จากหลวงพระบาง สปป.ลาว นั่งรถคดเคี้ยว เลี้ยวหักโค้งซ้าย-ขวา ขึ้น-ลงตามขุนเขานับสิบๆ ลูก ไปทางทิศใต้ประมาณ 80 กิโลเมตร ใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมง จนถึงจุดหมายที่ แขวงไซยะบุรี อันเป็นที่ตั้ง โครงการไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี หรือ “เขื่อนไซยะบุรี”
ธนวัฒน์ ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) และกรรมการผู้จัดการบริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด ผู้ถือหุ้นใหญ่โครงการไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี นำคณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมความคืบหน้าการก่อสร้างอย่างใกล้ชิด ได้มีโอกาสเห็นอุปกรณ์ต่างๆ ที่มีขนาดใหญ่ยักษ์ ซึ่งอีกไม่นานจะอยู่ใต้น้ำที่จะไม่ได้เห็นอีก
“ธนวัฒน์ ตรีวิศวเวทย์” อธิบายข้อมูลต่างๆ ของ “เขื่อนไซยะบุรี” ที่ใช้งบลงทุนกว่า 1.5 แสนล้านบาท เป็นโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบฝายน้ำล้น (Run-of-River) ไม่มีการกักเก็บน้ำเหมือนเขื่อนที่มีอ่างเก็บน้ำทั่วไป

นับจากวันที่มีการลงนามในเอ็มโอยูกับทาง สปป.ลาว เมื่อปี พ.ศ.2551 จนถึงปี พ.ศ.2561 การก่อสร้างคืบหน้าไปแล้ว 90%
งานที่เหลืออีก 10% คือตั้งแต่มกราคม-พฤษภาคม 2561 เริ่มรื้อย้ายทำนบดินชั่วคราวเหนือน้ำและท้ายน้ำ เพื่อทดสอบประตูน้ำ ซึ่งจะต้องแล้วเสร็จก่อนฤดูฝน
มีนาคม 2561 ก่อสร้างเสาไฟฟ้าขนาด 500 กิโลโวลต์ และขึงสายเชื่อมโยงกับเสาไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ฝั่งไทยให้เสร็จสมบูรณ์
พฤษภาคม 2561 ติดตั้งและพร้อมใช้งานระบบต่างๆ ทั้งสถานีไฟฟ้าแรงสูงแบบใช้ฉนวนก๊าซ ระบบสื่อสารควบคุม ระบบมิเตอร์ และระบบควบคุมป้องกัน
ตุลาคม-พฤศจิกายน 2561 ปล่อยน้ำเพื่อทดสอบกังหันชุดที่ 1 โดยวันที่ 3 ตุลาคม 2561 ปล่อยน้ำเข้า และวันที่ 9 ตุลาคม 2561 กังหันชุดแรกหมุน วันที่ 24 พฤศจิกายน 2561 ทดสอบเครื่องชุด 1 แล้วเสร็จพร้อมจ่ายไฟฟ้าให้ กฟผ. รับซื้อตามสัญญา UOP
จากนั้น พฤศจิกายน 2561-กันยายน 2562 ทดสอบเดินเครื่องแล้วเสร็จทีละชุด พร้อมทั้งขนานเครื่องทั้งหมดให้ทำงานพร้อมกัน
ดีเดย์ 29 ตุลาคม 2562 เริ่มจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์
“เขื่อนไซยะบุรี” ถือเป็นโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบฝายน้ำล้นที่ใหญ่สุดในภูมิภาค มีกำลังการผลิต 1,285 เมกะวัตต์ โดยทำสัญญาซื้อขายให้ กฟผ. 95% อีก 5% ขายให้รัฐวิสาหกิจไฟฟ้าลาว
เป็นการตอบโจทย์การพัฒนา โดยเฉพาะประเทศไทย ที่การก่อสร้างโรงไฟฟ้าไม่ว่าจะใช้พลังงานอะไรก็ตามดูจะตีบตันไปหมด ในขณะที่ยังมีความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน ทาง สปป.ลาว นอกจากจะได้ไฟฟ้าส่วนหนึ่งใช้ในประเทศแล้ว พื้นที่บริเวณโดยรอบได้รับการพัฒนาทั้งถนนหนทาง ความเป็นอยู่ของชาวบ้านที่ดีขึ้น และเมื่อหมดเวลาสัมปทาน 31 ปี โรงไฟฟ้านี้ก็จะตกเป็นของ สปป.ลาว
