คงพูดกันไม่เลิกทั้งปีนี้ หรืออีกหลายปี เรื่องการปรับการเปลี่ยนองค์กรจากผลพวงของเทคโนโลยีที่เข้ามาเปลี่ยนหลายสิ่งตั้งแต่ชีวิตประจำวันไปจนถึงหน้าที่การงาน
ปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรเกือบ 70 ล้านคน แต่จำนวนเลขหมายโทรศัพท์มือถือมีมากกว่านั้นมาก เทียบประชากรในประเทศ ทะลุ 100% ไปไกล เพราะกว่าครึ่งมีมากกว่าหนึ่งเบอร์
โทรศัพท์มือถือจึงยกสถานะจากอุปกรณ์สื่อสาร กลายเป็น “ทุกสิ่ง” ตั้งแต่ติดต่อสื่อสาร, เรียกรถ, รับส่งสินค้าออนดีมานด์, ค้นหาและจองที่พัก, ซื้อของและจองคิวร้านอาหาร, จ่าย-โอนเงิน, อ่านข้อมูล และเสพความบันเทิงต่างๆ
เราก้มหน้าอยู่กับจอในมือวันละกี่ชั่วโมง หลายคนคิดว่าขาดอะไรขาดได้ แต่ขาดมือถือเมื่อไร ชีวิต (ในวันนั้น) จะเปลี่ยนทันที เพราะอยู่กับมือถือตั้งแต่ตื่นจนถึงเวลานอน
คนไทยวันนี้ใช้อินเตอร์เน็ตมากถึง 9.3 ชั่วโมง/วัน ก็เพราะ “มือถือ” นี่ล่ะ
ไม่มากก็น้อย ไม่ช้าก็เร็ว ไม่มีใครไม่ได้รับผลกระทบจาก “เทคโนโลยี” ที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต มีทั้งดี และไม่ดี
เทคโนโลยีสร้างสรรค์สิ่งใหม่ และทำลายสิ่งเก่าขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกใช้ประโยชน์จากมันอย่างไร และมองสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไร
เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยน “โลก” ไม่อยากตกขบวนก็ต้องลุกขึ้นมา “เปลี่ยนแปลง” ตนเองก่อนโดนบังคับให้ต้องเปลี่ยน
ในแง่มุมธุรกิจองค์กรต่าง ๆ หันมาให้ความสำคัญกับการปรับเปลี่ยนรับมือกับพฤติกรรม และความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไปเพราะเทคโนโลยีเพื่อรักษาตัวรอด กลางกระแส “เทคโนโลยีดิสรัปชั่น”
สิ่งหนึ่งที่ไม่เหมือนเดิมแน่ คือขนาดองค์กรที่ (ควร) จะต้องลดลง เมื่อมีเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่
“ดีแทค” มือวางอันดับ 3 ในธุรกิจโทรศัพท์มือถือยังออกมาพูดถึงแผนงาน 3 ปี และการปรับองค์กรว่า นอกจากความต้องการเป็นแบรนด์ “ดิจิทัล” อันดับหนึ่งให้ได้ในปี 2563 เหมือนที่ประกาศไว้ก่อนหน้านี้แล้วยังมีเป้าหมายที่จะจำกัดขนาดองค์กรให้มีพนักงานประจำไม่เกิน 4,000 คนด้วย
“ลาร์ส นอร์ลิ่ง” ซีอีโอ “ดีแทค” กล่าวว่า การใช้อินเตอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้นและดิจิทัลไลฟ์สไตล์ของคนไทยทำให้ ดีแทคต้องปรับตนเองมุ่งสู่การเป็นแบรนด์ดิจิทัล โดยตั้งเป้าหมายในการสร้างรายได้จากช่องทางดิจิทัลถึง 35% จากปัจจุบันมีสัดส่วนแค่เลขหลักเดียว เช่นเดียวกับงานบริการลูกค้าผ่านช่องทางดิจิทัลถึง 95% เพิ่มจากปัจจุบันเท่าตัว
และจะโยกงบประมาณการตลาดไปยังช่องทางดิจิทัล คิดเป็นสัดส่วนถึง 65% หรือมากกว่าปัจจุบันกว่า 3 เท่า รวมถึงมีแผนปรับเพิ่มและลดการลงทุนในหลายด้าน ปรับรูปแบบการจัดการในองค์กร และลดความยุ่งยากซับซ้อนในกระบวนการการทำงาน เพื่อให้องค์กรขับเคลื่อนได้คล่องตัว และทำให้พนักงานมีศักยภาพในการทำงานมากขึ้น
และเพื่อให้สอดคล้องกับแนวโน้มการใช้งานของผู้บริโภคในอนาคต “ดีแทค” จะเพิ่มตำแหน่งงานด้านดิจิทัลอีกกว่า 200 ตำแหน่ง ในขณะที่ปัจจุบันมีจำนวนพนักงานทั้งสิ้น 4,300 คน เกินกว่าขนาดองค์กรที่ต้องการให้เป็นใน 3 ปีข้างหน้า ที่ 300 ตำแหน่ง ไม่รวมที่ต้องการรับคนด้านดิจิทัลเพิ่มเติมอีก 200 ตำแหน่ง
