“โรงหนังปรินซ์” ชื่อนี้คนยุคเก่าๆ ร่วมประสบการณ์ ได้ยินทีไรนัยน์ตามักจะยิบๆ ริมฝีปากผุดรอยยิ้มนิดๆ
นอกจากโจ๊กกลิ่นเตาถ่านที่ผุดพรายขึ้นในความทรงจำ ภาพที่ปรากฏขึ้นในสมองพาย้อนกลับไปในยุคก่อนเก่า โรงหนังสแตนด์อโลน ที่ในยุคเปลี่ยนผ่าน หลังจากโรงหนังซีนีเพล็กซ์เฟื่องฟู ทำให้ต้องปรับตัวเป็นโรงหนังชั้นสอง ฉายหนังผู้ใหญ่
ว่ากันว่า ที่นี่คือสวรรค์ชั้น 7 ของหลายๆ คู่รัก
ก่อนที่กาลเวลาจะผลักให้ต้องปิดตัวลง…
เมื่อแสงไฟมา ชุมชนมีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง
19 กุมภาพันธ์ 2561 คือวันแรกที่โรงหนังปรินซ์ ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับสถานะใหม่ภายใต้ชื่อ “ปรินซ์เธียเตอร์ เฮอริเทจ สเตย์” โดยบริษัท เฮอริเทจ สเตย์ จำกัด ในเครือมนทาระ ฮอสพิทาลิตี้ ลงนามความร่วมมือในการเช่าที่ดินราชพัสดุ ภายใต้การดูแลของกรมธนารักษ์ เข้ามาพัฒนาพื้นที่รวมทั้งดูแลในส่วนของชุมชนรอบข้าง เพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์
กิตติศักดิ์ ปัทมะเสวี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มธุรกิจ มนทาระ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป เปิดใจว่า ทางด้านธุรกิจ “มนทาระ” เริ่มที่ภูเก็ต เป็นลักชัวรี่รีสอร์ต ขณะเดียวกันก็สนใจเอาบ้านเก่ามาอนุรักษ์ด้วย เริ่มที่ลำปางโดยทำเป็นอาร์ตเซ็นเตอร์ และพบว่าถ้าจะทำให้ยั่งยืน ต้องทำให้อาคารนั้นมีชีวิต หมายความว่าต้องเลี้ยงตัวเองได้ พอเรามาหาโอกาสที่จะอนุรักษ์เพิ่มที่กรุงเทพฯ ได้พูดคุยกับกรมธนารักษ์จึงชวนเข้ามาดูที่นี่
“ที่นี่ยูนีคมาก มีเรื่องราวของมันเอง มีคุณค่ามาก และประวัติศาสตร์ในแง่ของแบรนดิ้งก็เป็นสิ่งที่ก๊อบปี้ไม่ได้”
แขกกลุ่มแรกที่เข้ามาใช้บริการเป็นสาวเกาหลี และหลังจากนั้นก็มีลูกค้าทยอยกันสำรองห้องพักเข้ามาเรื่อยๆ โดยเฉพาะนักเดินทางสตรี
แต่สิ่งที่น่าตื่นเต้นคือ มีคนในชุมชนแวะเข้ามาเยี่ยมเยียนอยู่เป็นประจำ มานั่งจิบชา เดินดูสถานที่พร้อมกับรำลึกถึงความหลังเมื่อครั้งที่โรงหนังแห่งนี้ยังรุ่งเรือง
“คนในชุมชนที่นี่น่ารัก ยิ้มแย้มแจ่มใส และหลายๆ คนเฝ้าชะเง้อมอง นับวันรอที่จะเห็นที่นี่ในรูปโฉมใหม่ด้วยความตื่นเต้น” คำบอกเล่าที่ได้ยิน ทำให้รู้สึกตื่นเต้นตามไปด้วย
จากโรงหนังร้างโทรมๆ ที่ปิดตายมานาน ไม่มีใครกล้าเดินผ่าน และยังเกรงว่าจะเกิดอัคคีภัย เพราะทำด้วยไม้เช่นเดียวกับบ้านเรือนในชุมชนแห่งนี้ เมื่อเริ่มมีคนเข้ามาดู มาทำความสะอาด เปิดไฟ ทำให้อุ่นใจขึ้น ปัจจุบันตรอกแคบๆ ที่เป็นทางลัดเชื่อมต่อไปยังโรงพยาบาลรพ.เลิดสินเริ่มกลับมาใช้งานคึกคักอีกครั้ง
