ต้องยอมรับว่าการเดินทางของคนคนหนึ่ง เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าจะไปสิ้นสุดปลายทางลงตรงจุดไหน ทั้งนั้นเพราะระหว่างทางของแต่ละคนต่างมีเรื่องราวซ่อนอยู่มากมาย
บางคนอาจใช้ทั้งชีวิตกว่าจะประสบความสำเร็จ
แต่บางคนไม่ได้มองความสำเร็จเป็นเป้าหมาย แค่ดำรงตนให้อยู่อย่างมีความสุขเท่านั้นพอ แต่กระนั้น ก็มีอีกหลายคนที่ใช้ชีวิตอยู่ไปวันๆ
โดยไม่คิดอะไร
แค่หาเลี้ยงชีพ ดูแลครอบครัวให้พวกเขาเติบโตไปทีละขั้นๆ เท่านั้นพอ
ผมถึงบอกว่าการเดินทางของแต่ละคนมีความแตกต่างกัน
แต่สำหรับ “ศาสตราจารย์ นายแพทย์ยงยุทธ์ พลอยส่องแสง” อายุรแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคปอด โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ผู้เขียนหนังสือเรื่อง “From Thai Boy to American Professor : Reflections on My Journeys through Three Worlds” กลับตรงกันข้าม
เพราะการเดินทางของ ”อาจารย์หมอ” ต่างเต็มไปด้วยเรื่องราวมากมาย
ต่างเต็มไปด้วยอุปสวรรคขวากหนาม
และต่างเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งประวัติศาสตร์ซ่อนอยู่ จนทำให้ทุกจังหวะของชีวิตที่เขาเดินทางไปในที่ต่างๆ ล้วนมีความมานะพยายามแทรกอยู่ในระหว่างบรรทัด
ยิ่งถ้าใครแตกฉานภาษาอังกฤษคงจะดี เพราะหนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษล้วนๆ ดังนั้น ผมจึงเฝ้าแต่ภาวนาว่าน่าจะมีใครสักคนแปลหนังสือเล่มนี้ออกมา
เพราะขณะที่เขียนแนะนำ ผมอ่านเฉพาะบทคัดย่อที่แปลออกมาเป็นภาษาไทย ยังรู้สึกน่าสนใจ ทั้งยังรู้สึกว่าการเดินทางของ ”อาจารย์หมอ” อุดมไปด้วยเรื่องราวต่างๆ ที่น่าสนใจหลายเรื่อง
เฉพาะบทแรกๆ ของหนังสือเล่มนี้กล่าวถึงประวัติของ ”อาจารย์หมอ” สมัยวัยเยาว์ที่มาจากครอบครัวฐานะปานกลาง และระหว่างที่เขายังเล็กมาก บังเอิญเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2
ทางบ้านจึงส่งตัวไปอยู่กับย่าที่เมืองจีนเพื่อความปลอดภัย
จนกระทั่งสงครามสงบ
ขณะนั้น “อาจารย์หมอ” อายุเพียง 5 ขวบ และแทนที่เขาจะอยู่อย่างสุขสบาย เพราะประเทศจีนชนะสงคราม แต่กาลกลับกลายเป็นว่าเขาต้องอยู่อย่างยากลำบาก และอดอยาก
เพราะถึงแม้จีนจะชนะสงครามก็จริง
แต่ประเทศโดยรวมเกิดความเสียหาย จนกลายเป็นประเทศล้มละลาย ไม่มีแม้แต่น้ำประปา ไฟฟ้าใช้อุปโภค บริโภค
ประชากรส่วนหนึ่งของประเทศจึงล้มตายจากการขาดอาหาร
“อาจารย์หมอ” ก็เช่นกัน
แม้จะอยู่อย่างอัตคัด และเต็มไปด้วยความยากลำบากนานัปการ แต่ไม่เท่ากับประเทศจีนขณะนั้นกำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ด้วยการหันมาใช้ระบอบคอมมิวนิสต์เป็นเข็มทิศในการบริหารประเทศ
แม่ และครอบครัวของเขาเห็นว่าหากปล่อยให้มีชีวิตเยี่ยงนี้ต่อไป เห็นทีมีแต่เลวร้ายลง เธอจึงตัดสินใจจ้างญาติคนหนึ่งให้ช่วยพาเขาหนีแบบหลบๆ ซ่อนๆ จากทหารแดง เพื่อเดินทางเข้ามายังประเทศไทย โดยผ่านเส้นทางจากฮ่องกง
กล่าวกันว่า เมื่อถึงเมืองไทย “อาจารย์หมอ” มีโอกาสอยู่กับย่า และย่านี่เองที่สอนเขาด้วยคำพูดบ่อยครั้งว่า…จงขยันหมั่นเพียร มีความรู้ติดตัวไว้ ภายหน้าจะได้ไม่ลำบาก
