วันที่ 21 กุมภาพันธ์ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส มีนัดกับเครือข่ายที่มีความผูกพันกับเอไอเอส โดยชวนไปงาน “Digital Intelligent Nation 2018” ที่จัดขึ้น ณ จีเอ็มเอ็มไลฟ์เฮาส์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 8 ตั้งแต่เวลา 13.30-18.00 น.
ก่อนถึงวันนั้น มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ “นายสมชัย เลิศสุทธิวงศ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเอไอเอส เพื่อนำเสนอให้เห็นมุมมองของเอไอเอสต่อธุรกิจและการอุตสาหกรรมสื่อสารโทรคมนาคมของไทยในปี 2561
งานวันที่ 21 กุมภาพันธ์นี้เป็นอย่างไร?
อยากแสดงภาพของ NB IoT (Narrow Band IoT)โดยเชิญซีอีโอ หรือผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมอื่นๆ เข้ามาพูดว่า IoT หรือ “อินเตอร์เนต ออฟ ติงส์” (Internet of Things) ในอุตสาหกรรมเขานั้นจะได้ประโยชน์อย่างไร เพราะ IoT ที่เข้ามานั้นไม่ได้เข้ามาเฉพาะอุตสาหกรรมโทรคมนาคมอย่างเดียว
เราเป็นผู้ให้บริการเน็ตเวิร์ก แต่คนที่ได้ประโยชน์จะเป็นอุตสาหกรรมอื่น ซึ่งจะมีอุตสาหกรรมค้าปลีก จะมาคุยว่าจะใช้ประโยชน์จาก IoT อย่างไร อุตสาหกรรมทางการแพทย์จะได้ประโยชน์อะไร งานนี้จึงได้ทราบวิสัยทัศน์ของผู้บริหารในอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่จะเข้ามาใช้ประโยชน์จาก IoT อันนี้
แล้วเอไอเอสปีนี้จะมีอะไรบ้าง?
วันนี้ได้พูดคุยกับพนักงานเอไอเอส สรุปได้ว่าเมื่อปีที่ผ่านมาเอไอเอสเติบโต 3-4 เปอร์เซ็นต์ เท่ากับการเติบโตของอุตสาหกรรมฯ และตั้งเป้าว่าในปี ค.ศ.2018 เอไอเอสจะต้องเติบโตอีก 5-6 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นเป้าหมายท้าทาย
ปีนี้เราจะมีคอนเทนต์ใหม่ๆ เข้ามา จากเดิมที่เคยมี HBO มี Netflix อยู่แล้ว มี VIU อยู่แล้ว ปีนี้เราจะได้ เนื้อหาใหม่เข้ามาด้วย
เรามี AIS Fiber ซึ่งสามารถกระจายออกไป 50 จังหวัด ปีนี้จะไม่ประกาศว่าจะไปอีกกี่จังหวัดอย่างไร แต่ถ้าที่ไหนมีความหนาแน่นเราก็จะไปลงทุนทำ Fix Boardband ให้ผู้ใช้บริการ สิ่งสำคัญคือเราเป็นที่หนึ่งใน “โมบาย โอเปอเรเตอร์” แต่ปีนี้เราประกาศจะเป็น FMC คือ Fixed Mobile Convergence ที่จะเอาโทรศัพท์ 3 รูปแบบไปหาลูกค้าให้ได้
เอไอเอสตั้งเป้าหมายว่า พนักงานของเอไอเอสทุกคนต้องปรับตัว จากเดิมที่ทำเรื่องของโมบาย จะต้องมาทำในเรื่อง Fix Boradband และ Content ให้แข็งแรงมากขึ้น เรามีของดีอยู่แล้ว แต่ยังไม่สามารถนำไปใช้ได้เต็มที่ เท่ากับที่เคยใช้กับโมบาย
เหนือสิ่งอื่นใด เราพูดเกี่ยวกับเรื่องทรานส์ฟอร์มคน ผมให้ความสำคัญกับเรื่องคนมาก ผมบอกพนักงานว่าทุกองค์กรหลังจากดิจิทัลเข้ามา ได้ทำลายล้างระบบเดิมๆ หลายองค์กรตัดคนออก ส่วนผมเองได้ให้สัมภาษณ์ไปว่า เรื่องคนเป็นเรื่องสำคัญ เราไม่มีนโยบายจะตัดคนออก แต่ทุกคนที่ยังอยู่จะต้องปรับปรุงตัว ถ้าปรับปรุงตัวได้ก็จะอยู่ในองค์กรได้ แต่ถ้าปรับปรุงตัวไม่ได้ก็มีโปรแกรมที่เรียกว่า “จากกันด้วยดี” แล้วก็จะรับคนใหม่เสริมเข้ามา
