สาธารณรัฐประชาชนจีนกำลังดำเนินการแผ่ขยายอำนาจและอิทธิพลลงทางประเทศเพื่อนบ้านประชาคมอาเซียนทางตอนใต้ ทั้งลาว เมียนมา เวียดนาม ตลอดจนถึงไทย ซึ่งอาเซียนนั้นเป็นคู่ค้าใหญ่ที่สุดอันดับ 3 ของจีน ผ่านการค้าและการลงทุนข้ามแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในโครงการรถไฟและทางหลวงด้วยแนวคิด Belt and Road ที่ส่งเสริมการเชื่อมต่อทางคมนาคมและขนส่งจากมณฑลทางตอนใต้ของจีนให้มีทางออกในการแลกเปลี่ยนกระจายสินค้าได้อย่างสะดวก
แต่การข้ามแดนดังกล่าว ยังมีปัญหากันในช่วงการตรวจผ่านแดน ทำให้จีนริเริ่มแนวคิด “สองประเทศ หนึ่งด่านตรวจ” (เหลียงกว๋ออีเจี่ยน ????) ซึ่งเป็นแนวความคิดความร่วมมือในการตรวจคนผ่านแดนโดยใช้การผ่านด่านแค่ครั้งเดียว ปกติแล้ว การข้ามเส้นเขตแดนประเทศจะต้องผ่านกระบวนการตรวจลงตรา 2 ครั้ง คือประเทศต้นทางและประเทศปลายทาง โดยมีพื้นที่คั่นกลางระหว่างกัน เราต้องประทับตราออกจากประเทศหนึ่งก่อนจะประทับตราเข้าอีกประเทศหนึ่งลงบนหนังสือเดินทาง หากเดินทางโดยเครื่องบิน กระบวนการนี้จะเกิดขึ้นที่สนามบินทั้งขาเข้าขาออก โดยจะมีพื้นที่ปลอดภาษีอยู่หลังพื้นที่ตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร แต่ถ้าเป็นด่านชายแดนทางบก การต้องมีด่านตรวจคนเข้าเมืองสองที่ของสองประเทศและต้องเว้นพื้นที่ระหว่างกลางที่ถือว่าไม่ขึ้นกับประเทศใด
การต้องผ่านด่านสองด่านในสถานที่ใกล้กัน ทำให้เกิดความล่าช้า เสียเวลา และยุ่งยาก โดยเฉพาะเมื่อมีคนข้ามแดนจำนวนมาก การล่าช้าในด่านฝั่งหนึ่งก็จะทำให้ด่านอีกฝั่งแออัดตามไปด้วย รวมถึงพื้นที่ตรงกลางต้องใช้พาหนะหรือเดินข้าม เป็นช่องว่างของการเดินทางที่ลักลั่นและทับซ้อนต่อกฎหมายของสองประเทศ ทำให้พัฒนาได้ยาก
ทางรัฐบาลจีนจึงได้ริเริ่มเจรจาเพื่อให้เกิดพื้นที่กลาง สร้างเป็นด่านชายแดนด่านเดียว โดยให้เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของทั้งสองชาติทำงานร่วมกัน ประทับตราและตรวจผู้ผ่านแดนในที่เดียวกัน และประสานงานด้านฐานข้อมูลพิสูจน์บุคคล ช่วยลดความซ้ำซ้อนในการตรวจลงตรา เพิ่มความสะดวกและรวดเร็วแก่ผู้เดินทาง อีกทั้งยังทำให้การค้าและการขนส่งไปมาทำได้โดยเร็ว สกัดจับและป้องกันการเข้าเมืองผิดกฎหมาย การค้ามนุษย์ และการลักลอบค้าสินค้าเถื่อนได้ดียิ่งขึ้น
จุดหมายแรกในการทดลองสร้างด่านชายแดนในระบบ “สองประเทศ หนึ่งด่าน” นี้ อยู่ที่ชายแดนจีน-เวียดนาม บริเวณสะพานตงซิง-มงก่าย ซึ่งเป็นรอยต่อระหว่างเมืองฟานเฉิงกังของจีน กับเมืองมงก่าย จังหวัดกว่างนินห์ ซึ่งคาดหมายว่าจะเปิดทำการได้ในเดือนพฤษภาคมนี้ และอีกแห่งที่ด่านโหย่วอี้กวน หรือด่านมิตรภาพ ที่เมืองผิงเซียงซึ่งติดกับเมืองด่งด่าง จังหวัดหล่างเซิน ของเวียดนาม
อย่างไรก็ตาม การใช้ระบบ “สองประเทศ หนึ่งด่าน” เป็นที่น่าระวังเนื่องจากมีส่วนกระทบต่อบูรณภาพของอธิปไตยของชาติ รวมถึงการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนที่เดินทางไปมา โดยเฉพาะกับ “จีน” ที่มักจะเรียกร้องขอความร่วมมือและข้อมูลของชาติอื่น แต่กลับปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลของคนจีนเองไม่ให้ผู้อื่นเข้าถึงได้
เล หง เหียบ นักวิจัยในโครงการเวียดนามศึกษา ประจำสถาบัน ISEAS ในสิงคโปร์ ประเมินว่าแนวนโยบาย “สองประเทศ หนึ่งด่านตรวจ” นี้จะช่วยลดความหวาดกลัวและอคติระหว่างจีนและเวียดนาม ช่วยลดความเสียหายของผลิตภัณฑ์การเกษตรที่เป็นสินค้านำเข้าส่งออกหลักตามด่านชายแดน อีกทั้งยังจะช่วยแก้ไขปัญหาการคอร์รัปชั่นของเวียดนามได้อีกด้วย
ปัญหาด่านชายแดนดังกล่าวก็เกิดกับประเทศไทยเช่นกัน จึงน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งว่า ไทยจะสามารถนำเอาแนวคิด “สองประเทศ หนึ่งด่านตรวจ” จากจีนมาปรับใช้และสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านได้อย่างไร เพื่อลดความซับซ้อนยุ่งยาก ให้การค้าและการเดินทางบริเวณชายแดนคล่องตัว ใช้เวลาน้อยลงและมีประสิทธิภาพสูงขึ้นกว่าเดิม