ตรงนี้เป็นพลังบวกที่ทำให้เขาตั้งใจเรียนหนังสืออย่างขยันขันแข็งจนที่สุด จึงเรียนจบประถม-มัธยมภายในระยะเวลา 9 ปี ก่อนที่จะสอบเข้าคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
6 ปีผ่านไปเขาสามารถคว้าเกียรตินิยมอันดับ 2 ติดตัวมาด้วย
กระทั่งวันหนึ่ง ”อาจารย์หมอ” ตัดสินใจไปสอบที่ Educational Commission for Foreign Medical. Graduates-ECFMG ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่จัดการเกี่ยวกับการเข้าฝึกอบรม หรือศึกษาต่อในประเทศ สหรัฐอเมริกาของแพทย์ต่างชาติ มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนซิลเวเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา
อาจารย์หมอ ใช้เวลาอีก 6 ปี จนที่สุดจึงสอบได้อเมริกาบอร์ด พร้อมกับเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านอายุรแพทย์ทั่วไป และโรคปอดกับไอซียู โดยมีปริญญาเอกทางด้าน Doctor of Science (D.sc.) พ่วงท้ายด้วย
ต่อจากนั้น “อาจารย์หมอ” ก็ไปศึกษา และค้นคว้าต่อทางด้านกลศาสตร์ทางด้านปอด ทางเสียงหายใจของปอดเพื่อประกอบการวินิจฉัยโรคปอดที่ประเทศแคนาดา
ระหว่างนี้ “อาจารย์หมอ” เขียนบทความ ตำราวิชาการ และนิตยสารมากมายเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ จนถูกยกย่องให้เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านเสียงหายใจของปอดในระดับโลก
ซึ่งมีไม่กี่คนนักที่ถูกยกย่องในระดับนี้
ทั้งยังเป็นคนไทยอีกด้วย
ฉะนั้น จึงไม่แปลก เพราะหลังจากที่ “อาจารย์หมอ” กลับจากแคนาดา เขาจึงเข้าทำงานที่มหาวิทยาลัยซินซิน แนติ มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงระดับโลก ตั้งอยู่ที่รัฐโอไฮโอ ประเทศสหรัฐอเมริกา
“อาจารย์หมอ” ทำงานอยู่ที่นี่เพียง 9 ปี ถูกยกย่องให้เป็น ศาสตราจารย์ นายแพทย์ยงยุทธ์ พลอยส่องแสง และแทนที่เขาจะใช้ชีวิตแบบผู้เชี่ยวชาญทางด้านโรคปอดในสหรัฐอเมริกาอย่างมีความสุข
เขากลับเลือกกลับประเทศไทยในปี 2540 เพื่อต้องการตอบแทนคุณแผ่นดิน ขณะเดียวกันก็ต้องการใช้ความรู้ความสามารถทางด้านโรคปอด ไม่ว่าจะเป็นโรคมะเร็งปอด วัณโรค โรคถุงลมโป่งพอง การใส่สะเต็นท์และการปลูกถ่ายปอด และอื่นๆเพื่อมาช่วยรักษาผู้ป่วยในเมืองไทย
โดยเริ่มต้นทำงานที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์
ในตำแหน่งหัวหน้าแผนกทางเดินหายใจ และปอด จนทำให้โรงพยาบาลแห่งนี้มีชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วโลก ทั้งยังได้รับการยอมรับจากนานาประเทศในวงการแพทย์อีกด้วย
สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นการเดินทางของ อาจารย์หมอ ที่ยังไม่รู้ว่าจะไปสิ้นสุดปลายทางที่ตรงไหน แต่กระนั้น ไม่ว่าเส้นทางเดินข้างหน้าจะเป็นอย่างไรต่อไป
“อาจารย์หมอ” มีความหวังลึกๆ ว่า…อยากให้ใครๆ ได้อ่านหนังสือเล่มนี้
เพราะหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่อัตชีวประวัติของ ”อาจารย์หมอ” แต่เพียงถ่ายเดียว หากทุกระหว่างบรรทัดมีเรื่องราวมากมายที่ทำให้ทุกคนรู้ว่า…ความสำเร็จไม่ใช่มาได้โดยง่าย
แต่เกิดขึ้นจากการลงมือทำล้วนๆ
”อาจารย์หมอ” ก็เช่นกัน?

