที่นี่นอกจากเป็นการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาแล้ว ยังเป็นการรองรับและช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในเรื่องที่พักของพุทธศาสนิกชนชาวไทยที่มาแสวงบุญที่ประเทศอินเดียอันเป็นดินแดนต้นกำเนิดพุทธภูมิได้ไม่น้อย โดยแต่ละปีมีชาวไทยมาไหว้พระแสวงบุญที่อินเดียประมาณ 70,000-80,000 คน และพักที่วัดไทยประมาณ 50,000 คน หากคิดเฉพาะค่าใช้จ่ายที่พักรวมค่าอาหาร ประมาณ 2,000 บาทต่อคนต่อคืน ซึ่งส่วนใหญ่จะมาแสวงบุญกันคนละ 8-10 วัน ดังนั้น เมื่อมาพักที่วัดไทยก็ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายไม่น้อย เพราะทางวัดไม่เรียกเก็บค่าใช้จ่ายแล้วแต่ศรัทธาของญาติโยมจะบริจาค ทำให้ค่าใช้จ่ายในการมาแสวงบุญที่ประเทศอินเดียไม่สูงมากนัก”

พระครูปริยัติโพธิเทศยังกล่าวอีกว่า นอกจากพุทธศาสนิกชนชาวไทยจะได้มีโอกาสมาแสวงบุญได้มากขึ้นแล้ว ยังเป็นการสร้างสัมพันธไมตรีอันดีระหว่างสองประเทศอีกด้วย