ผ่านไปอย่างสนุกสนานจริงๆ สำหรับรายการ “ขรรค์ชัย บุนปาน-สุจิตต์ วงษ์เทศ ทอดน่องท่องเที่ยว” ตอน “เหน่อสุพรรณบุรี สร้างสรรค์ความเป็นไทย สมัยกรุงศรีอยุธยา” ในช่วงบ่ายของวันอังคารที่ 23 มกราคมที่ผ่านมา โดยเดินทางไปยังถนนเณรแก้ว อำเภอเมืองสุพรรณบุรี ที่คลาคล่ำด้วยผู้คนและรถราขวักไขว่ในบริเวณแยกเณรแก้ว ทำเอา เอกภัทร เชิดธรรมธร พิธีกรหนุ่มยิงคำถามแรกว่าตรงนี้เป็นโบราณสถานตรงไหน?
สุจิตต์ วงษ์เทศ คอลัมนิสต์เครือมติชน ตอบทันควันว่า “นี่แหละ โบราณสถานโคตรๆ!” พร้อมขยายความว่า เดิมจุดที่ยืนอยู่นี้ เชื่อว่าเป็นกำแพงเมืองยุคแรกของสุพรรณฯ แต่ถูกทำลายไถทิ้งไปจนเหี้ยนหมดแล้ว ทั้งที่คนกับโบราณสถานสามารถอยู่ร่วมกันได้ เพราะอยู่กันมาแต่ไหนแต่ไร
“ตอนนี้เรายืนบนถนนเณรแก้ว เชื่อว่าเป็นกำแพงรุ่นแรกของสุพรรณบุรีในฝั่งตะวันออกซึ่งตอนนั้นเรียกสุพรรณภูมิ ขอบเขตคร่อมแม่น้ำท่าจีน 2 ฟาก คือ มีแม่น้ำผ่ากลาง ส่วนกำแพงอิฐฝั่งตะวันตกสร้างทีหลัง ขนาดจากรายงานของกรมศิลปากร ยาว 3,600 เมตร กว้าง 1,900 เมตร คิดดูว่าใหญ่โตมโหฬารขนาดไหน ต้องมีคนมหาศาล เรื่องนี้ไม่มีการบอกให้ประชาชนรู้ ปัจจุบันยังจะรื้อบ้านในชุมชนป้อมมหากาฬอีก ของดีๆจะทำลาย ราชการนี่ชอบไล่คนออกจากโบราณสถาน สาเหตุมาจากวิธีคิดทางประวัติศาสตร์ไทยที่เอาแต่โบราณสถาน ไม่เอาคน มีแต่วัด ไม่เอาคนรอบวัด”

ส่วนความเป็นมาของเมืองสุพรรณ สุจิตต์กล่าวโดยสังเขปว่า มีพัฒนาการอย่างยาวนาน โดยเมื่อราว 2,000 ปีมาแล้ว เกิดเมือง “อู่ทอง” ขึ้นแล้วรุ่งเรือง สืบเนื่องต่อมาตามลำดับ
“คุณขรรค์ชัยเคยขอร้องท่านบรรหาร ศิลปอาชา ให้ช่วยพัฒนาคูเมืองอู่ทอง นั่นแหละบรรพชนคนสุพรรณฯคนอู่ทองไม่ได้เป็นไข้ป่าตาย แต่มีชีวิตและพัฒนาเป็นบ้านเมืองเมื่อเกิดการค้าโลก มีการติดต่อกันทั่วโลก รับวัฒนธรรมอินเดีย ก็เกิดเป็นบ้านเมืองใหญ่โต การค้ามั่งคั่งขึ้น แล้วคนมายึดพื้นที่ใหม่คือบริเวณจังหวัดสุพรรณบุรีหลัง พ.ศ.1000”