เราเชื่อว่าธุรกิจของเราเป็นธุรกิจบริการ แม้จะมี AI เข้ามาช่วย เช่น Call Center ต่อไปจะมี Robotic เข้ามาด้วย แต่ท้ายที่สุด หัวใจในการบริการลูกค้า คนยังมีความสำคัญมากๆ
เราจึงไม่มีนโยบายลดคน เพราะเรากำลังขยายธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น Fix Broadband หรือเรื่องคอนเทนต์
ปีนี้เราตั้งเป้าว่า ภายใน 3 ปี รายได้จาก Corperate Sale จากเดิมมีอยู่ 9 เปอร์เซ็นต์ อยากเพิ่มเป็น 25 เปอร์เซ็นต์ของรายได้รวม
นั่นเป็นอะไรที่ท้าทายมากในการตั้งเป้า
ทั้งนี้เพราะเราเห็นประโยชน์ในส่วนที่เรายังไม่เคยเข้าไปใน Corperate เรายังไม่เคยเข้าไปในอินฟราสตรัคเจอร์ (Infrastructure) ทางไอทีทั้งหลาย เช่น คลาวด์ (Cloud) ดาต้า เซ็นเตอร์ หรือลิงก์ สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นอะไรที่เอไอเอสอยู่ในโหมดของการขยายและรุกเพิ่มเติม
สิ่งที่พนักงานต้องเปลี่ยนคืออะไร?
พนักงานต้องเปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงาน จากเดิมต้องยอมรับว่าเรามีวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแรงมาก เป็นวัฒนธรรมแบบพี่น้อง มีระบบงานแข็งแรง ถูกต้อง ชัดเจน แต่วัฒนธรรมองค์กรนี้เคยดีในอดีตเมื่อ 20 ปีก่อน ปัจจุบันโลกเปลี่ยนเร็ว เทคโนโลยีเปลี่ยนไปเร็ว การที่มีโครงสร้างที่เป็นระบบมากๆ ทำให้การเปลี่ยนแปลงทำได้ช้า การเปลี่ยนแปลงที่ช้า แม้จะทำถูกต้อง แต่ถ้าไม่ทันเวลาก็มีโอกาสแพ้
เราจึงอยากปรับวัฒนธรรมเดิมที่ใหญ่และแข็งแรง ให้เป็นองค์กรที่ใหญ่แต่แคล่วคล่อง
หมายความว่า เอไอเอสจะเป็นลีดเดอร์ แต่ต้องมีความคิดว่าเราสามารถแพ้ได้ตลอดเวลา จึงต้องมี FIND U คือให้ทุกคนไปค้นหาตัวเอง
ช่วยอธิบาย FIND U ให้ฟัง?
เอไอเอสต้องมี F คือ Fighting spirit ให้ได้
เอไอเอสต้องมี I คือ Innovation ต้องสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งขัน
ต้องมี N คือ New Ability เรียนรู้ตลอดเวลา แสวงหาความรู้ใหม่ๆ เพราะเราจะประมาท โดยบอกว่าเก่งแล้วไม่ได้
นอกจากนี้พนักงานเอไอเอสยังต้องมี D คือ Digital ต้องรู้จักใช้ดิจิทัล วันนี้เราได้ประกาศไปแล้วว่าถ้าเป็นพนักงานของเอไอเอสจะลดราคาให้ 50 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้พนักงานได้ไปใช้ดิจิทัล ส่วนตัว U คือ Sense of Urgency คือรวดเร็ว เพราะแม้เราจะเก่งอย่างไรก็แล้ว แต่ถ้าเราทำช้า ก็จะเป็นผู้แพ้ จึงต้องทำให้รวดเร็ว
นี่คือที่มาและความหมายของ FIND U

ตั้งเป้าไว้อย่างนี้แล้วมีความเชื่อมั่นจะไปสู่ความสำเร็จอย่างไร?
