ซุปเปอร์เจเนอรัลลิสต์ ธนพล เศตะพราหมณ์ ‘อยากให้ออเคสตราเป็นส่วนหนึ่งของการเสพดนตรี’

11.03.18 | 14:16 น.

เป็นคนรุ่นใหม่ที่น่าจับตามอง ด้วยผลงานการควบคุมวง (Conducting) ประพันธ์ดนตรี ตลอดจนเรียบเรียงเสียงประสานอันมี “สไตล์” โดดเด่น

กำลังพูดถึง ธนพล เศตะพราหมณ์ หรืออาจารย์ออม ของเหล่านักเรียน นักศึกษาด้านดนตรี

ลูกชายคนโตของตระกูล “เศตะพราหมณ์” มีน้องสาวร่วมสายเลือดอีก 1 คน

เริ่มเรียนดนตรีที่โรงเรียนอัสสัมชัญ จากนั้นต่อยอดที่สยามกลการ กระทั่งได้เป็น 1 ในสมาชิกวงโยธวาทิตโรงเรียนอัสสัมชัญจากการดูดนตรีและคำชวนของเพื่อน

“ก่อนหน้านี้ไม่ค่อยชอบดนตรีนิดหน่อย ไม่ชอบการแสดงต่อหน้าใคร เพราะตอนเด็กๆ โดนจับเรียนเปียโน ถึงช่วงสอบเลื่อนระดับต้องแสดงต่อหน้าคนอื่น จำได้ว่าตัวเองไม่ไหว เลยต้องหยุด”

Advertisement

“ตอน ม.1 มีวิชาเลือกเรียน จึงเลือกดนตรีสากล เป่ารีคอร์เดอร์ แล้วประมาณ ม.2 คุณพ่อพาไปดูดนตรี คือดูแล้วชอบ อยากเล่นไวโอลิน แต่ไม่ได้เล่น กระทั่งมีเพื่อนชวนเข้าวงโยฯ อยากเล่นฟลุต ปรากฏว่าผมปากหนา ไม่เหมาะกับเครื่องดนตรีนี้ (หัวเราะ) หลังจากนั้นมีพี่ชวนไปเป่าคลาริเน็ตต่อ ใช้เวลาประมาณหนึ่งกว่าจะเข้าทาง พร้อมๆ กันนั้นก็สนใจเรื่องทฤษฎีดนตรีกับการเรียบเรียงเพลงด้วย”

ซึ่งก่อนหน้านั้น ธนพลบอกว่า เคยเล่น “อิเล็กโทน” มาก่อน โดยเครื่องดนตรีชิ้นนี้เองที่สอนให้เขารู้จักการเขียนโน้ตและเรียบเรียงเพลงให้วงโยธวาทิตโรงเรียน

ส่วนตำแหน่ง คอนดักเตอร์ เกิดจากราวๆ ม.4 รุ่นพี่ต้องการคนช่วย จึงให้ธนพลช่วยคอนดักต์ให้กลุ่มเล็กๆ จากนั้นคงชัดเจนว่าธนพลคอนดักต์ได้ ประมาณ ม.5 เขาจึงรับหน้าที่นี้อย่างต่อเนื่องมาตลอด

จบปริญญาตรี เกียรตินิยมอันดับ 1 ด้านการประพันธ์ดนตรี จากวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ปริญญาโท ด้านการควบคุมวง จาก New England Conservatory of Music เมืองบอสตัน และปริญญาเอก ด้านการควบคุมวง จาก University of Cincinnati College-Conservatory of Music เมืองซินซินเนติ

ปัจจุบันดำรงตำแหน่งหัวหน้าสาขาวิชาการอำนวยเพลง ที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ม.มหิดล ควบตำแหน่งผู้อำนวยการวง Mahidol Wind Orchestra ตลอดจนเป็นคอนดักเตอร์รับเชิญให้กับวง Thailand Philharmonic Orchestra (ทีพีโอ) ด้วย

มีผลงานทางดนตรีประจักษ์สู่สายตาแฟนๆ มากมาย อาทิ การนำวง Mahidol Wind Orchestra แสดงคอนเสิร์ต “Shakespeare at 400” ในโอกาส 400 ปี มรณกาลเชกสเปียร์, การผสมผสานการแสดงหุ่นกระบอกเข้ากับวงออเคสตรา ในคอนเสิร์ต “Petrushka and the Seven Winds”, คอนเสิร์ต “Legends and Fantasies” ที่รวบรวมเพลงจากแอนิเมชั่นและวิดีโอเกมบรรเลงในรูปแบบทีพีโอ

