สำหรับคนที่เคยไปสิงคโปร์ อาจชอบเมืองนี้ในหลากหลายรูปแบบ ทั้งๆ ที่ทราบกันอยู่แล้วว่าเมืองนี้เล็กนิดเดียว มีขนาดพื้นที่ไม่กี่ตารางกิโลเมตร
ทั้งยังมีเกาะน้อยใหญ่มากกว่า 60 เกาะ
มีประชากรประมาณ 5-6 ล้านคน
แต่ประสิทธิภาพในแง่ของเศรษฐกิจ การเมืองการปกครอง การศึกษา และการเป็นศูนย์กลางในเรื่องต่างๆ กลับมีความครบครัน
สิงคโปร์อาจเป็นเมืองในฝันของเด็กๆ ทั้งในเรื่องเมืองแห่งเอ็นเตอร์เทนเมนต์ การศึกษา และเมืองแห่งนวัตกรรม ขณะเดียวกัน สิงคโปร์อาจเป็นเมืองในฝันของนักธุรกิจรุ่นใหม่ เพราะเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยศูนย์กลางทางการเงินทุกรูปแบบ
เช่นเดียวกัน สิงคโปร์อาจเป็นเมืองในฝันของสถาปนิก วิศวกร เพราะเป็นเมืองที่ถูกออกแบบตามหลักศาสตร์แห่งฮวงจุ้ย การวางผังเมือง การออกแบบตึกสูง อาคารพาณิชย์ ร้านค้า ห้างสรรพสินค้าต่างๆ เพื่อให้เมืองต่างเต็มไปด้วยศิลปะแห่งการออกแบบในระดับนานาชาติ
โดยมีธรรมชาติเป็นจุดศูนย์กลางของการหุ้มห่อความเจริญเหล่านั้น
ฉะนั้น จึงไม่แปลกที่ใครก็ตามมีโอกาสเดินทางไปยังสิงคโปร์ จะเห็นสีเขียวของธรรมชาติสอดแทรกอยู่ทุกอณู ตั้งแต่สนามบินชางอี ถนนหนทาง รวมไปถึงตึกรามบ้านช่องทั้งแบบสมัยเก่าและสมัยใหม่ เพราะจะมีสีเขียวของต้นไม้ ใบไม้โอบล้อมอาคาร และตึกสูงเหล่านี้อย่างไม่แยกจากกัน
จนมีการขนานนามสิงคโปร์ในวันนี้คือ “กรีน ซิตี้”
สิ่งต่างๆ เหล่านี้ดูเผินๆ เหมือนเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ แต่ลึกลงไปในรายละเอียดใครจะรู้บ้างว่าการพัฒนาเมืองในทุกมิติของสิงคโปร์ต่างมีเรื่องของการบริหารจัดการซ่อนอยู่ทั้งสิ้น
โดยเฉพาะการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์
ทั้งนั้นเพราะผู้นำประเทศ ตั้งแต่สมัย “ลี กวน ยิว” ปกครองประเทศ เขารู้ดีว่าประเทศของเขาไม่สามารถแข่งขันในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติใดๆ กับประเทศอื่นๆ ในอาเซียนได้
ดังนั้น ทางเดียวที่จะยกระดับขีดความสามารถของประเทศให้ก้าวทันกับประเทศอารยะ คือ การพัฒนาทุนมนุษย์ ตรงนี้จึงเป็นแรงขับเคลื่อนหนึ่งเดียวที่ทำให้การพัฒนา “คน” ของสิงคโปร์เดินไปสู่หนทางใหม่
ไม่ว่าจะเป็นการขับเคลื่อน “คน” ผ่านระบบการศึกษา
ไม่ว่าจะเป็นการขับเคลื่อน “คน” ผ่านนวัตกรรม
และไม่ว่าจะเป็นการขับเคลื่อน “คน” ผ่านการบริหารจัดการต่างๆ เพราะรัฐบาลสิงคโปร์สมัยนั้น นำเกณฑ์ของรางวัลคุณภาพแห่งชาติของสหรัฐอเมริกามาประยุกต์ใช้
หรือที่รู้จักกันในชื่อภาษาอังกฤษ คือ The Malcolm Baldrige National Quality Award (MBNQA) รางวัลคุณภาพแห่งชาติที่เป็นต้นแบบให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกต่างนำไปประยุกต์ใช้ เช่น ประเทศญี่ปุ่น, ออสเตรเลีย, เกาหลี, สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ เป็นต้น
ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทยเองก็นำเกณฑ์ของรางวัลแห่งชาติของสหรัฐมาปรับใช้เช่นกัน
