โลกคู่ขนานออนไลน์-ออฟไลน์ : คอลัมน์ นอกลู่ในทาง

17.02.18 | 16:14 น.

คนไทยใช้เวลาในโลกออนไลน์เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยมีโทรศัพท์มือถือเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง

ข้อมูลล่าสุดสดๆ ร้อนๆ ในเดือน ม.ค.2561 นี้เอง “วีอาร์โซเชียล และฮูทสวีต” เปิดเผยว่า ประเทศไทยติดอันดับหนึ่งของประเทศที่มีการใช้เวลาเฉลี่ยบนอินเตอร์เน็ตต่อวันสูงที่สุดในโลก

ไม่รู้ว่าเป็นสิ่งที่เราควรภูมิใจหรือเปล่า แต่ที่ว่าสูงที่สุดในโลกนั้นมากถึง 9 ชั่วโมง 38 นาทีต่อวัน

ถ้าวันหนึ่งมี 24 ชม. มากกว่า 1 ใน 4 ของเวลาที่คนเรา

มีเท่าๆ กันนั้นจะหมดไปกับการท่องโลกออนไลน์ หากหักเวลาพักผ่อนนอนหลับออกไปด้วย เท่ากับว่า เราจะใช้เวลาไปกับอินเตอร์เน็ตมากถึงเกือบครึ่งหนึ่งของเวลาตื่นเลยทีเดียว

Advertisement

ในแต่ละวันเราจึงเข้าๆ ออกๆ โลกออนไลน์นับครั้งไม่ถ้วน

จากการสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้อินเตอร์เน็ตในปี 2560 ของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ สพธอ. พบว่า กิจกรรมที่นิยมทำเมื่อใช้อินเตอร์เน็ตมากที่สุด 5 อันดับแรกของคนไทย ได้แก่ การใช้โซเชียลมีเดีย (86.9%) การค้นหาข้อมูล (86.5%) การรับส่งอีเมล์ (70.5%) การดูทีวีและฟังเพลงออนไลน์ (60.7%) และการซื้อสินค้าออนไลน์ (50.8%)

สำหรับโซเชียลมีเดียที่คนไทยนิยมใช้งานมากที่สุด ได้แก่ YouTube (97.1%), Facebook (96.6%), Line (95.8%), Instagram (56%), Pantip (54.7%), Twitter (27.6%) และ WhatsApp (12.1%)

ใช่หรือไม่ว่า สิ่งที่บรรดาแพลตฟอร์มออนไลน์ ผู้ผลิตคอนเทนต์ และแอพพลิเคชั่นต่างๆ ต้องชิงดีชิงเด่นแย่งชิงกันนั้น แท้ที่จริงแล้วไม่ใช่อะไร แต่คือ “เวลา” ของผู้บริโภคทั้ง 9 ชม. 38 นาทีนั่นเอง

วันนี้ถ้าจะทำแอพพลิเคชั่นใหม่ๆ ขึ้นมาสักอัน แม้ว่าจะยังมีโอกาสทางการตลาดหลงเหลืออยู่บ้าง แต่การชิงฐานผู้ใช้งานคงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แถมคู่แข่งที่มีอยู่แล้วตอนนี้ ยังไม่ใช่ระดับเล็กๆ หรือแค่อยู่ในประเทศเราเท่านั้น เพราะจากข้อมูลข้างต้นค่อนข้างชัดเจนว่าเวลาส่วนใหญ่ของคนในวันนี้ โดนแอพพลิเคชั่นหลักๆ อย่างเฟซบุ๊ก, ไลน์, ยูทูบ, อินสตาแกรม และกูเกิล ครอบครองไปเกือบหมดแล้ว

เมื่อผู้บริโภคในปัจจุบันนิยมเสพสื่อผ่านช่องทางออนไลน์ บรรดาผู้ผลิตคอนเทนต์ต่างๆ จึงต้องปรับตัวเพื่อหาทางเข้าถึงกลุ่มคนดูคนฟัง จะด้วยการสร้างแพลตฟอร์มขึ้นเอง หรือร่วมมือกับเจ้าของแพลตฟอร์มก็แล้วแต่ แต่ไม่ทำไม่ได้แน่

ความร่วมมือระหว่างแอพพลิเคชั่น “ไลน์” กับค่ายฟรีทีวีอย่างช่องวัน และกลุ่มบีอีซีเวิลด์ ซึ่งมี 3 ช่องในมือ ได้แก่ ช่อง 33 เอชดี ช่อง 28 เอสดี และช่อง 13 แฟมิลี่ เป็นตัวอย่างของการปรับตัวที่ชัดเจนมาก

อริยะ พนมยงค์ กรรมการผู้จัดการ LINE ประเทศไทย กล่าวว่า ผู้ชมรายการในปัจุจบัน ไม่ได้แยกว่าจะดูคอนเทนต์ผ่านช่องทางออนไลน์ หรือออฟไลน์ ดังนั้นผู้ผลิตคอนเทนต์และช่องทีวีจึงต้องไม่แยกกลุ่มผู้ชมด้วยเช่นกัน แต่ต้อง

ครอสแพลตฟอร์ม ระหว่างทีวี และออนไลน์เข้าด้วยกัน เพื่อเข้าถึงคนดูให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ปัจจุบัน ฐานลูกค้าที่ใช้แอพพลิเคชั่น “ไลน์” มีมากกว่า 41 ล้านบัญชี แต่มียอดดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น “ไลน์ทีวี” คิดเป็นครึ่งหนึ่ง หรือกว่า 20 ล้านครั้ง

