การจัดการน้ำในประเทศไทยเป็นประเด็นที่หลายๆ หน่วยงานให้ความสำคัญและดำเนินการกันมาโดยตลอด แต่ดูเหมือนว่าจะยังไม่สามารถบรรลุผลได้ทั้งหมด ในบางพื้นที่ยามแล้งจัดๆ แทบจะเกิดสงครามแย่งชิงน้ำ สร้างความไม่ลงรอยกันระหว่างชุมชน
เพราะ “น้ำ” คือชีวิต การบริหารจัดการน้ำจึงเป็นเรื่องที่ไม่ต้องรอเจ้าภาพ แต่ทุกคนต้องร่วมใจ จับมือกันเป็นเครือข่ายเดินหน้าปฏิบัติไปพร้อมๆ กัน
วันนี้เราได้เห็นหลายๆ ชุมชนที่ลืมตาอ้าปากได้ มีรอยยิ้มมีความหวังกับผืนดินทำกินผืนเดิม เพียงเปลี่ยนการบริหารจัดการใหม่ อย่างบ้านสาแพะ อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง ที่ไม่เพียงเป็นพื้นที่เชิงเขา แต่พื้นดินข้างใต้ยังเป็นดินที่ไม่อุ้มน้ำ เพียง 4-5 ปี บ้านสาแพะมีน้ำใช้อุปโภคบริโภค มีน้ำทำการเกษตร ทำให้ชุมชนมีรายได้ต่อปีถึง 18 ล้านบาท ทุกคนมีกำลังใจในการทำงาน ขณะที่คนรุ่นใหม่ที่เคยหายไปจากชุมชนก็เริ่มกลับคืนสู่บ้านเกิด
เวลาไม่คอยท่า
ชุมชนต้องเดินหน้าไปพร้อมกัน
“เราพัฒนาเรื่องน้ำมา 10 กว่าปี ผมว่าเรื่องนี้เกิดที่ประเทศไทยเต็มไปหมด เราใช้เวลา 3 ปีในการแก้ปัญหาเรื่องอ่างเก็บน้ำแห่งหนึ่ง ชื่ออ่างแม่จั๊ว ที่เด่นชัย จังหวัดแพร่ ความจุประมาณ 2 ล้าน ลบ.ม. ถ้าจะแก้ปัญหาจังหวัดแพร่ซึ่งมี 200 อ่าง ใช้เวลา 600 ปีถ้ายังทำวิธีเดิม
“เหมือนกับการฟื้นป่าถ้าทำโดยราชการปลูกได้ปีละ 4 หมื่นไร่ แต่มีป่าต้องทำอีก 26 ล้านไร่ ใช้เวลา 500 ปี ประเทศไทยรออย่างนั้นไม่ได้ นั่นแค่จังหวัดเดียว ทำไมเราต้องจับมือกันทำงาน ทำไมเราต้องเปลี่ยน
“ถ้าเราจะให้ชุมชน 1,000 กว่าชุมชนทำงานพร้อมกัน ตรงนี้คือหัวใจ เราจะเดินพร้อมๆ กันได้อย่างไร”
ดร.รอยล จิตรดอน กรรมการ และเลขานุการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เล่าถึงการบริหารการจัดการน้ำในประเทศไทยที่วันนี้ถึงเวลาที่จะต้องปรับเปลี่ยน จากการจัดการน้ำแยกส่วนเป็นแต่ละชุมชน ต้องมีการวางระบบวางโครงสร้าง จับมือทำงานร่วมกันเป็นเครือข่าย และเป็นที่มาของการประกาศความร่วมมือของเครือข่ายคนรักษ์น้ำ ภายใต้โครงการ “รักษ์น้ำ จากภูผา สู่มหานที” ของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (ลำปาง) จำกัด สานต่อ 10 ปี รักษ์น้ำเพื่ออนาคต ซึ่งเริ่มจากชุมชนโดยรอบเมื่อ 10 ปีก่อน อันเนื่องมาจากครั้งนั้นเกิดไฟป่าปีละ 200-300 ครั้ง ฝายกันไฟตัวแรกจึงเกิดขึ้นที่บ้านสามขา อ.แม่ทะ จ.ลำปาง