ขณะเดียวกัน บรรดาหมอ-พยาบาล ก็แวะเวียนกันเข้ามาจิบกาแฟพักผ่อนระหว่างพักเวร

‘เฮอริเทจ สเตย์’ นิยามใหม่
ขายกลิ่นอาย ขายประสบการณ์
ท่ามกลางสมรภูมิเดือดขับเคี่ยวชิงหัวใจนักเดินทาง เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่เปลี่ยนไป เน้นที่การค้นหาประสบการณ์ใหม่ๆ เปิดพื้นที่ให้กับที่พักแนวใหม่ที่กิตติศักดิ์บอกว่า วางตำแหน่งที่ “เฮอริเทจ สเตย์” มีบูทีคโฮเต็ลเป็นคู่แข่งในแง่ของการขายประสบการณ์
“แม้เราจะเป็น ‘พรีเมียม ทราเวลเลอร์’ แต่เราก็มีประเภทที่เป็น ‘แชร์’ สำหรับกลุ่มเพื่อนหรือครอบครัวที่มาแบ่งปันกันได้” และว่า ถ้าดูจากสิ่งที่นักท่องเที่ยวกรุ๊ปไฮเอนด์หรือนักเดินทางรุ่นใหม่ผ่านพฤติกรรมการจองห้องพัก คนกลุ่มนี้ต้องการประสบการณ์ที่เป็นโลคัล ออเทนติก และยูนีค เป็นประสบการณ์ส่วนตัวที่จับต้องได้ผ่านวัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งในแง่การตลาด ที่นี่มีความยูนีคที่ไม่มีใครเหมือนท่ามกลางวัฒนธรรมด้านอาหาร ด้านผู้คน และอยู่ใกล้แม่น้ำด้วย ถือเป็นทำเลที่ดีมาก
ในแง่ของยุทธศาสตร์เรามีความหวังสูงมากว่าโมเดลนี้จะเป็นแบบอย่างให้กับโรงแรมรุ่นต่อไป เพราะขณะนี้ธุรกิจท่องเที่ยวกำลังจะถูกดิสรัปต์ (Disrupt) โดยไพรเวต แอคคอมโมเดชั่น (Private Accommodation) อย่าง “แอร์บีแอนด์บี” (AIRBNB) ซึ่งปัจจุบันใหญ่กว่าบริษัทโรงแรมที่อยู่ในตลาดแล้ว นอกจากนี้ยังมีการอินโนเวตโดยใช้เทคโนโลยี ซื้อลักชัวรี่ คอลเล็กชั่น มีการเอาโลคัลไกด์มาอยู่บนแพลตฟอร์มของเขา ล่าสุดเพิ่งประกาศว่าจะสู้กับโอทีเอ คือบรรดาอโกด้า บุ๊กกิ้งดอทคอม โดยตรง
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่แอร์บีแอนด์บีให้ไม่ได้ กิตติศักดิ์บอกว่า คือเรื่องโซเชียล เวลาเราพักแอร์บีแอนด์บี เราก็อยู่ในบ้านของเจ้าของ ไม่มีโอกาสปฏิสัมพันธ์กับนักเดินทางที่มีความคล้ายๆ กันมากเท่าที่นี่ ซึ่งเมื่อออกจากห้องพักก็เจอเพื่อนเต็มไปหมด บางวันอาจจะมานั่งดูหนังเก่าๆ ด้วยกัน วางแผนด้วยกัน ไปเที่ยวด้วยกัน นี่เป็นสิ่งที่ทำให้เราไม่ถูกดิสรัปต์
“เรากำลังสร้างนิยามใหม่ ไม่ได้มองแค่ที่พัก แต่ให้คุณค่ากับประวัติศาสตร์ ลูกค้าที่มาพักกับเราจะได้เรื่องราวที่เป็นอดีต และได้ความรู้กลับไป ผมคิดว่าเมืองไทยยังมีอะไรที่น่าอนุรักษ์และขายประสบการณ์แบบนี้อีกเยอะ” กิตติศักดิ์บอก

Women Zone ที่พักนักเดินทาง
ความแตกต่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดของสถานที่แห่งนี้คือ การจัดให้มีโซนสำหรับผู้หญิงที่ชั้นล่าง