อย่างไรก็ตาม การสร้างเขื่อนไม่ว่าจะเป็นแบบใด หรือ ณ แห่งหนไหนในโลก ในปัจจุบันไม่ง่ายดายเหมือนแต่ก่อนเก่า ด้วยกระแสรักษ์สิ่งแวดล้อมเป็นเงื่อนไขสำคัญที่มิอาจละเลยได้
ขณะที่ สปป.ลาว ก็มีกฎหมายป้องกันผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมที่เข้มงวดและทันสมัยในอาเซียน
“เขื่อนไซยะบุรี” จึงให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมอย่างมาก โดยใช้เงินลงทุนกว่า 2 หมื่นล้านบาทเพื่อเรื่องนี้โดยเฉพาะ
ไม่ว่าจะเป็น “ทางปลาผ่าน” (Fish Passage) เพื่อให้ปลาส่วนใหญ่สามารถอพยพผ่านไปได้ทุกฤดูกาลทั้ง “ทวนน้ำ” และ “ตามน้ำ”
สำหรับ “ปลาอพยพทวนน้ำ” จะมีระบบทางปลาผ่านหลัก ประกอบด้วย สถานีสูบน้ำที่ 1 พร้อมแอ่งพักน้ำที่เกาะกลาง ทางปลาเข้า 18 ช่อง และช่องทางรวมปลา ผ่านโรงไฟฟ้าไปเชื่อมโยงกับทางปลาผ่านทางฝั่งซ้าย เมื่อปลาว่ายผ่านเข้ามาจากทางปลาเข้าต่างๆ แล้ว ปลาจะว่ายเข้าสู่ทางปลาผ่าน ซึ่งมีความยาวประมาณ 500 เมตร กว้าง 18 เมตร และมีความลาดชันเฉลี่ย 1.2% ประกอบด้วยแอ่งน้ำ 48 แอ่ง แต่ละแอ่งจะมีช่อง 3 ขนาด คือ ขนาด 0.5 เมตร ขนาด 1.0 เมตร และ 1.6 เมตร ซึ่งควบคุมความเร็วของน้ำ เพื่อให้ปลาแต่ละขนาดเลือกใช้ช่องที่มีความเร็วของน้ำแตกต่างกันได้ และในแอ่งมีส่วนตื้นและลึก เป็นที่หลบภัยให้ปลาขนาดเล็ก
ที่ปลายทางปลาผ่าน จะเชื่อมโยงกับช่องยกระดับปลา (Fish Locks) ที่มีประตูควบคุมน้ำเชื่อมโยงกับกังหันน้ำขนาด 4 MW 2 ชุด เพื่อสลายพลังงานน้ำและนำพลังงานที่ผลิตได้จ่ายให้กับสถานีสูบน้ำที่ 1 และ 2 ของระบบทางปลาผ่าน เพื่อลดการสูญเสีย อีกทั้งมีตะแกรงยกปลา ขึ้นสู่ระดับเดียวกับด้านเหนือน้ำ เชื่อมโยงกับคลองระดับบน ให้ปลาว่ายสู่เหนือน้ำได้สะดวก

ส่วน “ปลาอพยพตามน้ำ” จะมีช่องทางปลาเข้าด้านเหนือโรงไฟฟ้า 23 ช่อง มีแอ่งพักปลา และเครื่องสูบน้ำขนาดอัตราการไหล 40 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที 3 ชุด ที่เกาะกลาง เพื่อสูบน้ำกลับและก่อให้เกิดการไหลของน้ำ เมื่อปลาสะสมจนมีปริมาณมากพอที่แอ่งพักปลาจึงปล่อยลงสู่ช่องทางน้ำที่มีความยาวมากขึ้นและมีความลาดชันลดลง เพื่อไม่ให้ปลาบอบช้ำ
ขณะที่กังหันน้ำผลิตไฟฟ้า ออกแบบมาเป็นพิเศษ ชนิดแกนตั้ง Kaplan ที่เป็นมิตรกับปลา โดยเป็นใบพัดแนวระนาบ มีจำนวนใบพัดน้อย หมุนช้า และลดช่องว่างระหว่างใบพัดกับผนังทำให้ปลามีโอกาสรอดชีวิตมากขึ้น
นอกจากนี้จะตั้งสถานีเพาะพันธุ์และขยายพันธุ์ปลา เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีปลาที่เพียงพอต่อการประกอบอาชีพประมงของประชาชนที่อาศัยตามริมฝั่งแม่น้ำโขง