“…ผมรู้สึกว่าวงดนตรีก็คือวงดนตรี จะเล่นอะไรก็ได้ อยากให้ออเคสตราเป็นพาหนะอย่างหนึ่งที่เล่นอะไรก็ได้ คนมาฟังในฐานะดนตรีแล้วเข้าถึงได้ มาดู มาชื่นชอบ อยากให้เป็นศิลปะอีกแบบหนึ่งที่คนสามารถเอ็นจอยได้…”

– เรียนจบแล้วกลับมาเป็นอาจารย์ที่มหิดลเลย?

ครับ ตอนเรียนปริญญาเอกจบก็กำลังหางานอยู่ แต่ยังไม่ได้โฟกัสมาก เพราะเครียดเรื่องธีสิส ขนาดวันรับปริญญาผมยังส่งเปเปอร์สุดท้ายไม่เสร็จเลย (หัวเราะ)

ช่วงตระเวนออดิชั่นในอเมริกา มีข้อความจากอาจารย์ที่นี่ชวนมาสมัครงาน บอกว่ากำลังจะเปิดโพสิชั่น ปีหน้าผมจะทำอะไร ตอนนั้นเครียด เพราะยังอยากผจญภัย และสิ่งนี้เป็นดรีมจ๊อบเหมือนกัน คือคิดไว้แล้วว่ายังไงก็กลับมาสอน และถ้ากลับมาก็คงเป็นที่มหิดลนี่แหละ และไม่เคยเห็นภาพตัวเองเป็นคอนดักเตอร์ระดับโลกเลย เราโตมากับวงการดนตรีในเมืองไทย เห็นภาพว่ามีอะไรที่มันน่าจะโตหรือแก้ไขได้ ถ้าเรากลับไป คงทำอะไรได้อีกเยอะ (ยิ้ม)

ตอนสมัครก็ยังชั่งใจ คิดนานมาก ตอนนั้นโทรหา อ.ณรงค์ ปรางค์เจริญ สมัยยังอยู่อเมริกา ปรึกษาเขากับหลายๆ คน ซึ่งมี อ.ท่านหนึ่งบอกว่า “ยูอยากจะวินลอตเตอรี่ แต่ยังไม่ทันซื้อลอตเตอรี่เลย”

ตอนนั้นปรึกษาที่บ้านด้วย เขาบอกว่าอย่างน้อยก็เป็นประตูแรกกับอาชีพ ยังไงก็เป็นดรีมจ๊อบอยู่แล้ว ไม่เสียหาย ปรากฏว่าได้ จากนั้นอีก 1 เดือนเริ่มงาน แล้วงานแรกก็หินเลย คืองาน The Thailand International Composition Festival (TICF)

– การร่วมงานกับวงทีพีโอ?

ช่วงงาน TICF ปี 2015 บังเอิญว่ามีไดเร็กเตอร์คนจีนของมหาวิทยาลัยจากหนานหนิงกำลังจะจัดเทศกาลดนตรีสมัยใหม่ปีหน้า เขามาดูวง Mahidol Wind Orchestra แล้วชอบมาก เลยจะเชิญไปทั้งวง รุ่งขึ้น อ.สุกรี เจริญสุข (ขณะนั้นเป็นคณบดีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์และผู้อำนวยการวงทีพีโอ) เรียกไปคุย บอกให้ส่งวงไปจีน ให้ผมเตรียมตัวตอนนี้ แล้วลองงานกับทีพีโอเลย

– การสร้างสรรค์ผลงานที่ผ่านมา ไอเดียเหล่านี้อาจารย์คิดแล้วไปนำเสนอ หรือมีการเบรนสตรอมก่อน?