ผมเชื่อ 2 ปัจจัย ปัจจัยแรกคือ ขณะนี้เศรษฐกิจเริ่มกำลังกระเตื้องขึ้นมา พอเศรษฐกิจโดยรวมดีขึ้น การจับจ่ายใช้สอยจะดีขึ้น แต่ปัจจัยนี้ยังน้อยกว่าปัจจัยทางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากเดิมเคยคิดว่า เมื่อ Vioce ravenue ตก รายได้จะตก แต่ปีที่แล้วพิสูจน์ว่า เวลาที่ Voice revenue ตก มันมี Data revenue เกิดขึ้นมา และเกิดขึ้นมาสูงกว่ารายได้ของ Vioce ที่ตก รายได้ของ Data สูงขึ้นเพราะมีเรื่องของโลกอินเตอร์เน็ตเข้ามา การเข้ามาดูหนังสตรีมมิ่งบนมือถือ การค้นข้อมูลใน Google การเล่นเฟซบุ๊ก หรือไลน์ ทุกอย่างล้วนเล่นบนอินเตอร์เน็ตทั้งสิ้น
ในปี ค.ศ.2018 ผมว่าจะสูงขึ้น เพราะเทคโนโลยีที่เรียกว่า NB IoT หรือ “อินเตอร์เน็ต ออฟ ติงส์” เป็นอีกขั้นหนึ่งของการเข้าสู่อินเตอร์เน็ต อินเตอร์เน็ตในอดีตหมายถึงการค้นข้อมูล การดูหนังฟังเพลง เป็นเหมือนแค่ท่อหรือทางผ่านไปสู่สิ่งของที่เราอยากได้เท่านั้น แต่ถ้าเป็น IoT จะเป็นอินเตอร์เน็ตที่เข้ามาใกล้ชิดผู้ใช้มากขึ้น
เมื่อ IoT เกิดขึ้นจะเกิดการใช้งานข้อมูลหรือดาต้ามากขึ้น มีคนประมาณการว่า ซิมที่มีอยู่ในปัจจุบันประมาณ 90 ล้านซิม แต่พอเป็น IoT อาจจะเป็น 900 ล้านซิมก็ได้ เพราะคนๆ หนึ่งไม่ได้ใช้มือถือหรือสมาร์ทโฟนแค่เครื่องสองเครื่องแล้ว แต่อาจจะมีซิมที่ติดตัวหรือเชื่อมต่อกับโลกอินเตอร์เน็ตถึงคนละ 7 ซิม
เมื่อการใช้งานก็จะเยอะ การเติบโตก็จะเยอะขึ้นมา
สิ่งเหล่านี้จะเกิดกับ Corperate ก่อน เช่น รถขนส่งสินค้า จะมีการเชื่อมต่อข้อมูลกับศูนย์กลางการควบคุม เรื่องประปาไฟฟ้าเดิมที่เจ้าหน้าที่ต้องเดินจดมิเตอร์อีกหน่อยไม่ต้องแล้ว จะมีซิมไปอยู่ในมิเตอร์ แล้วส่งข้อมูลการใช้ไฟฟ้าการใช้น้ำผ่านทางอินเตอร์เน็ต ส่วนบ้านจะมีอุปกรณ์ เช่น ตู้เย็นภายในบ้านจะมีเซ็นเซอร์ที่จะบอกว่า วันนี้นมหมด ผักหมด ซึ่งก็เป็น IoT ซึ่งจะมีซิมไปอยู่ในอุปกรณ์ต่างๆ
ที่สำคัญคือ จะมีการเชื่อมต่อกับระบบอื่นๆ เช่น ระบบช้อปปิ้งออนไลน์ สามารถสั่งซื้อสิ่งของได้ สิ่งเหล่านี้จะเกิดเป็นอีโคซิสเต็ม หรือการใช้งานแบบใหม่ผ่านโลกดิจิทัลที่เรียกว่า “อินเตอร์เน็ต ออฟ ติงส์”
ทำไมจึงคิดว่า IoT จึงเป็นจุดเปลี่ยนอุตสาหกรรม?
