เปิดมาต้นปีจะเห็นว่าองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ในบ้านเราหลายแห่งเริ่มทยอยประกาศวิสัยทัศน์ธุรกิจปีนี้ และในระยะ 2-3 ปีข้างหน้า โดยต่างให้ความสำคัญกับการปรับปรุงองค์กรเพื่อรับมือสารพัดการเปลี่ยนแปลง ทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็น รวมไปถึงที่ยังไม่รู้แน่ว่าคืออะไร
นอกจากการเพิ่มขีดความสามารถของ “คน” ในองค์กรให้ทันกับโลกที่ไม่เหมือนเดิมแล้ว หลายองค์กรมองว่าองค์กรยุคใหม่จะไม่ใช่องค์กรที่มีบุคลากรจำนวนมากอีกต่อไป
แบงก์ไทยพาณิชย์ (เอสซีบี) ประกาศว่า ในอีก 3 ปีข้างหน้าจะมีพนักงาน 1.5 หมื่นคน จากปัจจุบันมีอยู่ 2.7 หมื่นคน
ส่วน “ดีแทค” จะจำกัดจำนวนพนักงานประจำให้มีไม่เกิน 4,000 คน ภายในปี 2563 จากปัจจุบันมีอยู่ 4,300 คน
ยังไม่ต้องพูด 2-3 ปีข้างหน้า เทียบกันวันนี้ ขนาดองค์กรของ 3 ค่ายมือถือยังมีความแตกต่างกันมาก
“เอไอเอส” มี 1.2 หมื่นคน มากกว่า “ดีแทค” 3 เท่า ขณะที่ “กลุ่มทรู” มีถึง 2.5 หมื่นคน มากกว่า “เอไอเอส”เกือบเท่าตัว
ว่ากันที่จริงคงเทียบกันตรงๆ ไม่ได้ เพราะทั้งเอไอเอสและกลุ่มทรูมีธุรกิจหลากหลายกว่าดีแทคมาก
จำนวนพนักงานที่เหมาะสมสำหรับแต่ละองค์กรย่อมแตกต่างกัน
สำหรับ “เอไอเอส” ซีอีโอ “สมชัย เลิศสุทธิวงค์” บอกว่าพนักงาน 1.2 หมื่นคน แบ่งเป็นพนักงานประจำ 8 พันคน และเอาต์ซอร์ส 4 พันกว่าคน ที่มีในปัจจุบันถือว่าเหมาะสมแล้ว และไม่มีนโยบายที่จะลดขนาดองค์กรลงแต่อย่างใด
ทั้งย้ำอีกว่า ที่เอไอเอสเติบโตอย่างแข็งแกร่งมาได้ถึงทุกวันนี้ ก็เพราะ “คน” ในองค์กร
“เราไม่มีนโยบายลดคน แต่คนที่มีอยู่ต้องปรับตัวให้ทันกับความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไปให้ได้ ซึ่งปกติเมื่อมีพนักงานลาออก เราก็ต้องหาคนมาเสริม เพราะธุรกิจยังมีการเติบโต ทั้งเรายังมีธุรกิจที่หลากหลายขึ้น เช่น มีฟิกซ์บรอดแบนด์และการรุกตลาดองค์กรมากขึ้น รวมถึงการเพิ่มธุรกิจคอนเทนต์ใหม่ๆ จึงต้องเพิ่มทีมที่มีความสามารถใหม่ๆ มีทั้งที่พัฒนาคนที่มีอยู่เดิม และรับคนพันธุ์ใหม่เพิ่มเข้ามา โดยจะต้องทำองค์กรให้ lean”
อาจเพราะอยู่ในธุรกิจที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเทคโนโลยี “เอไอเอส” จึงคุ้นเคยกับการเปลี่ยนแปลงของพัฒนาการทางเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อทุกภาคส่วนอยู่แล้วจึงตื่นตัว และเห็นความสำคัญในการเตรียมตัวเตรียมองค์กรให้พร้อมไว้ก่อนเพื่อรองรับกับอนาคตที่ไม่แน่นอน
ตั้งแต่วันที่นั่งเก้าอี้ซีอีโอ “เอไอเอส” เมื่อ 3 ปีก่อน “สมชัย” จึงพูดกับทุกคนในองค์กรว่า “เอไอเอส” ต้องเปลี่ยนแปลงตนเอง และเป็นให้ได้มากกว่า “ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ”
นั่นคือการมุ่งไปสู่การเป็นผู้ให้บริการ “ดิจิทัลไลฟ์ เซอร์วิส”
ไม่ใช่แค่การประกาศวิสัยทัศน์ แต่ได้เตรียมการหลายด้านด้วยกัน
เริ่มจากการสร้างวัฒนธรรมภายในองค์กร ที่เรียกว่า FIND U
F มาจาก Fighting Spirit เพราะเทคโนโลยีทำให้โลกเปลี่ยนเร็ว การมี “หัวใจนักสู้” จึงสำคัญ ไม่ว่าเจอเกมเชนจ์แบบไหนก็สู้ไหว
I มาจาก Innovation ต้องสร้างความแตกต่างด้วยนวัตกรรม เพราะเอไอเอสคิดได้ คู่แข่งก็คิดได้เช่นกัน ดังนั้นจะชนะได้ต้องสร้างความแตกต่าง