จากนั้นขยายผลสำเร็จเห็นจริงที่เกิดขึ้นจากการบริหารจัดการน้ำจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ โดยการมีส่วนร่วมกับคนในชุมชน ทำให้ธรรมชาติฟื้นคืน สร้างอาชีพ ชุมชนเข้มแข็ง โดยน้อมนำแนวพระราชดำริมาเป็นแนวทางขยายผลการดูแลจัดการน้ำให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ เกิดเป็นห่วงโซ่ยั่งยืนตลอดเส้นทางน้ำ สร้างต้นน้ำที่ดี สู่ปลายน้ำที่ดี สร้างสมดุลอย่างยั่งยืนให้ประเทศไทย

‘แผนที่น้ำ’ ต้องมี ‘บัญชีน้ำ’ ต้องมา
ดร.รอยลเล่าถึงสถานการณ์น้ำ และการจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริ ว่า ปี 2546 มีโอกาสได้ร่วมกับบ้านสามขา จ.ลำปาง ฟื้นป่าและฟื้นอ่างเก็บน้ำ ตอนนั้นนำเอา 2 เรื่องมาผนวกร่วมกัน คือ ทฤษฎีการเรียนรู้สมัยใหม่ (Constructionism) อีกเรื่องคือ การนำขีดความสามารถในการเรียนรู้มาฟื้นป่าและจัดการน้ำ
เอสซีจีเริ่มดำเนินการก่อนปี 2545 วันนั้นเราคิดใหญ่แต่ทำเล็กตามที่พระเจ้าอยู่หัวรับสั่ง สิ่งที่ได้คือสังคมการแก้ปัญหาด้วยตนเองการเปลี่ยนเรื่องการเกษตรมองไปที่ความยั่งยืน มาครั้งนี้เรามาคิดใหญ่ทำใหญ่ วันนี้หน่วยเล็กๆ ของเรามีเป็นร้อยเป็นพันแล้ว เราจะต่อหน่วยเล็กๆ เข้าด้วยกันเป็นภาพประเทศไทยได้อย่างไร
แต่การจะคิดใหญ่ทำใหญ่ เราต้องเข้าใจสถานการณ์น้ำในประเทศไทย ถ้าย้อนกลับไปในปี 2558 ลุ่มน้ำเจ้าพระยามีน้ำแค่ 4,000 กว่าล้าน ลบ.ม. ทั้งๆ ที่ความต้องการอย่างน้อยต้องมี 6,000-7,000 ล้าน ลบ.ม. วันนี้เรามีเกือบ 12,000 ล้าน ลบ.ม. เกินความต้องการ เรารู้ว่าส่วนหนึ่งเราต้องเก็บไว้ 2,000 กว่าล้าน เรามีสิทธิใช้แค่ 8,000 กว่าล้าน

กว่าจะถึงฤดูการเพาะปลูกวันที่ 1 พฤษภาคม เรามีน้ำต้นทุนเหลืออีกเยอะ เรามีสำรอง เราเริ่มเห็นภาพความมั่นคง เราเปิดพื้นที่เพาะปลูกในหน้าแล้ว จากปี 2554 เปิดไม่ได้เลย ปีนี้เราได้ 11 ล้านไร่ เกินกว่าแผนอีก สถานการณ์น้ำเค็มเราก็ดีขึ้น
ดร.รอยลบอกอีกว่า เมื่อคาดการณ์ปริมาณฝนในปี 2561 ซึ่ง ณ ปัจจุบันเป็นลานิญาแต่ไม่มาก เราจึงเห็นฝนตกหนักต่อเนื่องทางใต้ ฝนที่เชียงรายเมื่อเดือนที่แล้ว ตกในระดับ 100 กว่า มม.ต่อวัน ผมเชื่อว่าสิ่งที่เอสซีจีทำ จะเป็นฐานในการปรับเปลี่ยนให้พร้อมที่จะปรับเปลี่ยนตัวเองรับกับสภาพภูมิอากาศ
“ถ้าเราจะคิด ‘จากภูผาสู่มหานที’ เราต้องมองภาพของทั้งประเทศออก การจัดการน้ำเป็นสิ่งสำคัญ ประเทศไทยฝนจะเริ่มแปรปรวนหนักๆ ประมาณ สิงหาคม-กันยายน การศึกษาถ้าเราใช้เป็นหมั่นลงถึงชาวบ้าน ไม่ใช่อยู่แค่บนหอคอย ผมเคยตามท่านสุเมธ (สุเมธ ตันติเวชกุล) เข้าไปถวายรายงานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ตั้งแต่ปี 2549 ท่านก็รับสั่งเรื่องการจัดการน้ำตลอด คือการจัดการน้ำชุมชน มีโอกาสได้ถวายรายงานว่า ถึงวันนี้ประสบความสำเร็จแล้ว ท่านมีรับสั่งว่าให้ขยายผลเป็นเครือข่ายการทำงาน เหมือนอุตสาหกรรมที่เป็นอุตสาหกรรมขนาดเล็กแล้วต่อกันเป็นระบบ