IoT เป็นส่วนเพิ่มของอินเตอร์เน็ต จากเดิมอินเตอร์เน็ตที่อยู่ในคอมพิวเตอร์ อยู่ในเครื่องสมาร์ทโฟน กลายเป็นอินเตอร์เน็ตที่จะอยู่บนอุปกรณ์ต่างๆ ที่ผลิตขึ้น
ผมเชื่อว่าในปี ค.ศ.2018 นี้ ไทยจะเห็นแน่ๆ เพราะเมื่อปีที่แล้วที่เมืองจีนเขาได้ใช้ IoT กับจักรยาน คนสามารถเช่าจักรยานแล้วไปจอดที่ไหนก็สามารถเปลี่ยนมือได้
ในบ้านเรา ผมเชื่อว่ากำลังจะเข้ามา
เหตุผลที่เชื่อเช่นนั้น เพราะเน็ตเวิร์กเราพร้อมแล้ว ปีที่แล้วเอไอเอสเปิด NB IoT ขึ้นมา NB IoT คือเน็ตเวิร์กที่เราเชื่อว่า “เสถียร” และ “ดี” มากที่สุดในโลก เพราะเราใช้ไลเซนส์ไอโอที สามารถทะลุทะลวงไปได้ไกล สามารถใช้งานได้จริง
นอกจากนี้ Device ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นตู้เย็น โทรทัศน์ ทุกชิ้นจะมี IoT เซ็นเซอร์ผ่านเข้ามา ขณะที่ตัวแอพพลิเคชั่นก็จะเกิดการพัฒนา ซึ่งปี ค.ศ.2018 นี้จะเป็นจุดเริ่มต้น และจะเห็นภาพชัดๆ อีกครั้งในปี
ค.ศ.2020 หรืออีก 3 ปีต่อไปนี้ เรื่อง IoT จะเป็นเรื่องสามัญ เหมือนกับการใช้ไลน์ในปัจจุบันนี้

จะเปลี่ยนวิถีชีวิตอย่างไร?
จะเปลี่ยนอย่างมาก ทั้งการใช้ชีวิตส่วนตัวและการทำงาน แต่ผมอยากฝากว่าเทคโนโลยีที่เข้ามาจะทำให้ความเป็นอยู่ของเราดีขึ้น ถ้าเรารู้จักใช้ในทางที่เกิดประโยชน์ เพราะเข้ามาช่วยทำให้ชีวิตเราสะดวกมากขึ้น ทำให้การทำงานของเรามีประสิทธิภาพมากขึ้น ภายใต้ต้นทุนที่ถูกลง จึงขอให้มองเป็นโอกาสมากกว่าเป็นอุปสรรค
เพราะมีคนพูดอยู่มากว่า ดิจิทัลที่เข้ามาจะทำลายของเก่า ซึ่งแน่นอนว่าของเก่ามีต้นทุนสูง แพง แต่ถ้าเรารู้จักปรับตัว เราได้ประโยชน์จากการมีเทคโนโลยีเข้ามา
ไดัประโยชน์จากเทคโนโลยี?
แน่นอนครับ IoT นี้มีความพิเศษ เพราะใช้พลังงานน้อยมาก เช่น เซ็นเซอร์ที่อยู่ในตู้เย็น หรือเซ็นเซอร์ที่อยู่ในมิเตอร์ ไม่ต้องชาร์จไฟ สามารถใช้แบตเตอรี่ได้ 10 ปี สามารถตอบโจทย์ราคาถูกได้ ปกติเราใช้สมาร์ทโฟนทุกวันต้องชาร์จ แต่ IoT รุ่นใหม่ๆ แทบไม่ต้อง แบตเตอรี่อยู่ได้ 10 ปี
ได้เตรียมตัวรับกับสิ่งต่างๆ ที่เรามองอย่างไร?