สำหรับประเด็น “สำเนียงเหน่อ” สุจิตต์บอกว่า เป็นสำเนียง “สองฝั่งโขง” อย่างหลวงพระบาง สอดคล้องกับ “ตำนานขุนบรม” ทายาทพญาแถน ซึ่งมีลูก 7 คน คนโตครองเมืองหลวงพระบาง คนที่ 5 มาครอง “สุวรรณภูมิ” นี่คือร่องรอยทางวัฒนธรรม
“เมืองสุพรรณมีเจ้านายองค์หนึ่งชื่อ ขุนหลวงพะงั่ว หรือ พ่องั่ว คำว่า งั่ว แปลว่าลูกชายคนที่ 5 โดยร่วมสถาปนาอยุธยา โอรสของขุนหลวงพะงั่วคือ พระเจ้าทองลัน ถูกพระราเมศวรฆ่าตาย จากนั้นสุพรรณฯกับละโว้ก็ไม่ถูกกัน ช่วงที่ขุนหลวงพะงั่วมีปัญหากับละโว้ จีนสนับสนุนสุพรรณภูมิเพื่อเชื่อมโยงการค้า เพราะต้องการค้าข้ามคาบสมุทร เหมือนเส้นทางสายไหมทางทะเล สุพรรณฯจึงใหญ่และแข็งแรง จักรพรรดิจีนเอาเจ้านครอินทร์ ลูกหลานขุนหลวงพะงั่วไปเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม ประทับอยู่ปักกิ่ง 1 ปี แล้วกลับสุพรรณฯ พร้อมช่างทำเครื่องสังคโลก ดังนั้น ที่กล่าวกันว่าพระร่วงไปเมืองจีนนั้น หมายถึง เจ้านครอินทร์ ไม่ใช่พ่อขุนรามคำแหง ทรงมีอำนาจตั้งแต่เพชรบุรีไปถึงสุโขทัย เป็นญาติกับทางนครศรีธรรมราช ปีที่เจ้านครอินทร์ยึดอยุธยา เป็นปีเดียวกับที่เจิ้งเหอตะลุยน่านน้ำมา น่าสงสัยจะมีส่วนให้สุพรรณฯยึดอยุธยา เมื่อยึดแล้ว คนจำนวนหนึ่งไปอยู่อยุธยา สุพรรณภูมิ จึงคลายความสำคัญลง เปลี่ยนชื่อเป็นสุพรรณบุรี”
สุจิตต์ยังย้ำว่า สำเนียงเหน่อ ไม่ใช่แค่สุพรรณฯ เพราะเมื่อสุพรรณภูมิยึดอยุธยาแล้ว ได้กลายเป็น “สำเนียงหลวง” ของกรุงศรีอยุธยา มีร่องรอยอยู่ในการเจรจาโขน ซึ่งต้องทำตามจารีต โดยพูดด้วยสำเนียงแบบที่ในทุกวันนี้เรียกว่าเหน่อนั่นเอง
“คนดั้งเดิมในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาพูดภาษาอะไรไม่รู้ คนพวกนี้ทำการค้ากับดินแดนภายในคือลุ่มน้ำโขง ซึ่งมีทรัพยากรเอามาขายให้จีน อินเดีย คนลุ่มน้ำโขงพูดหลายภาษาแต่ภาษากลางในการสื่อสารการค้าคือ ภาษาตระกูลไต ซึ่งเป็นต้นเค้าภาษาไทย นานๆ เข้าคนที่พูดภาษาตระกูลมอญ-เขมรมาก่อน ก็พูดไทยคล่อง นานเข้าภาษาไทยมีอำนาจขึ้นมา กลายเป็นรัฐที่พูดภาษาไทย โดยในยุคนั้นพูดด้วยสำเนียงเหน่อ ในที่สุดสำเนียงเหน่อก็มีอิทธิพลทั้งรัฐ”

ครวญเพลง”เหน่อ” ไขปมสำเนียงหลวงอยุธยา
จากนั้นถึงคิว นพพร เพริศแพร้ว นักร้องดังจากหลายรายการโทรทัศน์ ลูกหลานชาวสุพรรณฯโดยกำเนิด ร่วมสร้างความครึกครื้นด้วยการขับร้องเพลง “เหน่อ” ซึ่งสุจิตต์แต่งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2551 มีเนื้อหาตั้งคำถามว่า สำเนียงเหน่อมาจากไหน?
มีเนื้อเพลงว่า
“เหน่อเอยมาจากไหน เหน่อเอยมาจากไหน มาจากไทยพูดลาวเหน่อเอย (ซ้ำ)
กำแหงหนุมานชาญสมร กระบี่วานร ขุนทหาร แค้นใจทศพักตร์ยักษ์มาร ประพฤติพาล ลักพาสีดาไป
อาสาพระรามผลาญราพย์ ปราบเจ้าลงกาให้จงได้
ลวงฤๅษีมีกล่องดวงใจ อสุรีทันใดมาณา
เหน่อเอยมาจากไหน (ซ้ำ) มาจากไทยพูดลาวเหน่อเอย
โขนเล่นเจรจาภาษาโขน ก้องโกญจนาทเหน่อ เสน่หา สำเนียงหลวงยุคอยุธยา เจ้านายไพร่ฟ้าเหน่อทั้งนั้น
รากเหง้า เหล่าบรรพชนสยาม โขงน้ำเจ้าพระยาสังสรรค์ เคลื่อนย้ายไปมาหากัน เหน่อดึกดำบรรพ์จนวันนี้
เหน่อเอยมาจากไหน (ซ้ำ) มาจากไทยพูดลาวเหน่อเอย”

