คอลัมน์ แท็งก์ความคิด : เพื่อนใหม่

4.03.18 | 17:20 น.

และแล้วงานสัมมนาเรื่อง 5G เปลี่ยนโลก เปลี่ยนประเทศไทย ก็มาถึง

เมื่อศุกร์ที่แล้ว วิทยากรผู้ทรงภูมิความรู้ไปออกันที่โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กทม.

ขณะเดียวกันผู้ใฝ่รู้อีกจำนวนมากก็ไปอัดกันแน่นห้องสัมมนา

ต้องขอบคุณ กสทช. บริษัทหัวเว่ยฯ บริษัทอีริคสัน และบริษัทอื่นๆ ที่มาให้ความรู้

เนื้อหาสาระที่ได้ฟังทำให้ต้องเก็บมาคิดทบทวน

Advertisement

ทบทวนเพื่อตัวเอง เพื่อองค์กร และเพื่อประเทศ

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาฯ กสทช. ขึ้นปาฐกถาในหัวข้อ “5G เปลี่ยนโลก เปลี่ยนประเทศไทย”

เริ่มต้นพูดถึงการพบปะกับญี่ปุ่น แล้วได้ยินเขาถามถึงการเตรียมพร้อมของไทยเกี่ยวกับ 5G

ไทยเตรียมพร้อมล่าสุดคือจัดสัมมนาให้ความรู้ชาวบ้าน

ส่วนญี่ปุ่นตั้งเป้าว่าจะลองใช้เทคโนโลยี 5G ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 2020 ที่ญี่ปุ่น

นั่งฟังแล้วความพร้อมระหว่างเขากับเรายังห่างกันมาก

หวนคิดถึงตอนที่ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เล่าให้ฟังเมื่องานสัมมนาปีก่อน

นายสมคิดไปญี่ปุ่น เพื่อเชิญชวนนักธุรกิจญี่ปุ่นมาลงทุนในไทย

รัฐบาลไทยชูนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ส่วนญี่่ปุ่นเขาตั้งเป้าจะทำให้สังคมเป็น 5.0 ไปแล้ว

สังคม 5.0 คงหมายรวมถึงเทคโนโลยีล้ำยุค 5G นี้ด้วยล่ะกระมัง

ย้อนกลับมาที่สาระคำอภิปรายของนายฐากร เรื่อง 5G

นายฐากรบอกว่า เมื่อ 5G เข้ามาจะทำให้โลกเปลี่ยนอีกครั้ง โดยไทยต้องปรับตัวให้ทันท่วงที

เพราะศักยภาพของ 5G นั้นมีมากกว่า 4G มากๆๆ

5G มีความเร็วสูงกว่า ดีเลย์น้อยกว่า และสามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์รับสัญญาณ เช่น โทรศัพท์มือถือได้มากกว่า 4G

เมื่อเทคโนโลยี 5G เริ่มใช้ จะทำให้ 4 สิ่งที่เคยคิดว่าอยู่ไกลตัวกลายเป็นของใกล้ตัว

หนึ่ง คือ อินเตอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ หรือไอโอที (Internet of Things)

ไอโอทีนี้ จะทำให้ทุกอย่างที่มีซิม สามารถติดต่อสื่อสารกับเราได้

หนึ่ง คือ ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) หรือเอไอ (AI) จะช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูล

หนึ่ง คือ เทคโนโลยีเสมือนจริง (Virtual Reality หรือ VR)

และอีกหนึ่ง คือ เทคโนโลยีความจริงแบบแต่งเติม (Augmented Reality: AR)

สิ่งต่างๆ เหล่านี้ทำให้ เมื่อช้อปปิ้งในออนไลน์ เราสามารถลองใส่เสื้อผ้าใหม่โดยไม่ต้องไปลองที่ร้านค้า

สิ่งใหม่ 4 อย่างที่เกิดขึ้น จะทำให้กลุ่มธุรกิจและสังคม 10 กลุ่มได้รับผลกระทบ

1.ภาคการเงินการธนาคาร เมื่อ 5G เข้ามา จะทำให้คนใช้บริการโมบายแบงกิ้งมากขึ้น การวิเคราะห์สินเชื่อจะมีการใช้เอไอ

ธนาคารต้องปรับตัว พนักงานต้องเพิ่มทักษะ เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