ตั้งแต่ 3 ปีที่เป็นซีอีโอ เราตั้งใจเปลี่ยนตัวเองจาก “โมบาย โอเปอเรเตอร์” ไปเป็น Digital Life Service Provider สิ่งที่ทำเตรียมตัวไว้ 2 ส่วน ส่วนหนึ่งที่
เตรียม คือ ฮาร์ดแวร์ จากเดิมที่มีแต่ “Network Mobile” วันนี้มี “Network Fixed line” ด้วย เพราะโลกของดาต้า เมื่อเราออกไปนอกบ้านจะใช้ “Network Mobile” แต่เมื่อกลับเข้าบ้านเราใช้ “Network Fixed line” อีกอันหนึ่งคือ content ซึ่งเราได้วางไว้ 5 แพลตฟอร์ม เราจะมีวิดีโอแพลตฟอร์ม เราพูดถึงตัว “โมบายมันนี่” ปีนี้อีก 1 เดือนจะได้เห็น “โมบายมันนี่” ในรูปแบบใหม่ เรามี “พาร์ตเนอร์แพลตฟอร์ม” ช่วยเหลืออุตสาหกรรม เช่น การจัดจำหน่าย เรามีแพลตฟอร์ม อย่างคลาวด์ คือ “คอมพิวติ้งแพลตฟอร์ม” และ “แพลตฟอร์ม IoT” ที่เราวางไว้
อีกส่วนหนึ่งคือเรื่องของซอฟต์แวร์ คือ เรื่องคน เราใช้เวลาเยอะในการเตรียมคนในการเปลี่ยนโลกใหม่ เช่น เรื่อง Find U วันนี้เราเป็นที่หนึ่ง แต่เมื่อโลกเปลี่ยนไปแล้วเราปรับตัวไม่ทัน เราอาจจะเป็นคนแพ้ในตลาด เราต้องพัฒนาคน เรามีโปรแกรมหลากหลาย มีการตั้ง “เอไอเอส อคาเดมี” ขึ้นมาในปีนี้ เพื่อช่วยเทรนนิ่งหรือพัฒนาคนรับมือกับโลกใหม่ให้ได้
ช่วยขยาย 5 แพลตฟอร์มว่าปีนี้เราจะได้เห็นอะไร?
ปีนี้จะต่อเนื่องจากปีที่แล้ว เราจะมีเอไอเอส เพลย์ ที่แข็งแรงมากยิ่งขึ้น เราจะมีคอนเทนต์เกือบทุกหมวดหมู่ เมื่อก่อนเราขาดภาคข่าวสาร เราจะมีเนื้อหาใหม่ที่จะเข้ามา ถือว่าครบวงจร
เราจะมี “โมบาย มันนี่” ซึ่งผมขอเวลาอีก 1 เดือนจะประกาศโมบาย มันนี่ พาร์ตเนอร์ใหม่ รับรองว่าจะเกิดอีโคซิสเต็มที่แข็งแรงมากขึ้น “โมบาย มันนี่” บ้านเราที่ยังไม่โตเหมือนประเทศจีน เพราะอีโคซิสเต็มไม่ครบวงจร เราอยากทำให้ครบ
และที่สำคัญคือการใช้ NB IoT ที่จะทำให้ไอโอทีแพลตฟอร์มเริ่มต้นใช้ได้จริงในประเทศไทย
ปีที่ผ่านมาเริ่มใช้ได้จริงแล้ว?
ใช้งานได้จริงครับ อย่างโมไบค์ (Mobike) ได้ทดสอบที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทำไอโอทีที่จอดรถที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งจะขยายผล หรือภาคการเกษตรก็จะมี ไอโอที เซ็ตคิท ซึ่งจะไปเช็กเรื่องดินเรื่องน้ำ จะขยายไปเรื่อยๆ
ปีนี้เอไอเอสจะลงทุนเท่าไหร่?
