หน้าแรก ประชาชื่น ชวนเดินสายเยื...

ชวนเดินสายเยือน-คารวะ “ศาลเจ้า-ศาลจีน” ในบางกอก กับ ‘มติชนอคาเดมี’

17.02.18 | 21:40 น.
ศาลเจ้าเล่าปูนเถ้ากง

ประวัติศาสตร์การอพยพของชาวจีนในดินแดนไทยมีมาอย่างยาวนาน ปรากฏหลักฐานอย่างช้าสุดในสมัยสุโขทัย แต่ในส่วนของบางกอกหรือกรุงเทพฯนั้น สันนิษฐานว่าน่าจะมีชาวจีนเข้ามาตั้งหลักปักฐานตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 22 หรือในสมัยอยุธยาตอนกลาง โดยชาวจีนที่อพยพมาสามารถแบ่งได้ทั้งหมด 5 กลุ่มภาษา คือ แต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน ไหหลำ แคะ และกวางตุ้ง สิ่งที่ตามมาหลังจากการตั้งชุมชนของชาวจีนในดินแดนใหม่ คือ การสร้างศาลเจ้า เพื่อประดิษฐานเทพเจ้าที่ตนเองเคารพ ทั้งนี้ ศาลเจ้าไม่ได้เป็นเพียงแหล่งรวมศรัทธาของชาวจีนในชุมชนเท่านั้น แต่ยังเป็นหลักฐานบันทึกประวัติศาสตร์ของชุมชน และยังเป็นตัวแทนที่แสดงเอกลักษณ์ของกลุ่มภาษาตนเองอีกด้วย

ศาลเจ้าเล่าปูนเถ้ากง

สร้างขึ้นโดยชาวจีนแต้จิ๋ว โดยจารึกที่เก่าที่สุดในศาลเจ้าปรากฏอยู่บนระฆังที่ตั้งอยู่ทางด้านซ้าย ซึ่งระบุปีเจี่ยเซินแห่งรัชสมัยพระเจ้าเต้ากวง ซึ่งสามารถเทียบได้กับปี พ.ศ.2367 หรือในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ดังนั้น จึงพอกำหนดอายุศาลเจ้าแห่งนี้ไว้คร่าวๆ ว่าอยู่ในช่วงรัชกาลที่ ภ อย่างไรก็ดี ศาลเจ้าที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันมิใช่ศาลเจ้าหลังแรกสร้าง โดยจากแผนที่ไฟไหม้ตำบลสำเพ็งวันที่ 4 เมษายน ปี พ.ศ.2449 แสดงให้เห็นว่าแต่เดิมศาลเจ้าตั้งอยู่บริเวณด้านหลังของศาลปัจจุบัน โดยศาลปัจจุบันเป็นศาลที่สร้างขึ้นใหม่ในปี พ.ศ.2460

ภายในศาลเจ้าประดิษฐาน เทพเจ้าตั่วเหล่าเอี้ย (สวนเทียนซ่างตี้ หรือเฮี่ยงเทียนเสี่ยงตี่) เป็นเทพเจ้าประจำทิศเหนือตามความเชื่อของจีน คนไทยรู้จักกันในนาม เจ้าพ่อเสือ ด้วย น่าสังเกตว่าชาวจีนแต้จิ๋วให้ความเคารพอย่างมาก เห็นจากศาลเจ้าที่บูชาเทพตั่วเหล่าเอี้ยเป็นเทพประธานมักสร้างโดยชาวจีนแต้จิ๋ว อย่างไรก็ตาม เทพเจ้าองค์ดังกล่าวมิใช่เทพเจ้าองค์ประธานเดิม เป็นได้ว่า เมื่อก่อนประดิษฐานเทพเจ้าเปิ่นโถวกงหรือปูนเถ้ากงเป็นประธาน จึงเป็นที่มาของชื่อศาลเจ้าแห่งนี้ ทั้งนี้ เทพเจ้าเปิ่นโถวกงเป็นเทพเจ้าที่ได้รับความนิยมในกลุ่มชาวจีนแต้จิ๋วเช่นกัน