ค่อนข้างคิดเองทำเอง โดนด่าบ้าง (หัวเราะ) ทุกครั้งไม่มีใครเห็นภาพด้วยเลย อย่างตอนเล่นกับหนัง เรามีไอเดียที่ว่า ถ้าเล่นกับหนัง เราต้องเล่นหนังไทย เพราะยังไม่เคยมีใครทำโปรแกรมคอนเสิร์ตเพลงออเคสตราประกอบหนังไทยมาก่อน ในต่างประเทศ เช่น หนัง Star Wars มีการนำซาวด์แทร็กมาอัดแผ่น วัฒนธรรมหนังต่างประเทศเป็นเช่นนี้ คือก่อนหนังจะออก แผ่นเพลงวางก่อนแล้ว แต่วัฒนธรรมแบบนี้ทำไมเมืองไทยไม่มี ทำไมไม่เกิดขึ้น

และที่ต่างประเทศเอง เด็กวงโยฯทุกวงเล่นเพลง Star Wars เล่นเพลง Indiana Jones ฯลฯ อยากมีวัฒนธรรมแบบนี้บ้าง ซึ่งผมคิดและเห็นภาพอย่างนี้มานานแล้ว

ผมเป็นคนชอบจัดธีม เป็นนิสัยของคนจัดนิทรรศการศิลปะที่ต้องมีธีม ประกอบกับมีคอนเซ็ปต์อย่างหนึ่งเวลาทำคอนเสิร์ตออเคสตราที่เป็น Nonclassical คือจะขายออเคสตราล้วนๆ บางคนคิดว่าถ้าอยากให้มีคนดูออเคสตราเยอะๆ ให้เอาคนมีชื่อเสียงมา ผมบอกตัวเองว่าเดี๋ยวทำให้ดู เป็นออเคสตราล้วน ไม่มีดารา นี่คือคอนเทนต์ จะขายได้หรือไม่ได้อยู่ที่คอนเทนต์ ถ้าเพลงมีคำร้องก็ให้คอรัสร้อง ออเคสตราเต็มๆ ไม่ต้องมีอย่างอื่น นี่คือทีพีโอ คนมาดูทีพีโอ

เรามีคำว่า Faceless คือมาดูออเคสตราแล้วคนจะเห็นว่ามันเป็นวงนั่นแหละ แต่ไม่มีใครสนใจว่าคนเล่นเป็นใคร ผมว่าน่าจะถึงเวลาแล้วที่มีวัฒนธรรมของการรับรู้ เช่น คนนี้เล่นทรัมเป็ตหลัก ซึ่งจริงๆ ควรจะเป็นข่าวใหญ่ด้วยว่าเด็กอายุ 20 ได้เป็นทรัมเป็ตหลักของทีพีโอ อย่างวงลอนดอนซิมโฟนีออเคสตราได้ทรอมโบนหลักเป็นเด็กอายุ 18 เขาเป็นข่าวดังมาก จึงเป็นที่มาว่า การทำคอนเสิร์ต Petrushka and the Seven Winds ร่วมกับคณะหุ่นสายเสมา การแสดงครึ่งแรกจึงเป็นเพลงที่ให้นักเล่นเครื่องเป่า 7 คน เป็นกลุ่มแสดงหลักหน้าวงใหญ่ โดยใช้นักดนตรีจากทีพีโอทั้งหมด แทนการใช้ศิลปินรับเชิญอย่างทุกที อยากนำเสนอคนของเราแบบเต็มๆ ให้คนฟังรู้จักมากขึ้น

ประกอบกับงานที่ผ่านมาอาจเป็นโชคมั้งครับที่มันออกมาเวิร์ก แต่ยังมีอีกหลายโจทย์ที่อยากทำในอนาคต คือการ Collaboration ของศิลปะหลากหลายแขนงมากขึ้น

อย่างคอนเสิร์ตที่ผสมกับหุ่นกระบอกเอง คนที่เป็นแฟนหุ่นกระบอกอาจไม่เคยดูออเคสตรา คนดูออเคสตราก็ไม่เคยดูหุ่นกระบอกมาก่อน นี่เป็นศิลปะอีกมุมหนึ่งเหมือนกัน พอจับมาอยู่ด้วยกันมันเห็นภาพ ต่อไปนี้คนเห็นภาพแล้ว ในฐานะศิลปินผมว่ามันเป็นหน้าที่ที่ต้องทำ ซึ่งคนดูก็ชอบ (ยิ้ม)

– ผลตอบรับจากคอนเสิร์ต TattoocolourXTPO

ดีมากเลยครับ คนเยอะ ตอนแรกไม่คิดว่าคนจะกล้าเต้นในฮอลล์กันจริงๆ ที่ผ่านมาเคยมีความพยายามให้เกิดการเต้น แต่ไม่มีใครกล้า

มีอาจารย์ท่านหนึ่งบอกว่า ด้วยบรรยากาศของฮอลล์กดให้เรานั่ง เหมือนอยู่ในพิธีกรรม แต่หลายคนบอกว่าพี่ดิม (หรินทร์ สุธรรมจรัส-นักร้องนำ Tattoo Colour) ทำได้แน่ๆ แล้วทำได้จริง หลายคนมีฟีดแบ๊กในลักษณะว่า ไม่น่าเชื่อว่าจะเข้ากันได้ขนาดนี้ มันไปด้วยกันได้ ชวนคนเต้นได้ ถือว่าดีเลย

– รู้ตัวเองตอนไหนว่าจากคนที่ไม่ชอบแสดง แต่ต้องมาแสดง?