“จุดอ่อนของประเทศไทยคือ เราสร้างเป็นหมด แต่เราขาดการต่อกันเป็นระบบ”
ซึ่งการวางระบบแล้วจะบริหารได้ต้องมีโครงสร้างทางสังคม ฉะนั้นผมพบว่าการพัฒนาต้องทำ 3 อย่าง 1.ไม่ใช่แค่สร้าง 2.ต้องวางระบบ 3.ต้องมีโครงสร้างทางสังคม

ทว่า การที่จะอยู่ดีๆ เอาน้ำเชื่อมเข้าด้วยกันนั้นไม่ใช่ แต่เกิดจากเราคุยกันเราทำงานร่วมกัน ซึ่งสิ่งที่จะทำให้เข้าใจกัน ดร.รอยลบอกว่า คือ “แผนที่น้ำ” ถ้าทำแผนที่น้ำในพื้นที่ของแต่ละคนแล้วต่อแผนที่กับหมู่บ้านด้านข้าง ด้านซ้ายขวาบนล่าง เมื่อเข้าใจจึงจะทำงานใหญ่ได้ คือการบริหารพัฒนา
เมื่อเราทราบน้ำต้นทุน จะทราบว่าต้องจัดแบ่งการจัดการอย่างไร เกิดระบบ “บัญชีน้ำ” วางแผนได้ ถ้ารู้ว่าปีนี้จะเหมือนปี 2538 กลับไปดูว่าปี 2538 เกิดอะไรขึ้น
“การบริหารจัดการน้ำ ปัจจุบันบริหารจัดการน้ำเดี่ยวไม่ได้ ต้องบริหารจัดการเป็นกลุ่ม ตรงนี้คือหัวใจ”
แล้วยกตัวอย่างถึงการนำภูมิปัญญาการจัดการน้ำจากที่หนึ่งมาปรับประยุกต์ใช้กับอีกที่หนึ่ง เช่น การสร้าง “คลองขวางทางน้ำ” ว่า เป็นอีกนวัตกรรมการจัดการน้ำเป็นประโยชน์อย่างมาก โดยเฉพาะในเรื่องของการดักตะกอน
“การจัดการน้ำที่ผ่านมา เรามองแต่การไหล สิ่งที่บรรพบุรุษทำเอาไว้ต่างจากที่อื่นคือ คลองขวางทางน้ำที่ จ.สุโขทัย เรานำไปใช้ที่อีสาน ทำคลองขวาง ดักน้ำหลากเอาไปจัดเก็บไว้ในสระ คลองขวางเป็นตัวดักตะกอนด้วย ซึ่งโครงสร้างการจัดการน้ำในประเทศไทยที่เราขาดคือการดักตะกอน”
จากภูผาสู่มหานที
เชื่อมร้อย 10 ปี ด้วยศาสตร์พระราชา
ชลณัฐ ญาณารณพ รองผู้จัดการใหญ่ และประธานคณะกรรมการการพัฒนาอย่างยั่งยืน เอสซีจี บอกว่า เอสซีจีได้น้อมนำแนวพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ด้านการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนมาเป็นแนวทางในการดำเนินงานตั้งแต่ปี 2550 ผ่านการมีส่วนร่วมกับคนในชุมชนให้เข้าใจการบริหารการจัดการน้ำในพื้นที่ตนเองอย่างแท้จริง รวมทั้งเชื่อมพลังชุมชน และเปลี่ยนองค์ความรู้ของคนจากต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยสร้างฝายชะลอน้ำในพื้นที่ป่าต้นน้ำ คืนสมดุลสู่ระบบนิเวศ แก้ปัญหาน้ำแล้งน้ำท่วมอย่างเห็นผลจริง
แล้วยกตัวอย่างการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ต้นน้ำ ด้วยการสร้าง “สระพวง” ในพื้นที่เชิงเขา โดยการขุดสระเพื่อกระจายน้ำไปสู่พื้นที่ต่างๆ ตั้งแต่สระแม่ขนาดใหญ่ไปสู่สระลูก และสระหลานตามระดับความสูงของพื้นที่ เช่น ที่บ้านสาแพะ ชาวบ้านสละที่ดิน
เมื่อที่ดินกลับมาสามารถทำมาหากินได้ ลูกหลานของชุมชนก็สามารถกลับมาทำงานที่บ้านเกิด
