ยังอยู่ในซีรีส์ว่าด้วยกู้เงินซื้อบ้าน-คอนโดฯ ทำยังไงผ่อนหมดเร็วๆ
ไม่เวิ่นเว้อมาก ชวนคุย 2 ตอนคิดว่ากำลังดี ไม่มากไม่น้อย (อ้าวตอนนี้ก็เป็นตอนจบอ่ะดิ)
เทคนิคแรกเป็นเรื่องการเลือกใช้สินเชื่อที่มีอายุการกู้ให้ยาวที่สุดเท่าที่จะทำได้
หมายความว่าถ้ากู้ได้สูงสุด 20 ปี ก็กู้ 20 ปี ถ้ากู้ได้ 35-40 ปีก็ทำสัญญาตามนั้น แต่ผ่อนจริงเราวางแผนรวบรัดใช้วิธีโปะเงินต้นทุกเดือน ก็สามารถผ่อนจริงแค่ 8-15 ปี
ซึ่งตัวเลขผ่อน 8-15 ปีทางดีเวลอปเปอร์บางยี่ห้อเขาบอกข้อมูลมาอย่างนี้ ไม่ได้มโนเอง
ขอชวนคุยนิดเดียวเรื่องอายุเงินกู้ วิธีของนายแบงก์เขาล็อกไว้ 2 ทาง จากอายุคนกู้กับอายุสินเชื่อ
อายุคนกู้ เดิมอนุญาตให้เราผ่อนได้สูงสุดแค่วัยเกษียณ แปลว่าอายุตัว 60 ปี ต่อมาค่อยๆ ขยับเป็น 65 ปี ปัจจุบันมีการขยับขึ้นไปถึงอายุตัว 70 ปี
แต่ช้าก่อน อภิสิทธิ์กู้ถึงอายุ 70 ปีดูเหมือนมีข้อจำกัดบางประการ เช่น ปล่อยกู้เงื่อนไขนี้สำหรับข้าราชการ ไรงี้
เงินกู้ยิ่งทำสัญญากู้ยาวยิ่งมีงวดผ่อนต่ำลง อยากโปะก็แค่จ่ายเกินค่างวด แบงก์เขาจะตัดต้นตัดดอกให้ทุกเดือน
เทคนิคต่อมาเป็นเรื่องการรีไฟแนนซ์ จากเหตุผลที่นายแบงก์แข่งกันปล่อยกู้ แต่อายุเงินกู้ยาวมากก็เลยแข่งกันทำโปรโมชั่นช่วง 3 ปีแรก เรียกว่าเป็น “ดอกเบี้ยโปรโมชั่น”
เรื่องของเรื่องเพราะดอกเบี้ยมาตรฐานสำหรับเงินกู้บ้าน อยู่ดีๆ นายแบงก์นั่งรับประทานข้าวล้อมวงกันแล้ววันรุ่งขึ้นก็เปลี่ยนแปลง เคยได้ใช้ MLR (ดอกเบี้ยรายใหญ่) กลายเป็นมาใช้ MRR (ดอกเบี้ยรายย่อย)
ข้อแตกต่าง ข้อมูลที่หาได้ ณ เดือนมกราคม 2561 MLR 6.7% ส่วน MRR 7.2% (ตัวเลขกลมๆ บวกมากขึ้นหรือลบให้น้อยกว่านี้ได้ทั้งนั้น)
จะเห็นว่าดอกเบี้ย MLR ของรายใหญ่เขาเสียสละจ่ายน้อยกว่า MRR ที่เป็นดอกเบี้ยตัวเล็กตัวน้อยอย่างเราๆ ท่านๆ (ฮา)
กลายเป็นเหตุผลที่มนุษย์เงินกู้บางคนมีพฤติกรรมเป็นมนุษย์ดอกเบี้ย 3 ปี
กล่าวคือพอครบ 3 ปีที่ดอกเบี้ยถูกหมดอายุลง ก็จะมองหาดอกเบี้ยต่ำหรือการ ?รีไฟแนนซ์? ย้ายสินเชื่อไปที่อื่น หลีกเลี่ยงการจ่าย MRR แบบเต็มๆ นั่นเอง
สัจธรรมเรื่องโลกนี้ไม่มีอะไรฟรีเกิดขึ้นในขั้นตอนนี้ เพราะการรีไฟแนนซ์มีผลเทียบเท่าการขอสินเชื่อใหม่ มีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น 2 ฝั่งคือฝั่งแบงกกับฝั่งกรมที่ดิน