N มาจาก New Ability แม้แต่คนที่เคยเก่งอยู่แล้วก็ยังจำเป็นต้องมีการเพิ่มเติมความรู้ และความสามารถใหม่ๆ เช่น พนักงานในศูนย์บริการ ที่ต้องเรียนรู้เรื่องเกี่ยวกับสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ เพื่อให้มีความสามารถรองรับลูกค้าที่เข้ามารับบริการได้ ไม่ใช่แค่บริการดีอย่างเดียว แต่ต้องอธิบายลูกค้าได้ด้วย
ส่วน “D” คือ ดิจิทัลไลฟ์ สมชัยบอกว่า สินค้าทุกอย่างที่เอไอเอสมีให้บริการลูกค้า “คน” ในองค์กรต้องใช้เองด้วย
สุดท้าย คือ “U” มาจาก Sense of Urgency ความตระหนักในความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องเปลี่ยนแปลง เพราะในวันนี้ โลกของดิจิทัล ถ้าช้า สิ่งที่คิดว่าถูกต้อง อาจล้าสมัยไปแล้ว
แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าการขับเคลื่อนผลักดันการเปลี่ยน
แปลงองค์กรที่แข็งแรงอยู่แล้วจะไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะความเชื่อในกระบวนการต่างๆ ที่เคยทำมาในอดีตแล้วประสบความสำเร็จ ยังดีที่มีปรากฏการณ์ “ยักษ์ล้ม” ในหลายธุรกิจจากเทคโนโลยีดิสรัปชั่นเป็นตัวอย่างให้เห็นจำนวนไม่น้อย
“คน” เอไอเอสจึงเข้าใจว่า หากต้องการรักษาความเป็นที่ 1 ไว้ให้ยืนยาวก็จำเป็นต้องเร่งทรานฟอร์มองค์กรให้ทันโลกในยุค “ปลาเร็วกินปลาช้า”
“สมชัย” ย้ำเสมอว่า “ความสำเร็จในอดีต ไม่ได้
การันตีอนาคต” และว่า เอไอเอสไม่ได้เป็นที่ 1 ได้ในวันนี้เพราะเทคโนโลยี แต่เพราะ “คน” ในองค์กร
ในโลกของดิจิทัลต้องมี 3 อย่าง 1.บิ๊กดาต้า ต้องรู้จักลูกค้า และรู้ความต้องการของลูกค้าเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วมาก ทำให้ “ดาต้า” หรือข้อมูลมีความสำคัญมาก 2.ต้องมีความแตกต่างด้วย “อินโนเวชั่น” และ 3.ต้องมีความรวดเร็ว องค์กรที่จะแพ้ชนะ “วัดกันที่ความรวดเร็วในการทำ”
ถ้าจะอยู่ให้รอดในโลกยุคดิจิทัล ต้องมีข้อมูล มีความคิดสร้างสรรค์ และความเร็ว
“การเปลี่ยนผ่านจากเจนหนึ่งไปอีกเจนหนึ่ง เป็นสิ่งที่ท้าทาย เอไอเอส พนักงาน 12,000 คน มีที่เป็นคนเจนวาย 70% เจนเอ็กซ์ 28% ที่เหลือเป็นเบบี้บูมเมอร์ 2% ขณะที่การแข่งขันทุกวันนี้ทำแบบเดิม คิดแบบเดิมเอาไม่อยู่ ข้อได้เปรียบเรา คือ ประสบการณ์ที่มีความแข็งแรง”
ดังนั้น สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ คือ การมุ่งพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากร และปรับปรุงกระบวนการทำงาน, โครงสร้าง และวัฒนธรรมองค์กรให้มีความคล่องตัว ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ และเอื้อต่อการพัฒนาไปสู่การเป็น “องค์กรนวัตกรรม” ที่เปิดโอกาสให้กับคนรุ่นใหม่
และคำว่า “คนรุ่นใหม่” สำหรับเอไอเอส “สมชัย” ย้ำว่า ไม่ได้จำกัดที่ “อายุ” แต่หมายถึง “คนที่มีความคิดที่จะพัฒนาสิ่งใหม่ๆ”
ความสำเร็จในฐานะผู้นำสำหรับเขา นอกจากเพื่อขับเคลื่อนเปลี่ยนผ่านนำพาองค์กรไปสู่ความยั่งยืนแล้ว ยังหมายรวมถึงการให้ความสำคัญกับความสุขของ “คน” ในองค์กรด้วย
“ผมเชื่อในเรื่องใจ เพราะเป็นคนเก่าที่เกิดมากับเอไอเอส และที่อยู่มาได้นานจนถึงวันนี้เพราะใจ มีความสุข”