เพราะผู้หญิงคือแขกคนสำคัญของ “ปรินซ์เธียเตอร์ เฮอริเทจ สเตย์”
จิตติพันธ์ ศรีกสิกรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทเฮอริเทจ สเตย์ บอกว่า ปัจจุบันผู้หญิงเดินทางกันมากขึ้น มีทั้งที่มาเป็นกลุ่มกับเพื่อนผู้หญิงด้วยกัน และเดินทางคนเดียว ซึ่งจากประสบการณ์ผู้หญิงมักเป็นคนตัดสินใจเลือกที่พัก มีแรงบันดาลใจในการท่องเที่ยวมากกว่า และในทางกลยุทธ์ ผู้หญิงมีอำนาจในการใช้จ่ายมากกว่า
ที่สำคัญ ผู้หญิงคือผู้กุมกระเป๋าสตางค์ เราจึงให้ความสำคัญกับเรื่องของความปลอดภัย โดยจัดให้มี “วูแมนโซน” ที่ชั้นล่าง เพื่อว่านอกจากสะดวกในการเข้าออก ไม่ต้องลากกระเป๋าขึ้นชั้นบนแล้ว และยังอยู่ใกล้ฟรอนต์
“โดยทำเลที่ตั้งที่นี่ถือเป็นศูนย์กลางของชุมชนที่มีร้านอาหาร/ขนมอร่อยมากมาย มีแหล่งช้อปปิ้ง เดินทางง่าย ซึ่งลูกค้าแรกๆ ของเราที่เข้ามาพักก็เป็นผู้หญิง”

‘ปรินซ์รามา’ บนหน้าประวัติศาสตร์
เสน่ห์เล็กๆ ที่ชวนค้นหา
การจะฟื้นสถานที่เก่าแก่มีประวัติศาสตร์ยาวนานจนอายุครบร้อยปีให้กลับมามีชีวิต มีคุณค่า และสวยงามร่วมสมัย ไม่ใช่เรื่องง่าย
แน่นอนว่ากระบวนการแรกเริ่มที่การอ่าน ค้นหาข้อมูลที่เป็นเบาะแสบอกเล่าถึงโรงหนังปรินซ์ในอดีต
“เราต้องเข้าใจภาพทั้งหมด จะได้รู้ว่าอันไหนคือเสน่ห์ของมัน สิ่งสำคัญคือ ‘เลือกเก็บ’ ที่มีเสน่ห์และเราเล่าได้ว่ามันมีเสน่ห์อย่างไร”
ของที่มีค่าที่สุดคือ เอกสารที่ถูกทิ้งเอาไว้ ภาพโปสเตอร์หนังเก่าๆ หลักฐานที่บอกว่าที่นี่เคยฉายเรื่องอะไรบ้าง
ในฐานะของผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์ จิตติพันธ์บอกว่า เราพบว่า ที่นี่ย้อนกลับไปในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นโรงบ่อนหลวงมาก่อน สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2455 และเป็นหนึ่งใน 5 โรงบ่อนสุดท้ายของสยามประเทศ

“ก่อนจะเป็นโรงหนังที่นี่เป็นโรงบ่อนมาก่อน มาเป็นโรงหนัง แล้วปิดเป็นตลาด บางทีก็ทำเป็นโรงทำถ่าน เพราะตอนที่เราขุดพื้นวางถังเซฟติก พบว่าดินมี 4 เลเยอร์ มีเลเยอร์หนึ่งเหมือนผงถ่าน คือสถานที่มันเปลี่ยนการใช้งานตลอดเวลาเหมือนชีวิตของคนที่เปลี่ยนสถานะ ผมมองว่าเป็นเรื่องปกติในชีวิตของเขา นี่ก็อีกชีวิตของเขา ซึ่งผมอยากทำให้ดี”
เหตุนี้ จิตติพันธ์จึงหยิบเอาชีวิตแต่ละยุคสมัยมาดีไซน์ห้องพัก 4 คาแร็กเตอร์ คือ “กาสิโน”, “ไชนิสโอเปร่า” ซึ่งเมื่อครั้งเป็นโรงบ่อน ระหว่างพักเบรกจะมี “งิ้ว” ให้ดู ห้อง “ปรินซ์เธียเตอร์” ใช้โทนสีขาว/ดำ สื่อถึงโรงหนังยุคหนังขาว/ดำ และห้อง “ปรินซ์รามา” ยุคหนังเริ่มมีสีแล้ว และเป็นโรงหนังโป๊ ก็จะมีโปสเตอร์อาร์ตๆ แต่งห้อง
