ถกปัญหาร่วมพัฒนา มองเห็นค่า ‘ย่านเก่า’ เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

26.03.18 | 18:58 น.

จากการจัดอันดับการท่องเที่ยว โดย MasterCard’s “2017 Global Destination Cities Index” ประเทศไทยมาเป็นอันดับ 1 ที่นักท่องเที่ยวต่างชาตินิยมมาท่องเที่ยวมากที่สุดในโลก

มีสถานที่ท่องเที่ยวดึงดูดผู้คนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ อาทิ ภูเขา ทะเล น้ำตก หรือโบราณสถานที่เก่าแก่ ไม่ว่าจะเป็น สุโขทัย ศรีสัชนาลัย กำแพงเพชร เป็นต้น

และแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นกระแสมานานคือ “เมืองเก่า-ย่านเก่า” ที่ดึงดูดผู้คนที่นอกจากจะโหยหาอดีตแล้ว ยังต้องการร่วมสัมผัสวิถีชีวิตของผู้คนในย่านเก่าด้วย

เมื่อ “เมืองเก่า-ย่านเก่า” ถูกใช้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว ภาครัฐเริ่มตื่นตัวในการรักษาย่านเก่าและเมืองเก่าให้ยังคงที่อยู่อาศัยอย่างมีคุณภาพ และความยั่งยืนด้านการท่องเที่ยว นอกจากภาครัฐแล้ว ผู้มีบทบาทสำคัญอย่างภาคธุรกิจหรือภาคเอกชนก็สามารถส่งเสริมอัตลักษณ์ พัฒนาย่านเก่าได้ แต่หากภาคธุรกิจขาดความเข้าใจในบริบททางด้านประวัติศาสตร์และสิ่งแวดล้อมธุรกิจนั้นก็อาจลดทอนคุณค่าของพื้นที่พิเศษเหล่านี้ไป

สยามสมาคมในพระราชูปถัมภ์ จึงจัดเสวนาในหัวข้อเรื่อง “การค้า คุณค่า ย่านเก่า” เพื่อหารือถึงการพัฒนาย่านเก่าและรักษาอัตลักษณ์ โดยมีนักวิชาการเข้าร่วมดังนี้ ดร.ชูวิทย์ มิตรชอบ รองผู้อำนวยการ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.), นายพัฒนา สิทธิสมบัติ ประธานคณะกรรมการเพื่อโครงการสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจหอการค้า 10 จังหวัดภาคเหนือ, คุณสุวารี วงศ์กองแก้ว ผู้อำนวยการหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่, คุณสุกัลยา ปัณฑะจักร์ ผู้อำนวยการกลุ่มงานจัดการสิ่งแวดล้อมศิลปกรรม สำนักการจัดการสิ่งแวดล้อมธรรมชาติและศิลปกรรม สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ นพ.บัญชา พงษ์พานิช กรรมการและเลขานุการ คณะกรรมการบริหารหอจดหมายเหตุพุทธทาสอินทปัญโญ

Advertisement

‘ย่านเก่า’ กับปัญหาที่ต้องก้าวผ่าน

เมื่อพฤติกรรมนักท่องเที่ยวเปลี่ยนไปจากเดิมเป็นการเที่ยวแบบซื้อทัวร์ กลายเป็นว่า นักท่องเที่ยวสามารถหาข้อมูลการเดินทางเองได้

คุณสุวารี ผอ.หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ ได้ยกตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงของคูเมืองเชียงใหม่ หนึ่งในสถานที่ยอดนิยมของนักท่องเที่ยว

“อย่างในตัวเมืองเชียงใหม่ตอนนี้ เมื่อเทรนด์การท่องเที่ยวเปลี่ยนไป จากการท่องเที่ยวที่กระจุกตัวอยู่ในที่สำคัญอย่างวัด กลายมาเป็นการท่องเที่ยวทั้งเมือง ทำให้เนื้อเมืองเปลี่ยนไปด้วย ตอนนี้นักท่องเที่ยวกระจัดกระจายเต็มเมือง มีข้อดีคือ มีการกระจายเศรษฐกิจ ข้อเสียคือ หน่วยงานรัฐอาจจะยังไม่สามารถจัดการการท่องเที่ยวลักษณะกระจัดกระจายนี้ได้ และทำให้ชุมชนเมืองเปลี่ยนไป ผู้ประกอบการและประชาชนบางส่วนปรับตัวได้ แต่บางส่วนไม่สามารถปรับตัวได้ ก็ขายที่ดินหรือย้ายออกไป และนักท่องเที่ยวที่เข้ามาทำให้เชียงใหม่เผชิญปัญหาและก่อให้เกิดผลกระทบต่อผู้คนในชุมชน