นั่นสิ (หัวเราะ) ถามว่าปัจจุบันนี้สบายใจกับการแสดงไหม ใช้เวลาเหมือนกันครับ คือ (เสียงเครียด) การแสดงคือความเครียดอย่างหนึ่งเหมือนกัน

จริงๆ ณ จุดของการแสดงไม่ยากเท่าตอนซ้อม ขณะซ้อมนักเรียนอาจไม่รู้ว่าการยืนต่อหน้าคนเยอะขนาดนั้น ในแง่หนึ่งการคอนดักต์ก็คือการแสดงต่อหน้าเขา มันมีแรงกดดัน ผิดไม่ได้ ส่วนการสอนเลคเชอร์นั้นไม่เหมือนกัน คือสอนเลคเชอร์เราเตรียมมา ควบคุมได้ เราจำมา เราพูดไม่ผิด สอนดิสคัสชั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง มันไม่มีความเสี่ยงเรื่องการทำอะไรผิดพลาด

การผิดบ่อยๆ ทำให้ความเชื่อใจระหว่างกันเสียไปด้วย การเตรียมตัวต้องสูงมากตลอดเวลา เราจะถูกคาดหวังตลอดเวลา เวลาคอนดักต์ทีพีโอยิ่งแล้วใหญ่ เพราะนักดนตรีกว่า 100 คนนั่งจ้อง (ถอนหายใจแล้วหัวเราะ) บางทีก็ต้องแอ๊กมั่นใจ แต่ไม่ค่อยรอดเท่าไหร่ (ยิ้ม)

– ตอนเด็กๆ ชอบอ่านการ์ตูน จนอยากเป็นนักดาราศาสตร์?

กำลังคิดอยู่ว่าเริ่มยังไงนะ (หัวเราะ)

ผมเป็นคนชอบสัญลักษณ์ขนาดอ่านโฟเนติกดิกชันนารี แล้วอ่านโฟเนติกออกตั้งแต่ ป.4 เพราะอยากรู้ว่าคืออะไร เมื่อก่อนคุณพ่อซื้อดิกชันนารีออกซ์ฟอร์ดไทย-อังกฤษมา มันมีหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ด้วย ผมชอบอ่านสัญลักษณ์ดาราศาสตร์ เมื่อก่อนชอบดูการ์ตูน มีเซเลอร์มูนฉายทางทีวี ตอนเซเลอร์มูนแปลงร่างตัวสัญลักษณ์ดวงดาวโชว์ขึ้นมา เห็นแล้วเท่ จริงๆ ชอบเพราะสัญลักษณ์นี่แหละว่ามันมาอย่างไร เลยไปสนใจดวงดาว

ในดิกชันนารีออฟซ์ฟอร์ดมีหน้าหนึ่งเป็นรูปกลุ่มดาว อธิบายว่าเป็นยังไง เราอิน เข้าห้องสมุดแล้วอ่านหนังสือดาราศาสตร์ ท่องได้หมดเลยว่าอะไรเป็นอะไร ชอบอ่านเทพปกรณัมด้วย ช่วงหนึ่งในวัยค้นหาตัวเองเลยอยากเป็นนักดาราศาสตร์

 

– มีอะไรที่อยากเป็น แล้วยังไม่ได้เป็น?