ฝั่งแบงก์ก็มีเรื่องค่าประเมิน ค่าบริการสินเชื่อ ค่าธรรมเนียมวงเงินกู้ อยู่ที่ 5,000-8,000 บาทก็ว่าไป แล้วแต่ (แบงก์) จะคิด
อ้อ! นายแบงก์อาจเหนียมๆ ขอให้เราทำประกันชีวิตที่เรียกว่าประกันคุ้มครองวงเงินสินเชื่ออีกต่างหาก
ตัวนี้กฎหมายไม่ได้บังคับแต่อย่างใด
ในฝั่งกรมที่ดิน มีค่าจดจำนอง 1% ของวงเงินสินเชื่อ ผู้กู้ต้องจ่ายเอง
ทั้งนี้ทั้งนั้น วิธีการผ่อนเงินกู้บ้านหมดเร็วๆ
มีคำตอบกำปั้นทุบดินคือหาดอกเบี้ยต่ำที่สุด
ทำให้นึกขึ้นมาได้ว่ายังมีโลกอีกใบสำหรับคนมีเงินเก็บในบัญชี ซึ่งมนุษย์หาเช้ากินค่ำอาจไม่เคยสัมผัส (อ่านแล้วไม่ต้องสะดุ้ง มุขนี้จิกกัดตัวเองค่ะ)
วิธีการนี้คือใช้ “ฟิกซ์ค้ำ” ย่อมาจากใช้บัญชีเงินฝากประจำที่เรียกว่าบัญชีฟิกซ์ นำมาค้ำประกันเงินกู้ ถ้าได้ดอกเบี้ยสัก 2% ต่ำพอมั้ย
สมมุติ ดอกเบี้ยฝากประจำ 1.50 บาท แบงก์เขาจะบวกเพิ่มจากอัตราดอกเบี้ยฝากอีก 2% เท่ากับ 1.50 + 2 = 3.5%
ขาหนึ่งเราก็จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ไปปีละ 3.5% แต่อย่าลืมว่าบัญชีฝากประจำที่เราวางไว้กับแบงก์ แม้จะถอนเงินมาทำอะไรตามใจตัวเองไม่ได้ แต่ยังมีรายรับดอกเบี้ย 1.50% ตลอดเวลา
หักลบกลบหนี้กันแล้ว ทำให้ดอกเบี้ยที่เราจ่ายจึงเท่ากับ 2% นั่นเอง
มีบางข้อมูลที่อยากแนะนำสมาชิกชมรมมนุษย์เงินกู้ทั้งหลาย ทั่นใดทราบแล้วก็ทำเฉยๆ ไว้นะคะ อยากให้ตั้งคำถามให้ติดปากเวลาขอสินเชื่อ
เป็นเรื่องเกี่ยวกับดอกเบี้ย ให้ถามนายแบงก์หรือนางแบงก์ด้วยว่า ?ดอกเบี้ยแท้จริง? เป็นเท่าไหร่ แต่ก่อนแบงก์เขาอมพะนำเก็บข้อมูลไว้กับตัว
ตอนหลัง (หลายปีมาแล้ว) ทางแบงก์ชาติออกกฎกติกาให้แจ้งดอกเบี้ยแท้จริง 2 อย่าง คือ ดอกเบี้ยจริงๆ ของช่วง 3 ปีแรก กับดอกเบี้ยจริงๆ ตลอดอายุเงินกู้
เหตุผลเพราะแบงก์ชาติต้องการคุ้มครองผู้บริโภค เพราะการแข่งขันของแบงก์บางทีก็มีแพคเกจโปรโมชั่นเยอะเกิ๊น เลือกกันตาแฉะ บางทีเลือกไปก็เหมือนเล่นไพ่รัมมี่ แบบว่าทิ้งโง่อยู่บ่อยๆ
แบงก์ชาติก็เลยให้คำนวณดอกเบี้ยแท้จริง หรือดอกเบี้ยจริงๆ ของเงินกู้แปะไว้ด้วย ถ้าเรารู้ดอกเบี้ยแท้จริงรับรองว่าการตัดสินใจเลือกโปรโมชั่นสินเชื่อจะง่ายขึ้นอีกเยอะ
มุขตบท้าย วิธีการผ่อนให้หมดเร็วๆ แบบฉ้อฉล ใช้เงินที่หลอกล่อมาจากผู้ชายหรือหญิงผู้มีอันจะกินมาโปะอีกแรง รับรองหมดเร็วแน่นอน (ฮา)