จากนั้น ไม่ให้อารมณ์ประวัติศาสตร์ขาดตอน ต่อทันทีด้วยเพลง “สุพรรณบุรี” ซึ่งรวบตึงห้วงเวลานับพันปีของเมืองแห่งนี้ไว้ในเพลงเดียว ความว่า
“สุพรรณบุรี มาจากสุพรรณภูมิ
สุพรรณภูมิ มาจากสุวรรณภูมิ
สุวรรณภูมิแปลว่าแผ่นดินทอง ซื้อง่ายขายคล่อง 2,000 มาเอย
ศูนย์กลาง ศูนย์กลางการค้า การค้านานาชาติ เชื่อมโยงเครือญาติสืบสยามอยุธยา
สุพรรณบุรี ร่วมสร้างศรีอยุธยา สร้างราชอาณาจักรสยามแรกเอย
แรกเอยๆ สุพรรณฯร่วมกันสร้างอยุธยา สร้างราชอาณาจักรสยามแรกเอย”

เปิดผังเมืองสุพรรณ เจาะเอกสารจีนถึงจารึกเขมร
การถ่ายทอดสดตอนนี้ ยังได้รับเกียรติจาก ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งเคยเสนอประเด็นฮือฮาผ่านหนังสือ “พระศรีสรรเพชญ์ ไม่ถูกไฟเผาลอกทอง ตอนกรุงแตก” โดยในครั้งนี้อาจารย์กำลังทุ่มเทศึกษาวิจัยอย่างสุดตัวในประเด็นเกี่ยวกับเมืองสุพรรณ โดยมีการตรวจสอบภาพถ่ายทางอากาศ จึงมาร่วมทอดน่องชวนคุยเรื่องกำแพงเมืองสุพรรณ
“ตอนที่สำรวจเมืองสุพรรณ เกิดปัญหาว่า เมืองฝั่งตะวันออก มีกำแพงคูน้ำคันดินอยู่ตรงไหน เลยตรวจสอบภาพถ่ายทางอากาศ พ.ศ.2498 โดยนำมาซ้อนทับกับภาพถ่ายทางอากาศในปัจจุบัน พบว่าแนวซ้อนทับกันพอดีตั้งแต่สี่แยกเณรแก้ว ถ้าถามว่าแนวคูน้ำคันดินหายไปเมื่อไหร่ เข้าใจว่านานมากแล้ว เพราะแผนที่สมัยรัชกาลที่ 7 ก็ไม่มีแล้ว ปัจจุบัน เหลือแค่แนวคูน้ำ ของเดิมคงกว้างกว่านี้ ตอนหลังมีการทำถนน คงถมดินเยอะ เลยแคบลงมา”