ปีนี้ประกาศไปว่าจะลงทุนประมาณ 3.5-3.8 หมื่นล้านบาท จะเห็นได้ว่า 3 ปีที่ผ่านมาเราลงทุน 4 หมื่นล้านบาทต่อปี ปีนี้การลงทุนน้อยลง เพราะอินฟราสตรัคเจอร์ใหญ่ได้วางไปหมดแล้ว

จากใจถึงรัฐ ชงไอเดีย ‘รีเซต’
สิ่งที่รัฐควรทำ คือ สนับสนุนเอกชนให้ได้ใช้ตัวอินฟาสตรัคเจอร์ได้มากขึ้น ไม่ควรลงทุนซ้ำซ้อนกับเอกชน เพราะรัฐจะเสียเงินลงทุน แล้วประสิทธิภาพการให้บริการก็คงสู้เอกชนที่ให้บริการอยู่ไม่ได้ จึงควรจะร่วมมือกันทำ โดยเอาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลไปบวกกับแอพพลิเคชั่นที่แต่ละกระทรวงอยากทำ น่าจะดีกว่า
สำหรับเอกชน วันนี้สิ่งที่ท้าทายในการบริการคือต้นทุน เรามีต้นทุนในการบริการเกี่ยวกับค่าคลื่นความถี่สูงมากเกินไป ในการประมูลคลื่นความดี เอไอเอสมีมากที่สุดคือเกือบ 55 เมกกะเฮิร์ต ในการให้บริการให้สมบูรณ์ได้ คลื่นความถี่ยังมีความจำเป็น
สิงเทล ซึ่งมีลูกค้าน้อยกว่าเอไอเอสเยอะ ยังมีคลื่นความถี่ในมือมากกว่าเอไอเอสถึง 2 เท่า ซึ่งการได้คลื่นความถี่ใหม่มาบริการประชาชนยังจำเป็น แต่ถ้าคลื่นความถี่แพง ซึ่งเกิดจากการประมูลหรืออะไรต่าง ๆในอดีต แล้วยังจะแพงต่อไปตลอด มันจะทำให้อุตสาหกรรมเดินลำบาก
ผมเคยเสนอว่าควรจะ “รีเซต”
ในส่วนที่ประมูลแล้ว ผมเข้าใจว่าโอกาสที่จะลดไม่มี เราก็ไม่ได้ขอลด แต่ขอผ่อนผัน เช่น เราต้องจ่าย 60,000 ล้านบาทในปี ค.ศ.2020 แทนที่ต้องจ่ายเงินก้อน 60,000 ล้านบาท เราขอผ่อนจ่ายเป็น 7 งวด งวดละ 8000 ล้านบาท โดยไม่เสียดอกเบี้ยก็ช่วยเราได้มากพอสมควร
ส่วนการเปิดประมูลใหม่ ต้องกลับไปดูว่ามูลค่าของคลื่นที่เหมาะสมจริง ๆ ควรเป็นเท่าไหร่
ผมเคยยกตัวอย่างและมีข้อมูลชัดมากว่า ตอนเราประมูลครั้งก่อน เอไอเอสกับทรูให้รัฐไป 1.5 แสนล้านบาท ทุกคนดีใจว่าประเทศได้ 1.5 แสนล้านบาท แต่ทุกคนไม่ได้ดูในภาพรวม คือ ตลาดหลักทรัพย์ที่จะบ่งบอกเรื่องความเชื่อถือในการทำธุรกิจของบ้านเรา ในวันนั้นหลังการประมูล มูลค่าตลาดของโทรคมนาคมทั้งหมดหายไป 7 แสนล้านบาท
นั่นคือรัฐได้ไป 1.5 แสนล้านบาท แต่เงินหายไปจากประเทศถึง 7 แสนล้านบาท เพราะนักลงทุนจากต่างประเทศเห็นว่า อุตสาหกรรมนี้ไม่สมเหตุสมผลก็ถอนเงินลงทุนไป
ที่สำคัญคือว่า มีประชาชนถือหุ้นบริษัทโทรคมนาคมเยอะ มูลค่าเงินในกระเป๋าของประชาชนคนไทยก็หายไปด้วย
นี่คือสิ่งที่สะท้อนว่า 1.5 แสนล้านบาทไม่ได้คุ้มเลย ถ้าทำให้เศรษฐกิจโดยรวมแย่ลง