ในส่วนรูปแบบที่แสดงถึงความสัมพันธ์กับสถาปัตยกรรมแต้จิ๋ว สังเกตได้จากลักษณะหลายประการ เช่น การซ้อนชั้นหน้าบันที่นิยมจัดวางให้หน้าบันทรงสามเหลี่ยมหน้าจั่วอยู่ด้านบนแต่หน้าบันทรงอื่นอยู่ด้านล่าง และการประดับสถาปัตยกรรมโดยใช้กระเบื้องตัดเป็นชิ้นที่เรียกว่าเชี่ยนฉือ รวมไปถึงการทำกำแพงมังกรและกำแพงเสือภายในศาลเจ้า เพื่อหมายถึงสัตว์ประจำทิศตะวันออก และตะวันตกตามลำดับ

เทพประธานในศาลเจ้า

ศาลเจ้าเซี้ยอึ้งกง

ศาลเจ้าแห่งนี้สร้างโดย เจ้าสัวติก ซึ่งได้ขอพระราชทานที่ดินจากรัชกาลที่ 5 เพื่อสร้างอาคารตึกแถวภายในตรอกแตง และแบ่งที่ดินส่วนหนึ่งสร้างเป็นศาลเจ้าขนาดเล็ก เพื่อประดิษฐานเทพเจ้าหลักเมืองหรือเซี้ยอึ้งกงที่อัญเชิญมาจากเมืองจีน อย่างไรก็ตาม ภายในศาลเจ้ามีการเก็บระฆังโบราณซึ่งมีศักราชระบุว่า ปีที่ 22 แห่งรัชสมัยพระเจ้าเต้ากวง อันเทียบได้กับปี พ.ศ.2385 หรือในสมัยรัชกาลที่ 3 หากระฆังนี้เป็นของศาลเจ้ามาแต่ดั้งเดิม นั่นหมายถึงว่า ศาลเจ้าเซี้ยอึ้งกงอาจมีมาตั้งแต่รัชกาลที่ 3 แล้ว แต่มีการขยับย้ายศาลเจ้าในสมัยรัชกาลที่ 5 ทั้งนี้

Advertisement

ศาลเจ้าที่เห็นในปัจจุบันก็มิใช่ศาลเจ้าดั้งเดิมในสมัยรัชกาลที่ 5 แล้ว โดยมีการรื้อศาลเจ้าหลังเก่าเมื่อหลายสิบปีก่อนเนื่องจากสภาพทรุดโทรม

สำหรับ เทพเจ้าเซี้ยอึ้งกง ซึ่งเป็นประธานของศาลเจ้าแห่งนี้ เทพดังกล่าวคือเทพหลักเมืองตามความเชื่อของคนจีน ในเมืองจีนจะมีการตั้งศาลเจ้าหลักเมืองขึ้นบริเวณข้างกำแพงเมืองหรือคูเมือง บริเวณที่เป็นทางเข้า-ออกเมือง ทุกคนจะต้องผ่านศาลนี้เพื่อเป็นการขออนุญาต นอกจากนี้ ยังมีความเชื่อว่าเทพเจ้าหลักเมืองมีหน้าที่ควบคุมการเข้าออกของดวงวิญญาณ หากมีผู้เสียชีวิตจะต้องมาไหว้เพื่อแจ้งบอกกล่าวองค์เทพหลักเมืองให้ทราบก่อนทุกครั้งก่อนที่จะมีการเคลื่อนย้ายนำศพไปฝัง สำหรับที่ศาลเจ้าเซี้ยอึ้งกงแห่งนี้มีคติความเชื่อเช่นเดียวกัน