เพียงแต่ประเทศไทย ความสนใจในเรื่องดังกล่าวอาจมีแต่ภาคเอกชนเท่านั้น พึ่งจะมีไม่กี่ปีเท่านั้นที่เริ่มจะมีหน่วยงานภาครัฐ อย่างกลุ่มพลังงาน สื่อสาร หรือโรงพยาบาลที่นำองค์กรเข้ามาตรวจประเมิน
จนมีโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ความสนใจในเรื่องนี้อย่างจริงจัง
กระทั่งโรงพยาบาลทั้ง 2 แห่งสามารถคว้ารางวัลการบริหารสู่ความเป็นเลิศ (Thailand Quality Class-TQC) รวมถึงล่าสุดที่ธนาคารออมสินได้รับรางวัล TQC ประจำปี 2560 ด้วย
แต่กระนั้น ยังไม่ได้รับรางวัลคุณภาพแห่งชาติ (Thailand Quality Award-TQA) ซึ่งถือเป็นรางวัลสูงสุดทางด้านการบริหารจัดการองค์กร
แต่สำหรับประเทศสิงคโปร์ตรงข้าม หน่วยงานภาครัฐและเอกชนต่างให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้มาก เพราะรางวัลคุณภาพแห่งชาติจะพูดถึงเกณฑ์ 7 ข้อในการผ่านด่าน อันได้แก่ การนำองค์กร, การวางแผนเชิงกลยุทธ์, การมุ่งเน้นลูกค้า, การวัด การวิเคราะห์ และการจัดการความรู้, การมุ่งเน้นความรู้, การมุ่งเน้นการปฏิบัติการ และผลลัพธ์
ถ้าหน่วยงานไหนได้ 650 คะแนนขึ้นไปจะได้รางวัลคุณภาพแห่งชาติ แต่ถ้าหน่วยงานไหนได้ 350 คะแนนขึ้นไปจะได้รางวัลการบริหารสู่ความเป็นเลิศ
ประเทศสิงคโปร์เรียกว่า Singapore Quality Award-SQA และ Singapore Quality Class-SQC
เพราะฉะนั้น ทิศทางในการขับเคลื่อนประเทศทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ หรือภาคเอกชน รัฐบาลจะให้สำนักงานรางวัลคุณภาพแห่ชาติของสิงคโปร์เป็นผู้ดำเนินการ
ทั้งนายกรัฐมนตรียังให้ความสำคัญด้วยการไปมอบรางวัลนี้ด้วยตัวเอง
ตรงนี้คือสิ่งที่ซ่อนอยู่ในความเจริญของประเทศสิงคโปร์
เช่นเดียวกับเกาหลี และอีกหลายๆ ประเทศที่นำเกณฑ์ของรางวัลคุณภาพแห่งชาติไปประยุกต์ใช้
ฉะนั้น จึงไม่แปลกเลยที่ใครมีโอกาสเดินทางไปสิงคโปร์, เกาหลี, ญี่ปุ่น และอีกหลายๆ ประเทศ มักจะเห็นแนวทางในการพัฒนาประเทศในทุกมิติ
โดยเฉพาะเรื่องทุนมนุษย์
เพราะเขารู้ดีว่าทรัพยากรบุคคลเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะคนจะเป็นผู้ไปสานต่อ ต่อยอด เปลี่ยนแปลง และพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง
แล้วประเทศเราล่ะ ?
ตอนนี้แม้จะดีขึ้นมาก แต่ยังกระจุกอยู่กับหน่วยงานภาคเอกชนที่ให้ความสำคัญ เพราะเขารู้ดีว่าแนวทางของรางวัลคุณภาพแห่งชาติของสหรัฐสามารถนำไปขับเคลื่อนประเทศได้
แข่งขันในระดับนานาชาติได้
ที่สำคัญเขาส่งไม้ต่อกันเป็นทอดๆ
ไม่ว่ารัฐบาลไหนจะเข้ามาบริหารประเทศ เขายังให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้อยู่เสมอ ซึ่งเหมือนกับประเทศสิงคโปร์ มีผู้กล่าวว่า โรงพยาบาลเกือบทุกแห่งในประเทศต่างคว้า SQA หรือ SQC มาแล้วเกือบทั้งสิ้น
สถานีตำรวจ
การประปา
กรมราชทัณฑ์ก็เช่นกัน
เขารู้ดีว่า “คน” สร้างประเทศได้
แล้วประเทศของเราล่ะ…ยังย่ำอยู่กับที่หรือเปล่า
วานตอบที