อยากเขียนหนังสือ เมื่อก่อนอยากเป็นคอลัมนิสต์ ทุกวันนี้ก็มีโอกาสเขียนให้กับที่หนึ่งเหมือนกัน

ก่อนหน้านี้ตอนยังมีไฟ เดือนหนึ่งเขียน 3-4 งานก็ไหว ตอนนี้การเขียนเดือนละชิ้นมันหนักหนาสาหัสเหลือเกิน (ยิ้ม) ยิ่งต่อสัปดาห์ยิ่งแล้วใหญ่ เพราะโตขึ้นมาตรฐานยิ่งสูง เนื่องจากเป็นคนซีเรียสกับงานเขียนของตัวเอง จะเกลาแล้วเกลาอีก ต้องมานั่งเขียนทุกสัปดาห์คงไม่ไหว

ผมแปลหนังสือแล้ว เคยมีโอกาสแปลเรื่องสั้นของมูราคามิ 1 เรื่อง ตอนนั้นอ่านมูราคามิอยู่แล้ว อีกทั้งรู้จักกับบรรณาธิการท่านหนึ่ง เขาถามว่าลองแปลดูไหม ก็เอาเลย ประกอบกับตอนนั้นอยู่บอสตันด้วย ฉากในเรื่องก็เป็นบอสตัน เลยแปลไป แล้วก็มีโปรเจกต์แปลหนังสือที่ตอนนี้กำลังทำอยู่ เป็นหนังสือที่วิเคราะห์งานมูราคามิทุกชิ้น ก็มาไล่อ่านมูราคามิทุกชิ้น กล้าพูดว่าเป็น “แฟนพันธ์แท้มูราคามิ” นิดนึง เพราะอ่านมาแล้วทุกงาน (หัวเราะ) แต่ยังแปลไม่เสร็จ

ยังมีหนังสือเล่มหนึ่งที่รวมงานเขียนในบล็อกนานกว่า 10 ปี เขียนต้นฉบับเสร็จเมื่อปีที่แล้ว แต่ยังไม่มีเวลารีไรต์ ล่าสุดเหลืออีกนิดเดียวจะเสร็จแล้ว มีสำนักพิมพ์หนึ่งพอจะมีทางคล้ายกัน อาจพอเป็นไปได้ เผอิญได้พี่อุรุดา โควินท์ ช่วยติดต่อเกริ่นไว้ให้ ก็เลยจะส่งไปเร็วๆ นี้ ถ้าสุดท้ายไม่มีใครพิมพ์ เดี๋ยวพิมพ์เอง (หัวเราะ)

ยังไม่ได้ทำเพลงประกอบหนัง อยากมีโรงละครเป็นของตัวเอง อยากทำละครเพลง เพราะเป็นแพชชั่นตั้งแต่เด็กเลย กว่า 10 ปีที่ผ่านมา ทำไปไม่กี่เรื่อง อยากทำมาก แต่ยังไม่พร้อม เพราะต้องรอหลายฝ่ายด้วย

อยากคอนดักต์โอเปร่า ชอบละคร จินตนาการว่าชีวิตเป็นละคร (หัวเราะ)

ผมเจอสมุดตอน ม.5 ว่าอีก 10 ปีอยากเป็นอะไร เขียนไว้ว่าอยากเป็นคอนดักต์ด้วย อยากทำเพลงประกอบหนังด้วย แต่งเอง คอนดักต์เอง นี่เป็น 1 สิ่งที่ยังไม่ได้ทำ ใครให้โอกาสก็อยากทำมากๆ ครับ (ยิ้ม)

– เรียกตัวเองว่าเป็นอะไร อาจารย์ คอนดักเตอร์?

เคยมีคนถามผมแบบนี้เหมือนกัน ตอนนั้นผมบอกเขาว่าเป็น “ศิลปิน” ในความหมายว่า เราชอบศิลปะทุกอย่างเลย ชอบภาษา วรรณกรรม ภาพยนตร์ ดนตรี ศิลปะ แต่ไม่ได้หมายถึงศิลปินในฐานะเพอร์ฟอเมอร์ แม้ทุกวันนี้จะเพอร์ฟอร์มก็จริง แต่ไม่ได้มีสัญชาตญาณของเพอร์ฟอเมอร์ ไม่ได้เห็นภาพตัวเองอยู่บนเวทีตลอดเวลาขนาดนั้น แต่รู้สึกว่าเวทีเป็นบ้านเหมือนกัน ไม่เขิน ไม่อายบนเวที ที่บอกว่ากดดันเป็นเพราะการซ้อมมากกว่า

แต่ก็มีคนบอกว่าผมไม่ใช่ “ศิลปิน” ซึ่งหลายๆ คนเห็นตรงกันพอดี แล้วบอกว่าผมเป็น “ผู้สอน” ในแง่หนึ่งก็อาจจะจริง เพราะชอบสอน เรียนรู้ว่าตัวเองชอบสอน ชอบอยู่ในห้องเรียน แต่อีกแง่หนึ่งถามว่าเรียกว่าอะไรก็เรียกไม่ถูก

