สัปดาห์ก่อน ผมไปพูดคุยกับน้องๆ คณะวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล ปี 1 มาครับ บรรยากาศการพูดคุยเป็นไปอย่างสนุกสนาน ระหว่างที่พูดคุยกันมีน้องๆ ส่งคำถามมาหาผมเยอะมากจนผมไม่สามารถตอบคำถามได้ทั้งหมด ขณะที่เดินทางกลับผมนำคำถามเหล่านั้นกลับมาอ่านแล้วพบว่าหลายๆ คำถามน่าสนใจ บางคำถามเต็มไปด้วยความสับสน อัดอั้น ผมจึงคิดจะนำคำถามเหล่านี้มาตอบผ่านทางสื่อเพื่อเผยแพร่ให้น้องๆ หายข้องใจ และเผื่อว่านักศึกษาคณะอื่นที่มหาวิทยาลัยอื่นมีความสงสัยทำนองเดียวกันนี้จะได้รับคำตอบทางหนึ่งไปพร้อมๆ กันครับ
คำถามแรก
ความยากของการทำงานเป็นนักวิทยาศาสตร์และนักวิชาการคืออะไรครับ? และหากเรียนจบสายนี้ไปแล้วจะทำงานบันเทิงได้ไหม? แบบว่าเขียนหนังสือ เขียนบทภาพยนตร์ งานเบื้องหลัง ฯลฯ
สำหรับผมแล้วการทำงานวิชาการนั้นมีความยากไม่ต่างจากการทำงานด้านอื่นๆ ที่ต้องการความละเอียดรอบคอบ ความคิดสร้างสรรค์ และความรับผิดชอบ
ผมคิดว่าความแตกต่างส่วนมากน่าจะอยู่ที่ของเนื้อหาที่นักวิชาการต้องทำ ซึ่งอาศัยกระบวนการคิดและการทำความเข้าใจที่ต้องใช้ตรรกะอย่างรัดกุมมาก ยิ่งถ้าทำงานสื่อสารวิทยาศาสตร์อย่างผมก็ยิ่งมีการอัพเดตข้อมูลต่างๆ ตลอดเวลาเพราะความรู้ใหม่ๆ ทุกวันนี้เกิดขึ้นเร็วมาก
ส่วนคำถามที่ว่าเรียนจบมาแล้วทำงานบันเทิงได้ไหม?
ตอบสั้นๆ เลยว่า ได้
ผู้ใหญ่ที่เรียนจบมาแล้วทุกคนรู้ดีว่าการทำงานไม่ตรงกับคณะที่เรียนนั้นเป็นเรื่องปกติมาก แต่น้องๆ หลายคนอาจต้องการทำงานตรงสายด้วยเหตุผลและด้วยความรู้สึกว่า
“เสียดายความรู้ที่ตนเองร่ำเรียนมา อุตส่าห์เรียนมาตั้งหลายปีก็น่าจะเอาความรู้นั้นมาใช้งานได้”
ผมว่าความคิดนี้ค่อนข้างสมเหตุสมผลทีเดียว แต่ในอีกมุมหนึ่ง ผมมองอย่างนี้ครับ
1.ห้องเรียนแท้จริงของมนุษย์เราคือโลกทั้งใบ ดังนั้น การเรียนรู้ที่แท้จริงจึงไม่ใช่แค่ในห้องเรียนของมหาวิทยาลัย แต่เป็นโลกกว้าง
การเรียนรู้ควรเกิดขึ้นเพื่อทำลายกรอบ มิใช่เพื่อตีกรอบว่าเราเรียนจบอะไรต้องเป็นอย่างนั้น
บนโลกใบนี้มีคนมากมายที่ประสบความสำเร็จจากการทำงานคนละสายกับที่เรียน จะให้ยกตัวอย่างในประเทศไทยก็ยังมากมายไม่จบสิ้น
2.ไม่นานนี้ ผมไปสัมภาษณ์อาจารย์เดวิด รูฟโฟโล ที่มหาวิทยาลัยมหิดล
ท่านบอกว่าบ่อยครั้งทีเดียวที่สถานศึกษาสับสนระหว่าง Education และ Training
การศึกษา (Education) นั้นเป็นระบบที่มีจุดประสงค์เพื่อมอบวิธีคิด สร้างแรงบันดาลใจให้เด็ก มิใช่การมานั่งท่องสูตร ตัวเลข มากมายราวกับว่าเรียนจบไปแล้วเราจะได้คลุกคลีและใช้งานมันตลอดเวลา ทั้งที่จริงๆ แล้วสิ่งที่เราท่องนั้นส่วนมากเปิดดูจากหนังสือหรืออินเตอร์เน็ตได้ง่ายๆ
สิ่งที่สถานศึกษาหลายแห่งสอนเด็กจึงเป็นการฝึกงาน (Training) ให้เด็กเป็นงาน จึงไม่น่าแปลกใจที่นักศึกษาหลายๆ คนเกิดความรู้สึกว่าถ้าเรียนไปแล้วไม่ได้ใช้ ก็ไม่คุ้ม และเสียเวลามาเรียนไปเปล่าๆ
ส่วนตัวผมคิดว่าควรสมดุลระหว่าง Education และ Training ให้ดีเพราะถ้าหนักไปทาง Training มากๆจะทำให้นักศึกษาถูกตีกรอบ ไม่สนุกกับการเรียนรู้ และที่สำคัญเมื่อเรียนจบไปแล้วเมื่อไม่ได้ใช้งานก็ลืมทุกสิ่งทุกอย่างที่เรียนมาอย่างรวดเร็ว

สุดท้ายผมของจบด้วยวาทะของ มาร์ก ทเวน (Mark Twain)
นักเขียนอเมริกันผู้เป็นตำนานที่กล่าวเสียดสีสถานศึกษาไว้ว่า
“I never let my schooling interfere with my education.”
“ผมไม่มีวันยอมให้โรงเรียนมารบกวนการเรียนรู้ของผมหรอก”