2.ภาคอุตสาหกรรม ที่ยังพึ่งพาแรงงานคนต้องเปลี่ยนมาเป็นหุ่นยนต์มากขึ้น

ดังนั้น อุตสาหกรรมต้องปรับตัวให้เร็ว รวมถึงแรงงานก็ต้องตระเตรียม

3.ภาคการเกษตร ซึ่งเป็นจุดแข็งของไทย เมื่อไอโอทีและเอไอ เกิดขึ้น โอกาสเพิ่มมูลค่าการผลิตต่อไร่ก็มีสูง

ไอโอทีช่วยวิเคราะห์สภาพแวดล้อมการเพาะปลูก เกษตรกรรมจะเปลี่ยนเป็น “สมาร์ทฟาร์มมิ่ง” มากขึ้น

4.ภาคการขนส่ง เมื่อ 4G เข้ามา เราก็มีอูเบอร์ มีแกร็บแท็กซี่

พอ 5G เข้ามา การขนส่งต้องเปลี่ยนแปลงยิ่งขึ้น แล้วเราจะทำอะไร

5.ภาคการท่องเที่ยวที่ต้องปรับรูปแบบ

6.การแพทย์ จะผ่าตัดได้โดยไม่ต้องให้หมอเดินทางมาลงมีด

เพราะอินเตอร์เน็ตแบบสื่อสัมผัส ช่วยให้หมอรักษาคนไข้ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลได้

และยังมีเอไอที่สามารถจ่ายยาแทนหมอ ทำให้หมอเองก็ต้องปรับตัว

 7.พฤติกรรมการทำงานก็เปลี่ยนไป จากที่เข้าไปนั่งทำในออฟฟิศ ต่อไปไม่จำเป็นต้องเข้าออฟฟิศแล้ว

เพราะงานสามารถส่งผ่านอินเตอร์เน็ต การประสานงานก็สามารถส่งผ่านอินเตอร์เน็ต

8.ธุรกิจค้าปลีกที่ได้รับผลกระทบแบบจังๆ เพราะทำเลทองเปลี่ยนแปลง

จากทำเลบนห้าง กลายไปเป็นทำเลบนโลกออนไลน์

การซื้อข้าวของในยุค 5G ทำได้ในทันที จะซื้อเสื้อ จะลองเสื้อก่อนจ่ายสตางค์ สามารถทำได้ผ่านออนไลน์

9.อุตสาหกรรมโทรทัศน์และสื่อ ทีวีดิจิทัล อันนี้เห็นกันชัดแจ้งมาตั้งแต่ 4G พอเข้า 5G จะทำกันอย่างไร

นี่คือคำถาม

10.ภาครัฐ ต้องตั้งเป้าหมายให้ชัดแจ้งว่า จะกำหนดบทบาทตัวเองอย่างไร

รัฐจะเป็นผู้นำ หรือรัฐจะเป็นผู้สนับสนุนเอกชนในยุค 5G

การวางเป้าหมายดังกล่าวนำไปสู่การกำหนดนโยบาย และจะมีผลต่อประเทศทั้งหมด

คนในชนบทจะเคลื่อนย้ายแรงงานมากน้อยก็ขึ้นอยู่กับการเตรียมพร้อมของรัฐบาล

เกษตรกรจะก้าวไปข้างหน้า หรือย่ำอยู่กับที่ นโยบายเกี่ยวกับ 5G ย่อมมีผล

หลังจากนายฐากรปาฐกถาจบ ผู้เชี่ยวชาญคนอื่นทยอยให้ความรู้

สรุปว่า เทคโนโลยี 5G มาแน่

บางอย่างใช้เวลาแค่ 1 ปี จะได้เห็น บางอย่างอาจต้องใช้เวลามากกว่านั้น

แต่โดยภาพรวมแล้ว คาดว่าโลกจะคึกคักกับ 5G ในปี ค.ศ.2020

ค.ศ.2020 หรือ พ.ศ.2563

เฮ้ย อีก 2 ปีเท่านั้น ไม่รู้ว่าประเทศไทยจะ

เตรียมพร้อมทันไหม

เตรียมต้อนรับ “ของใหม่” ที่กำลังจะมา

“ของใหม่” ที่ควรจะเป็น “เพื่อน” มากกว่าเป็น “ศัตรู”

“ของใหม่” ที่ควรจะมาช่วยเสริมสร้างมนุษย์ มิได้มาเพื่อทำลาย

แต่ “ของใหม่” ดังว่า จะเป็น “เพื่อน” หรือเป็น “ศัตรู” อยู่ที่ความพร้อมของเรา

ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน พร้อมต้อนรับ “ของใหม่” กันหรือยัง

เตรียมต้อนรับ “ของใหม่” ในฐานะ “เพื่อน” …มิใช่ “ศัตรู”