
“ในสมัยสุโขทัย แบบแผนการประสมวงปี่พาทย์ มีลักษณะคล้ายวงปัญจดุริยางค์ของอินเดีย” (ตอนหนึ่งของคำอธิบายบนแผ่นป้ายหน้าวงปี่พาทย์เครื่องใหญ่ ที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร)
ข้อความยกมานี้มีต้นตอจากความรู้ที่ถูกสถาปนาว่าดนตรีและนาฏศิลป์ของไทยล้วนได้จากอินเดียทั้งสิ้น เป็นตำราตกค้างเก่าของนักปราชญ์และนักค้นคว้ารุ่นก่อนๆ
ทุกวันนี้ครูดนตรีไทยส่วนมากหรือเกือบหมดในสถาบันการศึกษาทุกระดับทั่วประเทศ ยังท่องจำใช้ในการเรียนการสอนอย่างเคร่งครัด และไม่คิดต่างจากนี้
แต่หลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดี ไม่สนับสนุนคำอธิบายที่ยกมาจากป้ายในพิพิธภัณฑ์ฯ หลักฐานเหล่านั้นทั้งที่พบในไทยและเพื่อนบ้าน ซึ่งส่วนมากอยู่ในกรมศิลปากร บางส่วนจัดแสดงทั่วประเทศในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จะสรุปย่อดังต่อไปนี้
แบบแผนประสมวงปี่พาทย์ไทย ไม่คล้ายวงปัญจดุริยางค์อินเดีย ถ้าจะมีก็แค่วงปี่พาทย์ไทยยกย่องกลองอินเดียใบเดียวว่าศักดิ์สิทธิ์ เรียก ตะโพน (วงปัญจตุริยะ มี 4 ใบ) แต่ขาดไปไม่มีก็ได้ นอกนั้นไม่มีอะไรอีกเลย จึงไม่มีอะไรคล้ายกัน
ที่สำคัญคือวงปัญจดุริยางค์ของอินเดีย ไม่มีเครื่องมือแบบวงปี่พาทย์ (ระนาด, ฆ้องวง, กลองทัด, ฉิ่ง, ฉาบ, กรับ, โหม่ง)
1.วงปี่พาทย์ เป็นเครื่องประโคมในพิธีกรรม “วัฒนธรรมร่วมอุษาคเนย์” (ไม่เป็นของชาติใดชาติหนึ่ง และไม่พบในอินเดีย) มีพัฒนาการมากกว่า 3,000 ปีมาแล้ว จากไม้ไผ่และโลหะ
คำดั้งเดิมเรียกฆ้องกลองปี่ตีเป่า ส่วนชื่อปี่พาทย์มีสมัยหลัง ดังพบหลักฐานเก่าสุดเรียก ปี่พาทย์ฆ้องวง อยู่ในพระไอยการเบ็ดเสร็จ (ตราขึ้นก่อนยุคอยุธยา ราว 100 ปี) ใช้ประโคมในพิธีเลี้ยงผี
กลองในวงปี่พาทย์ดั้งเดิม คือ กลองไม้ ใช้แขวนตี มีใบเดียว ยังพบเค้ามูลตามศาลาวัด เรียก กลองเพล (ใช้ตีสัญญาณบอกพระฉันอาหารกลางวัน) ปัจจุบันเรียก กลองทัด ใช้ตั้งตีกับพื้นมี 2 ใบ แต่ตัวกลองมีหูระวิง (เพราะแต่เดิมใช้แขวน)
2.วงปัญจดุริยางค์ ในอินเดียเรียก ปัญจตุริยะ หมายถึง เครื่องประโคม มี 5 อย่าง ได้แก่ กลอง 4 ใบ (รูปร่างต่างกัน) ปี่ 1 เลา น่าจะเป็นต้นทางวงประโคมเกียรติยศที่พบทั่วไปเวลาแห่ศพพระราชทาน
ไทยรับแบบแผนมาเรียก “กลอง 4 ปี่ 1” ยังมีเค้ามักนิยมใช้ประโคมตอนเผาศพ เรียกทำบัวลอย และเป็นต้นแบบวงประโคมชั้นสูง เรียกปี่ไฉนกลองชนะ ประกอบด้วยปี่ไฉนกับกลองชนะไม่จำกัดจำนวน แต่ขึ้นอยู่กับฐานานุศักดิ์ ดังมีในภาพสลักปราสาทในกัมพูชา
ลังการับไปเรียกว่า มังคลเภรี (มัง-คะ-ละ-เพ-รี) ต่อมาไทยรับจากลังกาเรียก วงมังคะละ (แพร่หลายอยู่ทางสุโขทัย) กับวงกาหลอ (แพร่หลายอยู่ทางปักษ์ใต้)
3.ไม่มีวงปี่พาทย์ในรัฐสุโขทัย เพราะไม่เคยพบหลักฐานตรงๆ เหมือนที่พบชื่อปี่พาทย์ฆ้องวงในรัฐอยุธยา
“พาทย์” เป็นคำบาลี-สันสกฤต เมื่อยืมใช้ในคำไทย (ซึ่งรับผ่านมอญ) หมายถึง กลองขึงหนัง ไม่หมายถึงระนาด
“เสียงพาทย์เสียงพิณ” ในจารึกสุโขทัย หมายถึงดีดสีตีเป่าร้องรำทำเพลงอย่างรวมๆ ทั่วๆ ไป ไม่หมายถึงปี่พาทย์
เคยมีงานวิจัยในมหาวิทยาลัย อ้างถึงคำว่าพาทย์ในจารึกพ่อขุนรามคำแหง แปลว่าระนาด หมายถึงวงปี่พาทย์ (อย่างที่คุ้นเคยสมัยรัตนโกสินทร์) ย่อมคลาดเคลื่อนจากหลักฐานไปไกล