ประติมากรรมในศาลเจ้ามักมีรูปมังกร

ศาลเจ้าโจวซือก๋ง

ศาลโจวซือก๋ง สร้างโดยชาวจีนฮกเกี้ยน ทั้งนี้ แผ่นป้ายภาษาจีนที่เก่าที่สุดมีระบุศักราชว่า ปีเจี่ยจือแห่งรัชสมัยพระเจ้าเจียชิ่ง ซึ่งเทียบได้กับปี พ.ศ.2347 หรือในสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
ดังนั้น จึงเป็นได้ว่าศาลเจ้าแห่งนี้สร้างขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว

นอกจากนี้ ศาลจ้าโจวซือก๋งถือเป็นศาลเจ้าสำคัญแห่งนี้ในกลุ่มคนจีนฮกเกี้ยนในกรุงเทพฯ ดังปรากฏในหลักฐานเอกสารไทย เช่น นิราศชมตลาดสำเพ็ง ซึ่งแต่งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 รวมถึงเอกสารราชการในสมัยรัชกาลที่ 5 ทั้งนี้ เอกสารทั้งหมดระบุชัดเจนว่าศาลเจ้าแห่งนี้คือ ศาลเจ้าฮกเกี้ยน

เทพเจ้าประธานของศาลเจ้าแห่งนี้คือ ท่านจู่ซือกง หรือโจวซือก๋ง ซึ่งมีประวัติเล่าว่าท่านเป็นพระสงฆ์ในสมัยราชวงศ์ซ่ง และช่วยเหลือชาวบ้านทางตอนใต้ของมณฑลฝูเจี้ยน (ฮกเกี้ยน) ดังนั้น เมื่อมรณภาพลง ท่านจึงได้รับการยกย่องจากชาวจีนฮกเกี้ยนให้เป็นเทพเจ้า กล่าวได้ว่า การนับถือเทพเจ้าจู่ซือกงเป็นลักษณะเด่นของชาวจีนฮกเกี้ยน

สำหรับงานศิลปกรรมภายในศาลเจ้าโจวซือก๋งนั้น การเจาะช่องหน้าต่างขนาบประตูทางเข้าโดยหน้าต่างทรงกลมกรุด้วยแผงฉลุลาย ด้านบนสุดของผนังด้านหน้าของอาคารทางเข้าปรากฏเครื่องไม้ที่สอดขัดกันอย่างหลวมๆ

หลังคาทำซ้อนกันสองชั้นโดยทั้งชั้นบนและชั้นล่างมีหน้าบันทรงสามเหลี่ยมหน้าจั่วทั้งคู่ และประติมากรรมประดับสันหลังคาประกอบด้วยกระเบื้องเคลือบที่ตัดเป็นชิ้นๆ งานที่กล่าวมาข้างต้นคือเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมของชาวจีนฮกเกี้ยน

ระฑังที่ตั้งอยู่ทางด้านซ้ายศาลเจ้าเล่าปูนเถ้ากง ระบุปีเจี่ยเซินแห่งรัชสมัยพระเจ้าเต้ากวง

ศาลเจ้าโรงเกือก

ศาลเจ้าโรงเกือกที่ตลาดน้อยในเขตสัมพันธวงศ์ได้เก็บรักษาจารึกศิลาซึ่งจัดทำขึ้นในปี พ.ศ.2432 โดยบันทึกไว้ว่า ในปี พ.ศ.2431 ชาวจีนแคะได้ร่วมใจกันซื้อที่เพื่อขยายศาลเจ้าของเทพเจ้าฮั่นหวังกง ทั้งนี้ ในต้นจารึกมีเนื้อหาตอนหนึ่งว่า ขี้เถ้าธูปของพระองค์มายังสยามเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว หากเป็นเช่นนั้นศาลเจ้าแห่งนี้อาจสร้างขึ้นราวต้นพุทธศตวรรษที่ 24 ซึ่งอยู่ในช่วงรัชกาลที่ 1 และทำให้สันนิษฐานต่อไปได้ว่า คงมีชุมชนชาวจีนอยู่แถบนี้ตั้งแต่ช่วงเวลาดังกล่าว

