ยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยในสังคมไทย ที่มีทัศนคติและความคิดในทางลบกับผู้ป่วย “จิตเวช”
ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะภาพลักษณ์ของผู้ป่วยที่ปรากฏผ่านสื่อ ทั้งวิทยุโทรทัศน์และสิ่งพิมพ์ ตลอดจนคำบอกเล่าทำให้ภาพของผู้ป่วยจิตเวช ในมุมมองของคนทั่วไปคือ คนบ้าหรือคนวิกลจริต ที่น่าหวาดหวั่นละไม่ควรเข้าใกล้
ทั้งที่ความจริงแล้วผู้มีอาการ “จิตเวช” เป็นเพียงแค่คนป่วย ที่สามารถรักษาและสามารถดำรงชีวิตเป็นส่วนหนึ่งของสังคมได้เหมือนกับคนปกติทั่วไป
สิ่งสำคัญคือการให้ “โอกาส” และ “ความเข้าใจ”
และเพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ป่วยจิตเวช สามารถยืดหยัดได้ในสังคมได้อย่างเต็มภาคภูมิ มูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา ในพระราชูปถัมภ์ฯ จึงจับมือกับภาคเอกชนอย่าง บริษัท ซีพี รีเทลลิงค์ จำกัด จัดทำ “โครงการสร้างอาชีพผู้ป่วยจิตเวชคืนสู่สังคม” โดยการเสริมสร้างความรู้และทักษะวิชาชีพ ตลอดจนการจ้างงานเป็นรูปธรรม
นพ.ปรีชา ศตวรรษธำรง รองประธานมูลนิธิ รพ.สมเด็จเจ้าพระยาฯ เล่าว่า ผู้ป่วยจิตเวชมีสถิติถูกทิ้งจากครอบครัว เนื่องจากไม่สามารถพึ่งและช่วยเหลือตัวเองได้ในเรื่องอาชีพและรายได้ จึงเป็นภาระของครอบครัวในการเลี้ยงดูในระยะยาว จึงต้องหาแนวทางในการส่งเสริม ป้องกันและแก้ไขปัญหานี้ด้วยการ “การสร้างอาชีพ”
“โครงการฝึกอาชีพให้กับผู้ป่วยจิตเวชไม่ใช่เรื่องใหม่ สมัยก่อนก็มีการฝึกอาชีพ เพียงแต่ยังไม่มีระบบรองรับ คือฝึกจบแล้วก็จบไป พอไปสมัครงานคนก็ไม่ค่อยกล้ารับเข้าทำงาน ดังนั้นจึงมีการคุยกันว่ามูลนิธิจะต้องมีเป้าหมายที่ออกมาเป็นผลชัดเจน”
เป็นที่มาของการก่อตั้ง “ร้านกาแฟหลังคาแดง” เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2558 โดยมีความร่วมมือกับภาคเอกชนคือ ซีพี รีเทลลิงค์ ซึ่งมีร้านกาแฟมวลชน เป็นการทำงานร่วมกัน ในรูปแบบธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเป็นแหล่งฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยจิตเวชด้านทักษะอาชีพและสังคม

ยังมีการต่อยอดด้วยการลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ว่า รพ.สมเด็จเจ้าพระยาฯ จะฝึกอบรมผู้ป่วย เมื่อผ่านการฝึกแล้วภาคเอกชนจะรับเข้าทำงานในร้านกาแฟมวลชนสาขาต่างๆ ที่มีอยู่ทั่วประเทศไทย ซึ่งขณะนี้มีผู้ป่วยที่เข้าอบรม 19 ราย กำลังจะผ่านการอบรม 1 ราย และผ่านการกอบรมอีก 1 ราย ซึ่งขณะนี้เป็นพนักงานพาร์ทไทม์ในร้านกาแฟมวลชนได้ 6 เดือนแล้ว