“ซีอีโอ” ดีแทค ไม่ได้อธิบายว่าจะทำอย่างไรจะใช้วิธีจ้างงานคนนอก หรือ “เอาต์ซอร์ส” งานออกไป เพื่อให้พนักงานประจำมีจำนวนไม่เกินจำนวนที่ต้องการ
บางองค์กรเลือกที่จะค่อยๆ ปรับเปลี่ยน บางองค์กรเลือกไม่ไปต่อ และบางแห่งตัดสินใจเปลี่ยนครั้งใหญ่
ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ “เอสซีบี” ธนาคารพาณิชย์แห่งแรกของไทยที่เพิ่งมีอายุครบรอบ 111 ปี
ไปเมื่อไม่กี่วันก่อนก็เปลี่ยนแปลงตนเองผ่านกลยุทธ์ “กลับหัวตีลังกา” อันลือลั่น
ลือลั่นเพราะ หนึ่งในสิ่งที่ “อาทิตย์ นันทวิทยา”ซีอีโอแบงก์ไทยพาณิชย์ฉายภาพให้เห็นเรื่องจริงในอีก 3 ปีข้างหน้า ตามวิสัยทัศน์ SCB 2020 คือ สาขาที่ปัจจุบันมีอยู่ 1,000 กว่าแห่ง จะเหลือไม่เกิน 400 แห่ง เช่นกันกับจำนวนพนักงานที่จะลดจาก 2.7 หมื่นคน เหลือ 1.5 หมื่นคน
ลดวูบขนาดนี้ต้องฮือฮาเป็นธรรมดา แม้ซีอีโอ
“เอสซีบี” จะอธิบายว่า แต่ละปีมีพนักงานทั้งที่ลาออกเอง และเออร์ลี่รีไทร์ รวมกัน 2-3 พันคนอยู่แล้ว ไม่รับเพิ่มใน 3 ปีก็จะเหลือใกล้เคียง 1.5 หมื่นคน จึงต้อง
ออกมาย้ำอีกครั้งว่า ยังไงในปีนี้จะไม่มีการเลย์ออฟแน่นอน
เขาพูดถึงการปรับเปลี่ยนองค์กรว่า “ผมเองรู้สึกว่า พนักงานมีความหวัง และควรจะมีความหวัง เป็นความตั้งใจของผมและฝ่ายจัดการ เราอยากเห็นพนักงานมีความหวังที่จะลุกขึ้นมา และเปลี่ยนตัวเองได้ แต่ถ้าทุกคนบอกว่า ถ้าในที่สุดแล้วไม่ได้จริงๆ จะทำยังไง ผมก็ต้องเรียนว่าจะให้ความเป็นธรรมกับพนักงานเมื่อวันนั้นเกิดขึ้น คือแนวทางหลักขององค์กร ของธนาคาร เราคงไม่สามารถทิ้งคนไปโดยไม่ดูดำดูดี ไม่ใช่วิถีของเรา เมื่อหลายคนไปต่อกับเราไม่ได้”
และไม่ควรมองเป็น “ตัวตั้ง” ในการเดินทางครั้งใหม่ขององค์กร
“ผมคิดว่าคนทั้งหมดในองค์กร ควรให้ความหวังตนเอง และช่วยกัน …สิ่งที่เราจะทำต่อจากนี้ไปอย่างดีที่สุด คือทำให้พนักงานเห็นว่า เราไม่ได้ทอดทิ้งเขา องค์กรลงทุนพัฒนาคนครั้งยิ่งใหญ่ การลงทุน 4 หมื่นล้าน ลงทุนกับเรื่องคนมหาศาล แม้จะมีผลกระทบกับผลกำไรระยะสั้น แต่ทุกคนต้องได้เห็นจริงๆ ว่า เราตั้งใจนำพาทุกคนไปในทิศทางใหม่ด้วยกัน”
“อาทิตย์” บอกว่า เทคโนโลยี “ดิสรัปชั่น” สำหรับธนาคาร ถ้ายังนึกถึงการหารายได้ใหม่ไม่ได้ ก็ต้องจัดการในบ้านก่อน คือ “เอาคอสต์ให้ลง” และความพยายามที่จะทำให้แบงก์ทำในสิ่งที่มากกว่า “แบงก์” ได้ไหม และทำอะไร “ผมเชื่อว่าทำได้”
“วิธีคิดของผม คิดอย่างเดียวว่าต้องทำให้สำเร็จ ถ้าทำแล้ววันนั้นไม่สำเร็จ ก็จะต้องพิจารณาตัวเอง ไม่เคยเอาเรื่องต่างๆ มานั่งวางไว้ข้างหน้า เพราะมองว่าเลนส์ตาของมนุษย์มีสิ่งที่เลือกมองได้ จะเลือกมองอุปสรรค หรือหนทางของความสำเร็จ ผมอยู่ในส่วนที่เลือกที่จะไม่มอง ผมทำอย่างเดียว”
เห็นตัวอย่างกันมา ไม่ใช่น้อย หลายองค์กรใหญ่
แบรนด์ดังๆ ที่ปรับตัวไม่ทันแม้ (เคย) ยิ่งใหญ่แค่ไหนในอดีตก็ล้มหายตายไปในคลื่นดิจิทัลมานักต่อนักและที่ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงองค์กร จะผ่าตัดเล็กปรับใหญ่หรืออะไรก็แล้วแต่ ไม่ว่าจะ “ดีแทค”, “เอสซีบี” หรือที่อื่นๆ ก็เพราะต้องการขับเคลื่อนนำพาองค์กรฝ่าคลื่นดิจิทัลไปให้ได้
แน่นอนว่า ไม่ง่าย หรือช้าไปก็อาจไม่ทันการณ์ จึงต้องกล้าคิด และทำทันที ไม่ใช่แต่เฉพาะ “ผู้นำ” หรือทีมบริหารแต่หมายถึงคนส่วนใหญ่ในองค์กรที่ต้องเปลี่ยนไปด้วยกัน