สำหรับนามของศาลเจ้า นามภาษาจีนของศาลเจ้าแห่งนี้คือ ฮั่นหวังกง (ภาษาจีนกลาง) หรือ ฮ้อนหว่องกุง (ภาษาจีนแคะ) คำว่า ฮั่นหวัง หรือฮ้อนหว่อง คือจักรพรรดิราชวงศ์ฮั่นซึ่งเป็นเทพเจ้าประธานของศาลเจ้าแห่งนี้ ส่วนคำว่ากง หรือกุง คือตำหนัก หรือที่ประทับ ดังนั้น ฮั่นหวังกง และฮ้อนหว่องกุง คือที่ประทับของจักรพรรดิราชวงศ์ฮั่น ส่วนคำว่าโรงเกือก มีที่มาจากย่านนี้แต่เดิมผู้คนมีอาชีพหลักคือทำรองเท้า ดังปรากฏในนิราศชมตลาดสำเพ็งของนายบุศย์ในสมัยรัชกาลที่ 5

สิ่งที่สะท้อนความเป็นชาวจีนแคะในศาลคือ ภายในศาลเจ้าประดิษฐานเจ้าพ่อฮ้อนหว่อง เป็นประธานของศาลเจ้า ส่วนงานประดับตกแต่งภายในศาลเจ้าแห่งนี้แสดงถึงการผสมผสานงานศิลปกรรมของจีนกลุ่มภาษาอื่น เช่น อาคารทางเข้าของศาลเจ้าโรงเกือกมีการเจาะช่องหน้าต่างทรงกลมแบบสถาปัตยกรรมจีนฮกเกี้ยน และการประดับกระเบื้องตัดที่ผนังด้านหน้าของอาคารทางเข้า ซึ่งสัมพันธ์กับงานศิลปกรรมของชาวแต้จิ๋ว

ทั้งนี้ ปรากฏจารึกระบุนามและบ้านเกิดของช่างที่รับผิดชอบงานประดับกระเบื้องของศาลเจ้าแห่งนี้ กล่าวถึงอู๋ตันเฉิงแห่งเมืองเฉาหยัง เมืองดังกล่าวอยู่ในเขตของชาวจีนแต้จิ๋ว

ศาลเจ้ากวางตุ้ง

หรือศาลเจ้ากว่องสิว เป็นศาลเจ้าของชาวจีนกวางตุ้งเพียงศาลเดียวในกรุงเทพฯ ตามแผ่นหินจารึกที่ติดอยู่บนกำแพงรอบศาลทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือระบุว่า ศาลเจ้าแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2423 โดยชาวจีนที่อพยพมาจากมณฑลก่วงตง (มณฑลกวางตุ้ง) ซึ่งเข้ามารวมตัวกันจัดตั้งสมาคมอย่างไม่เป็นทางการตั้งแต่ปี พ.ศ.2420

รูปแบบสถาปัตยกรรมของศาลเจ้าแสดงถึงเอกลักษณ์ของชาวจีนกวางตุ้งอย่างเห็นได้ชัด เช่น ด้านหน้าของอาคาร ช่างได้ใช้เสาศิลารองรับชายคา และมีแปศิลาเป็นตัวเชื่อมระหว่างเสา อีกทั้งพื้นที่ว่างสองข้างของอาคารทางเข้าที่ศาลเจ้ากวางตุ้งมีการทำแท่นศิลายกสูงขึ้นมา โดยแท่นเหล่านี้ทำหน้าที่รับเสาศิลาซึ่งรองรับชายคาอีกทอดหนึ่ง ตัวอย่างอื่นๆ อีก เช่น การเขียนงานจิตรกรรมในลักษณะแถบภาพประดับที่ด้านบนสุดของผนังอาคารและโครงสร้างรับน้ำหนักด้านในอาคารที่ไม่มีลวดลายประดับ เป็นต้น

ศาลเจ้าแห่งนี้มีการเปลี่ยนแปลงเทพเจ้าประธานอยู่หลายครั้ง โดยชุดแรกคือ เทพเจ้ากวนอี่ว์ เทพเจ้าขงจื่อ เทพเจ้าหลี่ว์ปาน เทพเจ้าเหวินเฉิง ต่อมาเปลี่ยนเป็น พระโพธิสัตว์เจ้าแม่กวนอิม แต่ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นประดิษฐานพระพุทธเจ้า 3 พระองค์ตามคติทางพุทธศาสนามหายานแบบจีนแทน ซึ่งก็คือพระพุทธเจ้าศากยมุนี พระพุทธเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรยประภา

ศาลเจ้ากวางตุ้ง

ศาลเจ้าเกียนอันเกง

เล่ากันว่าศาลเจ้าเกียนอันเกงเป็นศาลเจ้าที่สร้างขึ้นโดยคนจีนที่ตามเสด็จ พระเจ้าตากสินมหาราช มาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ปากคลองบางกอกใหญ่ทางฝั่งตะวันออก ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 1 เมื่อมีการย้ายเมืองไปตั้งที่ฝั่งพระนคร คนจีนเหล่านี้ได้อพยพตามไปด้วย และทิ้งศาลเจ้าให้ทรุดโทรมลง และในสมัยรัชกาลที่ 3 มีชาวจีนจากมณฑลฝูเจี้ยน ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของ สกุลตันติเวชกุล และ สกุลสิมะเสถียร ได้เดินทางมากราบไหว้ที่ศาลเจ้าทั้งสองนี้ เมื่อเห็นศาลเจ้ามีสภาพชำรุด จึงร่วมกันรื้อศาลเจ้าลงแล้วสร้างศาลเจ้าใหม่เพื่อประดิษฐานเจ้าแม่กวนอิมหรือพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร และชื่อศาลเจ้าแห่งนี้เป็นชื่อที่ใช้ติดต่อสืบมาจนปัจจุบันว่า ศาลเจ้าเกียนอันเกง

ส่วนหลักฐานจารึกนั้น พบจารึกที่เก่าที่สุดบนระฆัง โดยระบุว่า ปีอู้เซินแห่งรัชสมัยพระเจ้าเต้ากวง ซึ่งสามารถเทียบได้กับปี พ.ศ.2391 อันอยู่ในสมัยรัชกาลที่ 3

เทพประธานของศาลเจ้าเกียนอันเกงคือ เจ้าแม่กวนอิม ซึ่งอัญเชิญมาจากเมืองจีน ทั้งนี้ ในด้านรูปแบบสถาปัตยกรรม ถือว่าศาลเจ้าแห่งนี้เป็นตัวอย่างงานสถาปัตยกรรมของชาวจีนฮกเกี้ยนที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่ง โดยมีลักษณะสำคัญ อาทิ หลังคาซ้อนกันสองชั้น แต่ละชั้นมีหน้าบันทรงสามเหลี่ยมหน้าจั่ว สันหลังคาแอ่นโค้ง และมีการประดับงานกระเบื้องตัด บนผนังด้านหน้ามีการเจาะช่องหน้าต่างขนาบช่องประตูกลางของอาคารทางเข้า

อีกทั้งในช่องหน้าต่างมีการประดับไม้ฉลุโดยใช้ลายเมฆ พันธุ์พฤกษาขดเป็นรูปมังกร รูปแบบดังกล่าวเหมือนกับงานประดับช่องหน้าต่างของงานสถาปัตยกรรมแบบชาวจีนฮกเกี้ยนที่เรียกว่าฉือหู่ชวง
นอกจากนี้ ในอาคารประธานบนผนังทั้งสองด้านมีการเขียนภาพจิตรกรรมโดยเขียนเป็นเรื่อง สามก๊ก ช่างตีตารางเป็นช่องๆ แต่ละช่องบรรจุฉากต่างๆ ในงานวรรณกรรมดังกล่าว ในหลายช่องภาพมีอักษรจีนระบุ
บ้านเดิมของผู้อุทิศด้วย เช่น เมืองผิงหลิน เมืองจินเหมิน หลักฐานดังกล่าวสนับสนุนว่าศาลเจ้าแห่งนี้ได้รับการอุปถัมภ์จากชาวจีนฮกเกี้ยน

ศาลเจ้าจุ้ยโบเนี้ยว

ศาลเจ้าจุ้ยโบเนี้ยว

ศาลเจ้าจุ้ยโบเนี้ยวหรือศาลเจ้าแม่ทับทิมเป็นศาลเจ้าของชาวจีนไหหลำ กล่าวกันว่าเป็นศาลเจ้าแม่ทับทิมที่เก่าแก่ที่สุดในย่านสามเสนจนถึงบางโพ ทั้งนี้ พบป้ายภาษาจีนป้ายหนึ่งมีจารึกศักราชปี พ.ศ.2384 จึงเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าศาลแห่งนี้น่าจะสร้างขึ้นในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 24 หรือในราวสมัยรัชกาลที่ 3
ศาลเจ้าแห่งนี้ประดิษฐานเจ้าแม่จุ้ยโบเนี้ยวหรือสุยเหว่ยเซิ่งเหนียงเป็นประธาน เทพองค์ดังกล่าวเป็นที่นับถืออย่างมากในกลุ่มชาวจีนไหหลำ โดยเชื่อว่าเป็นเทพเจ้าพิทักษ์คนเดินเรือ นอกจากนี้ สิ่งที่ยังสะท้อนเอกลักษณ์ของชาวจีนไหหลำคือรูปแบบสถาปัตยกรรม เช่น โครงสร้างรับน้ำหนักที่ไม่มีการประดับลวดลายใดๆ ลักษณะหน้าบันที่มีขนาดใหญ่และยอดจั่วกว้าง รวมถึงการเจาะช่องหน้าทรงสี่เหลี่ยมขนาบประตูทางเข้าของอาคารประธาน เป็นต้น

ทั้งหมดเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้น และเป็นประวัติศาสตร์ในปัจจุบัน ให้ลูกหลานทั้งคนไทยเชื้อสายจีนและคนจีนได้เป็นที่พึ่งทางใจ ในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปทุกขณะ ทุกนาที

ผศ.ดร.อชิรัชญ์ ไชยพจน์พานิช

เป็นอาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร จบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ประเทศจีน เป็นผู้อ่านและแปลความจารึกอักษรจีนบนแผ่นทองคำโบราณที่พบจาก ต.เขาชัยสน อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง ว่าเป็นการบอกชื่อของแหล่งผลิตแผ่นทอง แซ่และชื่อของผู้การันตี หรือผู้รับรองคุณภาพทองคำ และตัวอักษรที่บอกค่าความบริสุทธิ์ของทอง และแผ่นทองลักษณะนี้ที่พบในประเทศจีนจะใช้สำหรับเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้าในสมัยโบราณ

ผลงานทางวิชาการ ด้านการวิจัย ได้แก่ เรื่องสถาปัตยกรรมศาลเจ้าจีนในกรุงเทพฯ ช่วงพุทธศตวรรษที่ 24-25 ซึ่งได้ทุนจากกองทุนวิจัยและสร้างสรรค์ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร มีความเชี่ยวชาญในเรื่องของประติมากรรมจีนโบราณ ศิลาจีนในไทย เอกสารจีนโบราณ เป็นต้น

“มติชนอคาเดมี” เชิญ “ดร.อชิรัชญ์ ไชยพจน์พานิช” เป็นวิทยากร พาทัวร์และเล่าเรื่องราวน่าหลงใหล ตั้งแต่ความเป็นมาของศาลเจ้าจีน และศิลปะจีนที่ปรากฏในศาลเจ้าในกรุงเทพฯ ในวันเสาร์ที่ 24 กุมภาพันธ์นี้ สนใจติดต่อที่มติชนอคาเดมี โทร 0-2954-3977-84 ต่อ 2123, 2124 หรือ 08-2993-9097, 08-2993-9105