“การส่งผู้ป่วย 1 รายเข้ารับการจ้างงานในร้านกาเฟมวลชน นับเป็นความสำเร็จก้าวแรก ที่จะส่งผลให้ผู้ป่วยจิตเวชได้รับโอกาสจากสังคม มีงานทำ มีรายได้ เกิดความภาคภูมิใจในตัวเอง สามารถพึ่งพาตัวเองได้ และไม่เป็นภาระของครอบครัว ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้างการยอมรับในสังคมให้กับผู้ป่วย เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยได้ใช้ศักยภาพของตัวเองในการประกอบอาชีพและดำรงอยู่ในสังคมได้ ตลอดจนเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้ป่วยจิตเวชรายอื่นในสังคม” นพ.ปรีชาระบุ
และสิ่งที่สำคัญกว่านั้นยังเป็นการสะท้อนว่าผู้ป่วยจิตเวชสามารถทำงานร่วมกันผู้อื่นได้

นฤพัทธ์ จุลพันธ์ ผู้จัดการร้านกาแฟหลังคาแดง บอกว่า การทำงานกับผู้ป่วยจิตเวชไม่ได้แตกต่างจากการทำงานกับคนทั่วไป การเรียนรู้ต่างๆ ไม่ต่างกันเลย ในส่วนของผู้เข้ามาใช้บริการส่วนใหญ่จะเข้าใจ แต่ก็มีบ้างบางคนที่อาจจะไม่พอใจบ้าง เพราะผู้ป่วยบางครั้งทำช้า แต่พอเราอธิบาย เขาก็เข้าใจและรอได้ ซึ่งผลตอบรับจากภาคเอกชนที่รับผู้ป่วยเข้าทำงาน ก็เป็นไปได้ดีตรงตามเป้าหมาย
ซึ่งผลตอบรับจากภาคเอกชนที่รับผู้ป่วยเข้าทำงานก็เป็นไปได้ด้วยดี ดร.นริศ ธรรมเกื้อกูล ประธานผู้บริหาร ทรัพยากรบุคลล เครือเจริญโภคภัณฑ์ ระบุว่า ปีนี้เป็นความสำเร็จที่สามารถส่งผู้ป่วยเข้าทำงานได้จริง แล้วคนที่เข้าทำงาน ก็ทำได้ค่อนข้างดี ไม่ลา ไม่สาย ไม่ขาด ไม่เล่นโทรศัพท์ไม่ติดโซเชียล อาจจะทำงานดีกว่าคนปกติบางคนเสียอีก (หัวเราะ)

“อนาคตตั้งใจจะรับผู้ป่วยที่ผ่านการอบรมเข้าทำงานเรื่อยๆ ซึ่งโครงการครั้งนี้ผมไม่ได้หวังผลใดๆ ทั้งสิ้น เหตุผลหลักที่ทำคือ ต้องการกระตุ้นและทำเป็นแบบอย่างให้คนในสังคม ช่วยกันทำความดีตามกำลังที่ตัวเองมี ไม่เพียงกาแฟยังมีอาชีพอื่นอีกเยอะมาก แล้วการเข้ามาร่วมมือเป็นการสนับสนุนให้คนที่เขาทำความดี อย่างสถาบันทางการแพทย์แห่งนี้ ได้มีกำลังใจว่าเขาไม่ได้สู้อยู่คนเดียว” ดร.นริศกล่าว
ขณะที่ อุดม วิจิตพาวรรณ อายุ 54 ปี เล่าว่า เดิมเป็นคนวิตกกังวลและเครียดง่าย และมักจะหงุดหงิดเวลาที่ทำอะไรไม่ได้อย่างที่อยากจะทำ จนมาถึงช่วงหนึ่งที่อาการเริ่มหนักมากไปต่อว่าคนอื่นบ้าง แล้วไปเชื่อทางไสยศาสตร์ว่ามีคนทำพิธีเล่นของใส่ กลัวเขาจะมาทำร้าย มาเอาคืนที่เราไปว่าเขา และด้วยความกลัวก็เลยใจคอไม่ดี หุนหันพลันแล่น ไปมีเรื่องกับคนโน้นคนนี้บ่อยมาก เลยต้องเข้ามารักษาตัวที่โรงพยาบาล
“ผมก็กินยาทุกอย่างตามที่หมอสั่ง แต่ปัญหาคือผมไม่มีงานทำ แล้วก็ไม่อยากจะทำไรด้วย เพราะที่ผ่านมาเราอะไรไม่ประสบความสำเร็จสักอย่าง ก่อนหน้าเป็น 10 ปีก็ไม่ได้ทำงานอะไร อยู่กับบ้านขอเงินที่บ้านใช้อย่างเดียว แล้วเพื่อนก็ไม่ค่อยมี เลยทำให้อาการของโรคเป็นโรคจิตเภทเรื้อรัง”