“จะดูภาพโป๊ที่นี่ต้องเสียเงินนะครับ” จิตติพันธ์บอกพร้อมเสียงหัวเราะ

ฮวงจุ้ยโรงบ่อน
ความลับของการออกแบบ
ปรินซ์รามา ปรับเปลี่ยนบทบาทหลากหลายตามแต่กระแสของยุคสมัย ถามว่าสิ่งที่ยังหลงเหลือที่บ่งบอกให้ทราบว่าที่นี่เคยเป็นโรงบ่อนเก่ามีบ้างหรือไม่
จิตติพันธ์บอกว่าคือ “ฮวงจุ้ย” ของอาคาร ซึ่งถ้าดูจากแปลนจะเห็นว่าลักษณะของอาคารทรงยาวและปาดมุมทั้งสี่เหมือน “โลงศพ” การดีไซน์แบบนี้เป็นฮวงจุ้ยที่ทำให้คนที่เข้ามาอ่อนแอ ต่อมาเราพบว่ามี 1-2 เสาที่เป็นการสร้างขึ้นลอยๆ ไม่มีฐานราก ให้เหมือนกับคนป่วยถือไม้เท้า คนที่เข้ามาก็จะอ่อนแรง เป็นลักษณะของการออกแบบของโรงบ่อน เพื่อให้คนเข้ามาเล่นแพ้
แม้แต่โลโก้จะเห็นว่ามี “ดาว” หรือตัว “เอ็กซ์” หรือโลโก้เก่าที่มี “ดาบ” ใช้ความแหลมคมทิ่มแทงคนที่เข้ามา และยังมี “น้ำเต้า” ดูดทรัพย์ ตั้งไว้ที่ท้ายอาคาร ในห้องทำงาน ผมไม่แน่ใจว่าสมัยไหน แต่มีขนาดใหญ่มาก
“ถ้ามองในแง่ของอีโคซิสเต็มเราจะเห็นสังคมรอบข้างเมื่อครั้งที่พื้นที่นี้ยังเป็นโรงบ่อน กล่าวคือ ขยับไปทางขวาเป็นที่ตั้งของโรงฝิ่น ซ่องโสเภณี ทางฝั่งซ้ายก็จะมีโรงรับจำนำ มีตลาด ฯลฯ”
หลังจากโรงบ่อนถูกปิดลง พื้นที่ตรงนี้จึงเปลี่ยนมาเป็นยุคของความบันเทิง เป็นโรงภาพยนตร์สแตนด์อโลน

‘มรดก’ ที่ซ่อนอยู่ใต้โรงหนังร้าง
จิตติพันธ์เล่าให้ฟังถึงเบื้องหลังการค้นข้อมูลประกอบการพัฒนาสถานที่แห่งนี้ และพบว่า รัชกาลที่ 5 ทรงไม่โปรดเรื่องการพนัน จากการค้นข้อมูลในหนังสือประชุมพงศาวดาร เรื่องตำนานการเลิกบ่อนเบี้ยและเลิกหวย เราเห็นเลย และเมื่อไปอ่านเพิ่มเติมใน “พระราชพิธีสิบสองเดือน” จะเห็นว่าเหตุที่ทำให้ราชวงศ์จักรีสืบราชวงศ์มายาวนานกว่าราชวงศ์อื่นเพราะท่านทรงไม่ประพฤติและไม่ส่งเสริมใน 3 เรื่อง 1.การพนัน 2.สุราเมรัย และ 3.เรื่องสตรี นี่เป็นเหตุผลที่ท่านทรงยกเลิกโรงบ่อน เพราะโรงบ่อนเป็นสาเหตุให้คนเป็นทาส
“ผมมองว่าเฮอริเทจของที่นี่คือ 3 เรื่องนี้ที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ข้างในของเรื่องราวที่นี่ เหตุที่มีการยกเลิกบ่อนมาจากรัชกาลที่ 1 ทรงไม่โปรด และทรงปลูกฝังลูกหลานท่านไม่ให้ทรงเล่นการพนัน”
คำว่า “มรดก” ที่ใครๆ มักนึกถึงสิ่งก่อสร้าง แต่จิตติพันธ์บอกว่า มรดกไม่ได้หมายถึงแค่อาคาร แต่เป็นสิ่งที่ท่านทรงพร่ำสอนด้วย เป็น “มรดกทางความคิด” นี่คือในมุมมองผม เป็นเรื่องราวที่ผู้ใหญ่สั่งสอนกันมาแล้วเราสืบทอดต่อไป