กลุ่มเป้าหมายหลักของ “ไลน์ทีวี” เป็นกลุ่มเจนวาย (อายุ 15-35 ปี) มีสัดส่วนมากถึง 60-70%

“อริยะ” ย้ำว่า คนดูทีวีไม่ได้หายไป แต่ไม่ได้แยกว่าดูออนไลน์หรือออฟไลน์ ดังนั้นคนดูออนไลน์และออฟไลน์จึงจะเป็นคนเดียวกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่เจ้าของช่องทีวีและแพลตฟอร์มต้องทำความเข้าใจพฤติกรรมที่เกิดขึ้นเพื่อให้สามารถตอบโจทย์คนดูให้ได้

ปัจจุบัน “ไลน์ทีวี” มีพันธมิตรมากกว่า 160 ราย มีทั้งช่องทีวี, โปรดักชั่นเฮาส์ และผู้ผลิตคอนเทนต์ต่างๆ ทำให้มีคอนเทนต์ครอบคลุมทั้งละคร เพลง และวาไรตี้

และจากผลสำรวจของบริษัทวิจัย นีลเส็น ประเทศไทย ในปีที่ผ่านมาพบว่ามีคนดูรายการย้อนหลัง (รีรัน) ผ่าน “ไลน์ทีวี” เป็นอันดับ 1 โดยมีชั่วโมงการดูรายการผ่านไลน์ทีวีมากถึง 176 นาที/วัน คิดเป็น 2 ใน 3 ของการดูรายการผ่านทางช่องทีวีปกติ ซึ่งคนส่วนใหญ่มากถึง 50% ดูละคร รองลงมาเป็นรายการวาไรตี้ และมิวสิกวิดีโอ

ถกลเกียรติ วีรวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เดอะวัน เอ็นเตอร์ไพร์ส จำกัด ผู้บริหารช่องวัน 31 ยอมรับว่า พฤติกรรมคนดูทีวีในปัจจุบันเปลี่ยนไปเสพสื่อออนไลน์เพิ่มมากขึ้น ทำให้ทุกช่องพยายามปรับตัวด้วยการเพิ่มช่องทางการรับชมให้มีความหลากหลายขึ้น และปีนี้ค่อนข้างชัดเจนขึ้นมากว่า พฤติกรรมผู้บริโภคไม่แยกว่ารับสื่อผ่านช่องทางออนไลน์หรือออฟไลน์

นั่นทำให้ช่องทีวีและคอนเทนต์โพรไวเดอร์ทำงานง่ายขึ้น และเข้าถึงผู้ชมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย

“การทำออนไลน์ต้องมีการลองผิดลองถูก ซึ่งที่ผ่านมาเราได้ทดลองทำอะไรใหม่ๆ ตลอด สิ่งที่พบคือสื่อออนไลน์ไม่ได้แย่งคนดูจากทีวี แต่สนับสนุนซึ่งกันและกัน เพราะช่องทางออนไลน์มีคอนเทนต์จำนวนมาก ซึ่งผู้ชมไม่รู้ว่าจะเลือกดูอะไร”

“ถกลเกียรติ” เชื่อว่า ถ้ามีทีวีมาบอกว่า ตอนนี้คนส่วนใหญ่ดูอะไรกันก็จะผลักให้คนไปดูในออนไลน์ด้วย โดยคนรับสื่อออนไลน์จะไดรฟ์คนดูในช่องทางเดียวกัน เช่นกันกับคนดูทีวีที่จะไดรฟ์คนดูทีวีด้วยกันให้มาดูรีรันบนออนไลน์

ประชุม มาลีนนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงความร่วมมือกับไลน์ทีวีว่า ในเบื้องต้นจะเป็นการนำละคร 7 เรื่อง และรายการวาไรตี้ 7 รายการ เช่น ผู้หญิงถึงผู้หญิง, เพลงประกอบละครไปออกอากาศผ่านไลน์ทีวี ก่อนที่จะพิจารณานำละครและรายการอื่นๆ ไปออกอากาศเพิ่มเติม รวมถึงการมีความร่วมมือในการขายโฆษณาในรูปแบบแพคเกจร่วมกัน โดยแบรนด์สินค้าหรือเอเยนซี่จะสามารถซื้อแพคเกจลงโฆษณาได้ทั้งช่องทีวีและช่องทางออนไลน์

ปัจจุบันกลุ่มช่อง 3 มีช่องทางออนไลน์ 4 ช่องทาง ได้แก่ เว็บไซต์ CH3Thailand, เว็บไซต์ MELLO, ยูทูบ และไลน์ทีวี ดังนั้นความร่วมมือกับไลน์ทีวีในครั้งนี้จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นในการขยายผู้ชมทางช่องทางออนไลน์ โดย “คอนเทนต์” ที่นำไปออกอากาศทาง “ไลน์ทีวี” จะเป็นคอนเทนต์ที่มีอยู่แล้ว

ก่อน โดยดูทางไลน์ทีวีได้หลังออกอากาศทางทีวีไปแล้ว 48 ชม.

เมื่อเส้นแบ่งระหว่างคนดูคอนเทนต์บนออนไลน์และฟรีทีวีปกติเริ่มหายไป การดึงข้อดีของช่องทางออนไลน์ที่สามารถเข้าถึงผู้ชมได้ทุกที่ ทุกเวลา และเลือกดูได้ตามความสะดวก จึงน่าจะสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับธุรกิจทีวีได้บ้างไม่มากก็น้อย ขึ้นอยู่กับว่าใครจะปรับตัวได้ทันโลกยุคดิจิทัลได้เร็วกว่ากัน