สิงคโปร์เป็นประเทศประชาธิปไตย แต่คนสิงคโปเรียนซื้อบ้านได้ 2 ครั้ง
จิงไม่จิงให้ถาม “พี่เล็ก” ไกด์รุ่นใหญ่เอาเองนะคะ วันนี้ยังชวนคุยเกี่ยวกับการกินการอยู่ในประเทศสิงคโปร์
ด้วยความที่เป็นประเทศขนาดกระทัดรัด ประชากรมี 5 ล้านกว่าคนเท่านั้น แถมเป็นประเทศพัฒนาแล้วอีกต่างหาก ก็เลยค่อนข้างเนี้ยบในเรื่องกฎระเบียบต่างๆ นานา
ในเรื่องการซื้อบ้าน (ซึ่งจริงๆ แล้วก็คือคอนโดมิเนียมนั่นเอง เพราะที่ดินมีจำกัด การอยู่อาศัยจึงเน้นเป็นโครงการแนวสูง) กรณีเป็นโครงการของรัฐบาลเขาคำนึงถึงรายได้ผู้ซื้อด้วย
จะเรียกว่าให้แฮนดี้แคปหรือให้แต้มต่อก็ว่าได้ เช่น ราคาบ้าน 5 แสนเหรียญเท่ากัน ถ้าหากผู้ซื้อมีรายได้ไม่มากนัก อาจเป็นคนเรียนจบใหม่เพิ่งทำงาน รัฐบาลจะมีส่วนลดให้มากหน่อย
ในทางกลับกัน ถ้าผู้ซื้อมีรายได้เยอะ ส่วนลดราคาบ้านก็จะน้อยลง โห…มียังงี้ดั๊วะ
ถัดมา เรื่องไซซ์บ้าน รัฐบาลสิงคโปร์ส่งเสริมสถาบันครอบครัวเพราะตอนนี้กำลังเป็นปัญหาระดับชาติเหมือนกับหลายๆ ประเทศในแถบเอเชีย และอาจเป็นปัญหาระดับโลกในเรื่องสังคมผู้สูงวัย มีอัตราการเกิดต่ำ ทำให้เกิดความไม่สมดุลของจำนวนประชากรที่ควรมีหลายช่วงวัย
ว่ากันว่า อัตราการเกิดของทารกน้อยสิงคโปร์ปัจจุบันต่ำกว่า 1 เสียอีก
ในขณะที่ราคาบ้านค่อนข้างแพงเพราะค่าครองชีพทุกอย่างแพงหมด ถึงแม้เรียนจบมาแล้ว-ทำงานแล้วแต่ยังไม่มีปัญญาซื้อบ้านได้เอง เดินไปบอกรัฐบาล ทั่นก็ใจดีให้โอกาสซื้อบ้านได้ แต่เป็นไซซ์ย่อมๆ เต็มที่ก็ 70 ตารางเมตร

ถ้าอยากอยู่บ้านหลังใหญ่กว่านั้น มีออปชั่นเดียวคือต้องแต่งงาน ผู้ใดก็ตามที่แต่งงานมีทะเบียนสมรสไปยืนยันนั่งยัน คุณได้รับสิทธิซื้อบ้านหลังใหญ่ทันที
เอาล่ะ บ่มได้ที่แระ คำว่าซื้อบ้านได้ 2 ครั้งคืออะไร
ฟังบรรยายจากไกด์พี่เล็กตอนง่วงๆ นิดๆ จับใจความได้ว่ารัฐบาลออกกฎให้ซื้อบ้านได้คนละ 2 ครั้ง ตามปกติซื้อแล้วไม่ค่อยขายมั้ง แต่ถ้าขายซึ่งแน่นอนว่าคงอยู่จนหนำใจแล้ว อาจจะ 20-30 ปี ราคาบ้านซื้อครั้งแรกกับตอนจะขายย่อมต้องทวีมูลค่าขึ้นมา
เช่น ซื้อ 5 แสนดอลลาร์สิงคโปร์ (คูณเงินไทย 24-25 บาท) ตอนอยากขายราคาพุ่งเป็น 1.5 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ เท่ากับมีส่วนต่างตอนซื้อมากับตอนจะขายออก 1 ล้านดอลลาร์
รัฐบาลสิงคโปร์ขอฟัน เอ้ย ขอเก็บค่าธรรมเนียม “ส่วนต่าง” ราคาบ้านในรูปภาษีหรือค่าธรรมเนียมอะไรนี่แหละ สัดส่วน 20%
อธิบายตัวเลขอีกทีนะคะ ซื้อมา 5 แสนดอลลาร์ ขายไป 1.5 ล้านดอลลาร์ เท่ากับมีกำไรหรือมีส่วนต่าง 1 ล้านดอลลาร์ รัฐบาลขอเอี่ยว 20% เท่ากับต้องจ่ายให้รัฐ 2 แสนดอลลาร์ โอเค้

โอวว์ บ้านแพงซะขนาดนั้น เช่าได้ไหม
คำตอบคือมีตลาดเช่ารองรับแน่นอน และเป็นเรื่องปกติ ตึกบางตึกเห็นสูงๆ ต่ำๆ เขาสร้างมาให้เช่าทั้งตึกก็มี
อัตราตลาดเช่า ห้องชุดแบบสตูดิโอ (ห้องเปล่า ไม่มีการกั้นห้องนอน) ไปจนถึงแบบ 1-2 ห้องนอน ค่าเช่าเดือนละ 50-80 ดอลลาร์ (เอ๊ะ ทำไมถูกจังอ่ะ)
เรื่องใหญ่ๆ ของประเทศนี้น่าจะอยู่ที่ “น้ำ” เพราะต้องนำเข้า โดยสัดส่วนการใช้ 50% นำเข้าจากมาเลเซีย ประเด็นอยู่ที่สัญญาซื้อน้ำจากมาเลย์จะสิ้นสุดลงในปี 2061 หรืออีก 43 ปีข้างหน้า
นี่คือภารกิจที่คนรุ่นปัจจุบันต้องบริหารจัดการเพื่อคนรุ่นต่อไป ปัจจุบันเขามีการทำอ่างเก็บน้ำ 17 อ่างทั่วประเทศ มีการผลิตน้ำจืดจากน้ำเค็ม แต่เนื่องจากเทคโนโลยีแพงมาก เห็นบอกว่ารุ่นเดียวกันมีอยู่ 5 เครื่องในประเทศแถบตะวันออกกลาง เป็นเขตหวงห้ามไม่ได้เปิดให้เข้าชม
ที่เห็นว่าน่ารักและน่าสนใจคือเขามี New Water น้ำนิววอเตอร์เอามาจากไหน ที่แท้ก็คือการนำน้ำใช้แล้วมาบำบัดเพื่อใช้ใหม่ วิธีการนำน้ำที่ผ่านการใช้แล้วจากทุกห้องในบ้านพักอาศัย (งานนี้ไม่รวมน้ำอุตสาหกรรม) นำมารีไซเคิลใช้ใหม่
โรงงานนิววอเตอร์เป็นแหล่งสาธิตหลักของประเทศ ต้องจองคิวและมีวิทยากรพาเดินชมกระบวนการผลิต เด็กนักเรียนสิงคโปร์ทุกคนเป็นไฟต์บังคับต้องมาดูเพื่อสร้างจิตสำนึกให้ตระหนักว่าน้ำจืดเป็นทรัพยากรมีค่า หายาก แพง ใช้เท่าที่จำเป็น
ถึงแม้น้ำจะน้อยแต่ก็มีหัวใจสีเขียว ธีมการดีไซน์บ้านเมืองคือ City in the Garden พยายามปลูกต้นไม้ให้เยอะเข้าไว้ เพราะฉะนั้นคนต่างชาติไปเด็ดต้นไม้-ดอกไม้ซี้ซั้วเจอค่าปรับ 100 ดอลลาร์/1 ใบ (โห 2,500 บาท แพงอ่ะ)
เรื่องขำๆ มีอยู่ว่าถ้าหากขับรถชนต้นไม้ล่ะ รัฐบาลถึงกับปาดปากกันเลยทีเดียวเพราะค่าปรับเขามีหลักเกณฑ์ตายตัว ดูตามอายุต้นไม้ ยิ่งไม้แก่ยิ่งปรับแพง
ก็เลยเดากันว่าถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาจิงจิงให้เลือกชนอะไรก็ได้ ยกเว้นอย่าชนต้นไม้ (ฮา)