สำหรับ “ทางระบายน้ำ” มี 11 บาน แบ่งเป็นทางระบายน้ำล้น 7 บาน กว้าง 19 เมตร สูง 23 เมตร และประตูระบายน้ำระดับล่าง 4 บาน กว้าง 12 เมตร สูง 16 เมตร ช่วยควบคุมปริมาณน้ำที่ไหลผ่านโครงการให้เท่ากันตามสภาพธรรมชาติ ไม่กัดเซาะตลิ่ง รวมทั้งตะกอนหนักที่ท้องน้ำระบายออกได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาระบบนิเวศท้ายน้ำ

ส่วนวิถีชาวบ้านก็ต้องได้รับผลกระทบน้อยที่สุด โดยจัดทำ “ทางเรือผ่าน” กว้าง 12 เมตร ยาวประมาณ 700 เมตร รองรับเรือขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ได้ถึง 500 ตัน มีช่องพักเรือเพื่อรอการปรับระดับน้ำขึ้น-ลงให้เรือทั้งขาขึ้นและขาล่อง ก่อนจะแล่นต่อไป
โดย “เรือขาขึ้น” ที่มาจากท้ายน้ำซึ่งมีระดับน้ำต่ำกว่าจะแล่นเข้าสู่ช่องพักเรือด้านล่าง จากนั้นประตูควบคุมน้ำบานท้ายน้ำจะปิดลง และปล่อยน้ำจากเหนือน้ำเข้ามาทางช่องทางเดินเรือเพื่อยกระดับน้ำให้สูงเท่ากับช่องพักเรือด้านบน จนน้ำนิ่ง แล้วจึงเปิดประตูให้เรือผ่านเข้าไปในช่องเดินเรือเหนือน้ำได้ จากนั้นปรับระดับน้ำให้เท่ากับเหนือน้ำ แล้วเปิดให้เรือผ่านออกไป
ส่วน “เรือขาล่อง” จากเหนือน้ำ จะให้เรือแล่นเข้าสู่ช่องพักเรือด้านบน จากนั้นประตูควบคุมน้ำบานเหนือน้ำจะปิดและปล่อยน้ำจากช่องพักเรือด้านบนไปสู่ช่องพักเรือด้านล่าง เพื่อปรับระดับน้ำให้เสมอกัน เพื่อให้เรือแล่นมาสู่ช่องพักเรือด้านล่าง แล้วจึงปรับระดับน้ำให้เท่ากับระดับน้ำท้ายน้ำอีกครั้งหนึ่ง ก่อนเปิดประตูน้ำควบคุมบานท้ายน้ำให้เรือแล่นผ่าน
สำหรับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ เนื่องจาก “เขื่อนไซยะบุรี” ไม่มีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ จึงมีเพียง 13 หมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบจากระดับน้ำที่สูงขึ้นบริเวณเหนือน้ำ และอีก 2 หมู่บ้านซึ่งอยู่บริเวณพื้นที่ก่อสร้าง

ทั้งนี้ มีการศึกษาประเมินผลกระทบทางสังคม และแผนการโยกย้ายและฟื้นฟูความเป็นอยู่ ตามนโยบายของ สปป.ลาว โดยยึดหลักการสำคัญคือลดผลกระทบให้มีน้อยที่สุดและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากร
นอกจากชดเชยอสังหาริมทรัพย์และสินทรัพย์ที่ได้รับผลกระทบ ยังจัดหาและก่อสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ พร้อมโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค ไม่ว่าจะเป็นถนน โรงเรียน สถานีอนามัย และวัด รวมทั้งยกระดับคุณภาพชีวิต โดยมีศูนย์พัฒนาอาชีพ และจัดสรรพื้นที่เกษตรกรรม
ทั้งนี้ รัฐบาล สปป.ลาว มีนโยบายที่จะให้ประชาชนชาวลาวหลุดพ้นจากความยากจน โดยตั้งเป้าว่าภายในปี 2020 ประชาชนจะต้องมีรายได้ไม่น้อยกว่า 1,800 เหรียญสหรัฐ/ครัวเรือน/ปี แต่ขณะนี้ชาวบ้านที่ได้รับการดูแลจากโครงการมีรายได้เกินกว่าเป้าหมายนั้นแล้ว
“เขื่อนไซยะบุรี” จึงตอบโจทย์ได้ทั้งการพัฒนา สิ่งแวดล้อมและวิถีชาวบ้าน
ขอบคุณคลิปทั้งหมดจาก บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน)