ผมเคยเจอนักเรียนที่เป็นเหมือนกัน คือเราชอบหลายอย่าง เพราะโลกปัจจุบันเป็นโลกของสเปเชียลลิสต์ที่ทุกคนจะเรียนปริญญาแล้วจะเป็นอาชีพอย่างเดียว คุณจะโด่งดังได้คุณต้องเป็น 1 อย่าง เช่น บอกว่าเป็นคอนดักเตอร์แล้วลุยไปในเส้นทางนี้ยาวๆ ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่อย่างนั้น เพราะชอบหลายอย่าง อยากมีชีวิตในการทำหลายๆ อย่าง สุดท้ายแล้วมันอาจไม่ได้นำไปสู่ชื่อเสียงอะไรสักอย่างก็ได้ แต่ผมชอบแบบนี้ (หัวเราะ)

เป็น “ซุปเปอร์เจเนอรัลลิสต์” รึเปล่าก็ไม่รู้นะครับ (หัวเราะ) ถ้าอยู่ในมหาวิทยาลัยก็เป็นผู้สอนแน่ๆ อยู่แล้ว ถ้าอยู่ชีวิตทั่วๆ ไปก็ชอบสร้างสรรค์ผลงาน ชอบเสพงานหลายๆ แบบ

– คาดหวังกับออเคสตราในประเทศไทยอย่างไร

หลายคนมองว่าออเคสตราเล่นแต่เพลงคลาสสิก เนือย น่าเบื่อ ไม่เข้ากับวิถีชีวิตคนรุ่นใหม่ ซึ่งต้องเกริ่นก่อนว่า ตั้งแต่ในอดีตมา ออเคสตราเป็นวงที่เล่นเพลงของคนมีชีวิตมาตลอด แต่ ณ จุดหนึ่งมันกลายเป็นมิวเซียมตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ (หัวเราะ)

ผมรู้สึกว่าวงดนตรีก็คือวงดนตรี จะเล่นอะไรก็ได้ บางทีวงเคป๊อปยังเล่นเพลงโมสาร์ทเลย วงโยฯก็เล่นเพลงแจ๊ซ เพลงคลาสสิกได้เหมือนกัน เหมือนกับออเคสตราที่เล่นอะไรก็ได้ ที่ผ่านมาก็เล่นบรอดเวย์ เล่นประกอบหนัง แต่อาจไม่มีการรับรู้

ผมรักวงแบบออเคสตรามาก เพราะเป็นรูปแบบวงที่มีเสน่ห์ มีเสียงที่วงแบบอื่นทำไม่ได้ มีศักยภาพใหญ่โตและความเป็นไปได้แทบไร้ขีดจำกัด

อยากให้ออเคสตราเป็นพาหนะอย่างหนึ่งที่เล่นอะไรก็ได้ คนมาฟังในฐานะดนตรีแล้วเข้าถึงได้ ซึ่งเข้าถึงได้ก็ไม่ได้แปลว่าต้องเล่นแต่ป๊อป มันคือออเคสตราที่เล่นดนตรีหลายๆ แบบ คนมาดู มาชื่นชอบ อยากให้เป็นศิลปะอีกแบบหนึ่งที่คนสามารถเอ็นจอยได้ รับรู้ในหลากหลายมิติของมัน

ผมบอกเพื่อนๆ เสมอว่า ออเคสตรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถาบันการศึกษา มันรับใช้ 3 สิ่งพร้อมกัน “อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต” คือมันขุดเอาประวัติศาสตร์ต่างๆ ออกมาให้คนปัจจุบันได้รับรู้ ทำให้ของเก่าไม่หายไปกับกาลเวลา ทำหน้าที่แสดงงานของคนที่มีชีวิตอยู่ แสดงเพลงให้คนที่มีชีวิตอยู่ฟัง ทั้งยังบ่มเพาะนักดนตรีที่จะออกไปบรรเลงให้ดีขึ้นไปอีกในอนาคต สร้างคนฟังในอนาคต สร้างเพลงให้คนในอนาคตขุดมาเล่น มาฟังต่ออีก

อยากให้ออเคสตราโตขึ้น เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตการเสพดนตรีของคน