ได้ยินชื่อมานาน และเห็นฝีไม้ลายมือมามาก แต่ไม่เคยได้สัมภาษณ์
สัปดาห์ก่อนมีโอกาสติดสอยห้อยตามทีมงานประชาชาติธุรกิจไปสัมภาษณ์ “สมชัย เลิศสุทธิวงศ์” ซีอีโอของเอไอเอส
เอไอเอส ซึ่งถือเป็นบิ๊กในวงการสื่อสารโทรคมนาคม วงการนี้มีจุดเด่นที่ความทันสมัย
วงการนี้แข่งขันกันด้วย “ความเร็ว”
ได้ฟังวิสัยทัศน์ในการนำองค์กร ได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับอนาคตของไทยที่ต้องพึ่งพา NB-IoT
หรือ อินเตอร์เน็ต ออฟ ติงส์ คาดว่าในปี ค.ศ.2020 ไอโอทีจะกลายเป็นสิ่งปกติในชีวิต
เหมือนกับแท็บเล็ตที่กลายเป็นปัจจัยที่ 5 ของคนไทยในขณะนี้
อย่างไรก็ตาม แม้เอไอเอสจะเป็นองค์กรที่คลุกคลีกับ ICT
แต่นายสมชัยยังมองว่า “คนมีความสำคัญ”
การประชุมพนักงานเอไอเอสเมื่อสัปดาห์ก่อน มีข้อเสนอให้พนักงานปรับตัว
ปรับตัวด้วยสูตรที่เรียกว่า FIND U คือ ค้นหาตัวเอง
เริ่มตั้งแต่ต้องมีหัวใจนักสู้ Fighting spirit
เป็นคนที่มีนวัตกรรม คือ Innovation เพื่อให้เกิดความแตกต่าง
เป็นคนที่เรียนรู้สิ่งใหม่ คือ New Ability เป็นคนที่มีความสามารถทาง Digital
และเป็นคนที่มี U หรือมี Sense of Urgency คือรวดเร็ว
การบอกให้พนักงานปรับตัวก็เพื่อให้ทุกคนอยู่ได้ในสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
หากทุกคนเข้าใจ ปรับตัวไปตามสถานการณ์ ทำให้การบริการเป็นที่พึงใจ
เอไอเอสก็อยู่ได้
เพราะ เอไอเอส เป็นธุรกิจที่ให้บริการ และหัวใจของการบริการก็คือ “คน”
มุมมองเช่นนี้มิได้จำกัดแค่เพียงพนักงานของเอไอเอส
นายสมชัยยังมองว่า แม้เทคโนโลยีใหม่จะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่หากคนสามารถปรับเอาเทคโนโลยีเหล่านั้นมาใช้ประโยชน์ได้ คุณย่อมมากกว่าโทษ
คนจะได้รับประโยชน์จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีไปอีกมาก ทั้งเรื่องการทำมาหากิน ความสะดวกในการใช้ชีวิต รวมไปถึงการรักษาพยาบาล
ไอเดียนี้ก็ตอกย้ำให้เห็นว่า “คน” คือเป้าหมาย แม้เทคโนโลยีจะก้าวล้ำ แม้ธุรกิจจะก้าวไกล แต่เป้าหมายของเทคโนโลยีและธุรกิจก็ยังเป็นการตอบสนอง “คน”
ในตอนท้ายของการพูดคุย ได้สอบถามถึงบทบาทภาครัฐที่จะเข้ามาเกื้อหนุนภาคเอกชน
นายสมชัยเสนอไอเดียที่น่าคิด ตั้งคำถามที่น่านำมาตรึกตรอง นั่นคือ การสัมปทานที่รัฐได้เงินมากๆ แต่ภาพรวมธุรกิจแย่ลง
ดีหรือไม่
กรณีสัมปทาน หรือประมูล หรืออะไรก็แล้วแต่ด้วยราคาที่สูงเกินไป
บางทีรัฐอาจจะได้ไม่คุ้มเสีย
นายสมชัยยกกรณีการประมูลคลื่นความถี่ล็อตใหญ่ที่รัฐได้เงินไปมหาศาล
ได้เงินไป 1.5 แสนล้านบาท
เขามองว่า รัฐได้เงินไป 1.5 แสนล้านบาท แต่เงินในตลาดหลักทรัพย์หายไป 7 แสนล้านบาทในวันเดียว
คำถามที่ชวนคิดคือ คุ้มค่าหรือไม่
สิ่งที่ติดตามมาหลังจากภาคเอกชนประมูลคลื่นความถี่แพงลิบลิ่ว
นั่นคือ ต้นทุนที่แพงลิบ
เมื่อต้นทุนแพง ภาคเอกชนก็ขาดเม็ดเงินไปพัฒนาต่อยอด
สุดท้ายส่วนรวมก็ได้รับผลกระทบ เพราะขาดการพัฒนา
เสียงสะท้อนจากภาคเอกชนเช่นนี้ เคยได้ยินมาก่อนหน้าแล้ว
โดยเฉพาะแวดวงทีวีดิจิทัลที่กำลังทรุดฮวบ
มีลักษณาการเดียวกัน แต่รุนแรงมากกว่า
ทั้งนี้เพราะภาคเอกชนสื่อสารโทรคมนาคม ยังมีเงินถุงเงินถัง
แต่ภาคเอกชนที่เป็นสื่อมวลชน เรียกได้ว่า ทุนหายกำไรหด
สุดท้ายการพัฒนาเนื้อหาสะดุด
สาระต่างๆ ที่เคยฝันว่าจะมี ทั้งรายการสำหรับเด็ก รายการความรู้ ต่างหายจ้อย
สิ่งที่ภาคเอกชนได้สัมปทาน หรือชนะการประมูลไป คือ “ก้อนทุกข์”
แต่ก็น่าเห็นใจฝ่ายรัฐ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งใหม่
วันนั้นหลายฝ่ายต้องการเห็น “ทุน” ควักกระเป๋าจ่าย “รัฐ”
รัฐก็ทำตามความประสงค์ และได้เงินกลับมาเป็นกอบเป็นกำ
แต่วันนี้ผลจากการดำเนินการมีบางปัญหาน่าปรับแก้
ปรับแก้เพื่อให้เป้าหมายใหญ่ คือ ประชาชนได้รับประโยชน์จากสิ่งที่มีการสัมปทาน หรือประมูล
ได้รับประโยชน์จากข้อมูลข่าวสาร ได้รับประโยชน์จากคลื่นความถี่
ได้รับความสะดวก ได้รับความสบาย และความเจริญก้าวหน้า
ดังนั้น แนวทางใดที่ผลลัพธ์กลับกลายเป็นตรงกันข้าม
คือ ทำให้คนมีความทุกข์ ทำให้คนลำบาก เกิดความล้าหลัง
แนวทางนั้นควรได้รับการปรับปรุง
ปรับปรุงเพื่อตอบสนองเป้าหมายหลักที่ควรจะมี
ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน ควรจะธำรงไว้
นั่นคือ การทำเพื่อประโยชน์ของ “คน”
ทำเพื่อประโยชน์ของ “คนส่วนใหญ่” ทำประโยชน์ให้แก่คนส่วนรวม
เพราะ “คน” สำคัญที่สุด