“จนกระทั่งโรงพยาบาลเปิดร้านกาแฟ พยาบาลก็ดูสมรรถภาพของผมแล้วเห็นว่าสามารถทำงานในร้านกาแฟได้ ประกอบกับผมไม่มีอะไรทำ ก็เลยได้เข้าเป็นเด็กฝึกงานรุ่นแรกในร้านกาแฟหลังคาแดง”
ตอนทำงานช่วงแรก อุดมต้องใช้ความพยายามในการปรับตัวอย่างมาก
“แรกๆ ผมไม่ชอบทำงานร้านกาแฟ พอตื่นเช้ามาก็รู้สึกกลัว รู้สึกกังวลไปก่อนแล้วว่าวันนี้เราจะเจอกับปัญหาอะไร บางทีพอไปทำงานแล้วมีลูกค้าเดินผ่านมาหน้าร้านก็จะรู้สึกเกร็ง คล้ายๆว่าไม่อยากให้ลูกค้าเข้าร้าน คือผมจะรู้สึกว่าการทำงานมันเครียดและยาก แล้วด้วยความที่ผมป่วยทำให้ผมลืมง่าย บางทีลูกค้าสั่งเครื่องดื่มมาแค่แป๊บเดียวผมก็ลืม ประกอบกับการกินยาทำให้ผมค่อนข้างช้าหมดทุกเรื่อง มันก็เป็นอุปสรรค แล้วพอเจอลูกค้าที่วุ่นวายมากก็รู้สึกว่าหงุดหงิด แต่มีที่บ้านคือน้องสาวที่เป็นคนดูแลว่าเรามีปัญหาอะไรก็จะช่วยสนับสนุน คอยพูดคุยและให้กำลังใจตลอด”
“แต่ทุกวันนี้เปลี่ยนไปพอทำงานได้ระยะหนึ่งก็รู้สึกว่าดีขึ้น รู้สึกมีความภูมิใจเล็กๆ ที่เราก็สามารถจะทำอะไรได้บ้าง ต่างจากเมื่อก่อนที่อยู่แต่ในบ้านไม่ได้ทำงานอะไร ไม่ได้ออกไปไหน พอได้มาทำงานร้านกาแฟ ก็ทำให้เราได้ทำอะไรไม่ได้อยู่เฉยๆในแต่ละวันก็มุ่งคิดแต่เรื่องทำงาน พอถึงเวลาต้องตื่นนอนแล้วนะ ต้องอาบน้ำ กินข้าวแล้วรีบไปทำงาน”
หลังฝึกงานที่ร้านกาแฟหลังคาแดงอยู่หลายปี ในที่สุดอุดมก็ผ่านการประเมินและได้เข้าทำงานในร้านกาแฟมวลชน ร่วมกับคนทั่วไปในฐานะพนักงานพาร์ทไทม์
“พอเปลี่ยนที่ทำงานใหม่ช่วงแรกก็จะงงๆ สับสน ประหม่า ตื่นเต้น ตกใจง่าย โดยเฉพาะเวลาที่ลูกค้ามาพร้อมกันเยอะๆ ก็จะทำอะไรไม่ถูก แล้วความรู้สึกที่ไม่อยากทำงานก็กลับมาอีก พอตื่นเช้ามาก็มีความรู้สึกว่าวันนี้จะต้องไปผจญภัยกับเรื่องอะไรอีก แต่ก็พยายามฝืนตัวเองและใช้ความอดทนนานหลายเดือน แต่ไม่ได้ตั้งเป้าหมายนะว่าจะทำได้หรือไม่ได้ แต่มันก็ดีกว่าอยู่ที่บ้าน ไม่ได้ทำอะไร ในที่สุดพอทุกอย่างเข้าที่ เริ่มปรับตัวได้แล้วก็มีความสุขกับงานครับ ตอนนี้ก็ทำงานที่ร้านกาแฟมวลชนได้ 6 เดือนแล้ว” อุดมอธิบาย
พร้อมกล่าวรอยยิ้มว่า ตั้งแต่ทำงานที่ร้านกาแฟมีรู้สึกว่าสุขภาพจิตและสุขภาพใจดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก
“สิ่งหนึ่งที่อยากจะบอกกับผู้ป่วยคนอื่นๆ ที่มองผมเป็นตัวอย่างว่า จะต้องมีการใช้ความอดทน มันเหมือนกับฝืนตัวเองแต่จะต้องผ่านจุดนี้ไปให้ได้ แล้วพอผ่านพ้นไปก็จะรู้สึกว่ามีกำลังใจ ดีใจ และภูมิใจที่ได้ทำอะไร และไม่เป็นภาระของคนอื่น” อุดมทิ้งท้าย