ส่วนพื้นที่กลางน้ำ ใช้ระบบ “แก้มลิง” เพิ่มแหล่งสำรองน้ำ เชื่อมต่อคูคลองเข้ากับแหล่งน้ำธรรมชาติ เก็บน้ำในช่วงน้ำหลากไปใช้ช่วงน้ำแล้ง ช่วยให้ชุมชนพื้นราบจัดเก็บน้ำและกระจายน้ำได้อย่างเป็นระบบ แก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคและเพื่อการเกษตรอย่างดี

พื้นที่กลางน้ำ เช่น การทำระบบแก้มลิง ที่บ้านโนนเขวา จ.ขอนแก่น โดยร่วมมือกับมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดทำแหล่งสำรองน้ำจากการขุดลอกหนองน้ำเดิม ขุดคลองเชื่อมต่อจากแม่น้ำชีไปสู่หนองมีด เชื่อมต่อกับหนองสรวงน้อยและหนองสรวงใหญ่ ทำให้บรรเทาปัญหาภัยแล้งน้ำท่วมจำนวน 80 ครัวเรือน เป็นพื้นที่เกษตร 250 ไร่ เก็บน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้งได้ และยังเป็นแหล่งเลี้ยงปลาสร้างรายได้เพิ่มให้กับชุมชนปีละ 30,000 บาท
สำหรับพื้นที่ปลายน้ำ จัดทำนวัตกรรมบ้านปลานำไปสร้างในชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกและภาคใต้ เพื่อเพิ่มพื้นที่อนุรักษ์และอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน เป็นพื้นที่สมดุลของระบบนิเวศชายฝั่งทะเล ภายใต้การร่วมมือกันของเอสซีจีและสำนักงานจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และกลุ่มประมงเรือเล็กพื้นบ้าน
ผลคือ ชุมชนชายฝั่งจังหวัดระยองและชลบุรี เกิดความร่วมมือกัน 29 กลุ่มประมง มีการวางบ้านปลากว่า 1,100 หลัง พบว่ามีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น โดยพบสิ่งมีชีวิตในทะเลบริเวณบ้านปลาเพิ่มขึ้นเป็น 120 ชนิด ซึ่งเป็นปลาจำนวน 28 ชนิด คืนวิถีชีวิตให้กับชาวประมงพื้นบ้าน เหล่านี้เอสซีจีเชื่อว่า การจัดการน้ำตลอดเส้นทางตามแนวพระราชดำริตั้งแต่ภูผาสู่มหานทีสามารถช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศ ทำให้น้ำสมดุลและบริบูรณ์
เอสซีจึงมุ่งมั่นที่จะสานต่อความสำเร็จจากชุมชนต้นน้ำ ไปสู่ชุมชนอื่นๆ เพื่อขับเคลื่อนความยั่งยืนไปสู่ประเทศไทย โดยตั้งเป้าที่จะขยายไปสู่ทุกภูมิภาค 1 แสนฝายภายในปี 2020 ขยายพื้นที่การบริหารจัดการน้ำชุมชนในพื้นราบด้วยระบบแก้มลิง แก้ปัญหาภัยแล้งอย่างยั่งยืน ขยายระบบนิเวศด้วยนวัตกรรมบ้านปลาชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกคือ ระยอง ชลบุรี และตราด และขยายการดำเนินงานไปสู่ทะเลภาคใต้ เพื่อให้ชุมชนเรียนรู้การจัดการด้วยตนเอง และพึ่งพาตนเองได้ และขยายแรงบันดาลใจไปสู่ชุมชนอื่น
ที่สำคัญคือการส่งต่อไปยังคนรุ่นใหม่เพื่อสืบสานการบริหารจัดการน้ำ เพื่อทุกชีวิตจะมีความยั่งยืนสืบไป