อาจารย์ยังอธิบายถึงผังเมืองสุพรรณที่เป็น 4 เหลี่ยม บ่งชี้ถึงอิทธิพบวัฒนธรรมทะเลสาบเขมรใน พ.ศ.1800 ลงมาก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยา โดยตั้งข้อสงสัยว่าคงเป็นเมืองเดียวกับในจารึกปราสาทพระขรรค์ที่ระบุว่ามีการสถาปนาพระชัยพุทธมหานารถ โดยเรียกว่าเมืองศรีสุวรรณปุระ และก็คือสุพรรณภูมิในจารึกพ่อขุนรามคำแหง และจารึกลานทองวัดส่องคบ
“วัดสนามชัยมีเจดีย์ใหญ่ ยุคต้นอยุธยา หรือเก่ากว่า เป็นการพิสูจน์ว่าเมืองนี้มีมาตั้งแต่ยุคต้นกรุงศรีอยุธยาเป็นอย่างน้อย เอกสารจีนยุคราชวงศ์หยวน บอกว่า ทิศตะวันตกเฉียงใต้ของนครวัดคือ เสียน ซึ่งก็คือเมืองสุพรรณ เมืองเสียน คือ สยามตัวจริงที่จีนรู้จัก พงศาวดารบอกเองว่าทูตจีนมาหาเจ้าเมืองสุพรรณ เจ้าเมืองก็ส่งลูกชายไปเมืองจีน เมืองนี้พื้นที่ใหญ่มาก คิดว่าคนต้องเยอะมาก สังเกตจากพระพุทธรูปประทับนั่งห้อยพระบาทที่วัดป่าเลไลยก์ ซึ่งมีขนาดใหญ่มาก คนแถบนี้ต้องเยอะขนาดไหนถึงจะสร้างพระใหญ่ขนาดนี้ได้ ท่านั่งห้อยพระบาทนี้ เป็นวัฒนธรรมตกทอดตั้งแต่ยุคทวารวดี พบที่นครปฐม ซึ่งก็ใกล้กับสุพรรณฯ พระพักตร์ชี้ว่าเป็นแบบอยุธยาตอนต้น มากๆ จึงเชื่อว่าอาจสืบจากทวารวดี โดยจะเห็นได้ว่าพระขนง (คิ้ว) ยังเป็นรูปปีกกา และนูนแบบศิลปะทวารวดี อย่านึกว่าพอหมดยุคทวารวดี คนจะตายหมดทั้งเมือง แล้วมีคนกลุ่มใหม่มาอยู่ จริงๆ แล้วคนทวารวดี ก็มีชีวิตอยู่สืบจนสมัยต่อๆ มา”

ย้อนสุพรรณฯวันวานกับ”ขรรค์ชัย” ครั้งต้องกินข้าวคลุกซีอิ๊ว
ปิดท้ายด้วยเรื่องราวอันเปี่ยมด้วยสีสันจากปากขรรค์ชัย บุนปาน ประธานกรรมการบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ที่เล่าไปหัวเราะไป ว่าสมัยเป็นนักเรียนมัธยม เคยมีเพื่อนเป็นตำรวจชวนมาเยี่ยมแม่ที่สุพรรณฯ นั่งรถจากหน้าโรงหนังควีนส์ ย่านวังบูรพา ราวเที่ยงตรง ถึงสุพรรณฯ 2 ทุ่ม หิวมาก แต่ไม่มีเงิน สุดท้ายกินข้าวคลุกซีอิ๊ว
จากนั้นชวนให้หลับตาจินตนาการถึงภาพในอดีตของเมืองสุพรรณเมื่อราว 50 ปีก่อน โดยบอกว่าในยุคนั้น การเดินทางมายังจังหวัดสุพรรณบุรีแห่งนี้ นอกจากทางรถยนต์แล้ว ยังสามารถใช้เรือโดยสาร ลงเรือที่ท่าปากคลองตลาด และท่าอื่นๆ ใกล้เคียงกัน แต่เมื่อถนนมีบทบาทมากขึ้น เรือก็แล่นถึงแค่บางบัวทอง

นอกจากนี้ ยังเล่าว่า เคยมาเมืองสุพรรณ พร้อมสุจิตต์ สมัยเป็นนักศึกษาคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ตอนนั้นมีแต่ป่าอ้อย รู้สึกว่านั่งรถนานแล้ว ทำไมไม่ถึงสักที
“การเดินทางสมัยก่อนมีสีสันมาก ตามท่าเรือมีของขายเยอะแยะ ถั่ว ไก่ย่าง กล้วย อ้อย เป็นของที่ขนย้ายและพกพาสะดวก ตอนเรียนโบราณคดี เคยนั่งรถจากอยุธยามาสุพรรณฯ สมัยนั้นมีแต่ป่าอ้อย ไม่ถึงสักที (หัวเราะ) เดิมสุพรรณฯเป็นจังหวัดปิด สมัยก่อนมีโจรเยอะ เรียกว่า เสือ ไข้ป่าก็ชุกชุม ในยุคหลังต้องขอบคุณท่านบรรหาร ที่ทำให้ที่นี่เจริญขึ้นมาก”
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสาระและความสนุกสนาน โดยในเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้ เตรียมเช็กอินกันที่ “บ้านท่าจีน” สมุทรสงคราม รับธีม “ตรุษจีน” บอกได้อย่างเดียวว่า ห้ามพลาด!