“เชียงใหม่ที่เป็นทั้งเมืองเก่าและย่านเก่าถูกแปลงเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ขณะที่สถิติแต่ละปีๆ นักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น ทำให้เกิดคำถามว่า แค่ไหนถึงจะพอ แล้วเชียงใหม่จะเปลี่ยนไปในทิศทางไหนต่อไป”

คุณสุวารีกล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม แม้ปัจจุบันเชียงใหม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก แต่เชียงใหม่ยังคงมีคุณค่าทางสถาปัตยกรรม มีร่องรอยโบราณสถาน มีงานประเพณี มีวิถีชีวิตของชาวบ้าน มีตลาดรอบเขตเมืองเก่าซึ่งถือว่าเป็นจุดเด่นที่ประชาชนในพื้นที่ร่วมกันอนุรักษ์เอาไว้

“เชียงใหม่ถูกใช้เป็นทุนทางวัฒนธรรม และถูกใช้เป็นทุนทางเศรษฐกิจด้วย ถูกใช้ครบถ้วน มีตลาด มีพิพิธภัณฑ์ มีการจ้างงานได้รับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม มีผลกระทบกับชุมชน แต่ขณะเดียวกัน ยังมีการขับเคลื่อนที่ช่วยกันพัฒนารักษาเชียงใหม่”

ภาคธุรกิจจะดูแลย่านชุมชนเก่าอย่างไร ไม่ให้กลายเป็นสินค้า? คือคำถามสำคัญในการพัฒนาย่านเก่า

ด้าน นายพัฒนา สิทธิสมบัติ กล่าวว่า ในส่วนของการพัฒนาย่านเก่า เมื่อภาครัฐ เอกชน และประชาชนในท้องถิ่นมองกันคนละมุมเรื่องการจัดการพื้นที่ย่านเก่า ทำให้การทำงานไม่ประสานกัน คำถามต่อมาคืออะไรคืออาชีพของคนในท้องถิ่น และจะจัดการอย่างไรให้ไม่กลายเป็นทำลาย ไม่ทำให้คนในพื้นที่เกิดความเข้าใจผิด และจะให้โอกาสคนในพื้นที่อย่างไร ในความคิดของตนจำเป็นต้องมี “Location Driven Strategy” คือชุมชนและวัฒนธรรมสถานที่ ภาษา การแต่งกายที่เป็นจุดเด่น หน่วยงาน รัฐท้องถิ่น เอกชน การทำธุรกิจที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์

‘ย่านเก่า’ กับการเข้ามาพัฒนาของภาครัฐ

“ต้องพัฒนาย่านเก่าให้เป็นการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เพื่อผู้คนในชุมชนย่านเก่า”

เป็น ดร.ชูวิทย์ ที่ให้ความหมายของการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนนั่นคือ การจัดรูปแบบการท่องเที่ยวเพื่อ “ตอบสนอง” ความจำเป็นทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสุนทรียภาพ โดยคำนึงถึงการใช้ทรัพยากรอย่างสมเหตุสมผล และสามารถ “รักษา” เอกลักษณ์ของธรรมชาติ วัฒนธรรม เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนจึงจำเป็นต้องอาศัย “Government intervention” เข้ามาช่วย

“อย่ามองว่าเป็นการแทรกแซง แต่เป็นการบริหารจัดการที่เหมาะสมและสามารถพัฒนาเป็น Creative Intervention ได้รัฐเข้ามาช่วยการออกกฎหมาย กระตุ้นการจ้างงาน และภาคเอกชนควรจะมี Gift Economy หรือระบบเศรษฐกิจของขวัญ ให้กับชุมชนท้องถิ่น”

ดังนั้น รัฐและเอกชนควรร่วมมือประสานงานกัน โดยมีชุมชนย่านเก่าเป็นศูนย์กลาง

“การท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมที่เปราะบางมาก ถ้าคนในชุมชนทิ้งอาชีพเดิมไปทำการท่องเที่ยวอย่างเดียว วันหนึ่งเศรษฐกิจตกต่ำจะเกิดปัญหาคนในชุมชนไม่สามารถกลับไปทำอาชีพเดิมได้ สมควรที่จะเป็นอาชีพเสริม จึงนำมาซึ่งความยั่งยืนของคนในชุมชนเอง

“กลุ่มการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบที่สุดคือย่านเก่า ฉะนั้น อพท.จึงคิดมาตรการ 5 ร่วม ระหว่าง อพท.และคนในพื้นที่ในการดูแล คือ 1.ร่วมคิด 2.ร่วมวางแผน 3.ร่วมปฏิบัติ 4.ร่วมรับผิดชอบ และ 5.ร่วมรับผลประโยชน์”

รอง ผอ.อพท.กล่าวต่อว่า ปัจจุบัน อพท.นำหลักการของสภาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก (GSTC) มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในเมืองเก่าและย่านเก่าในพื้นที่พิเศษของอพท. ประกอบด้วย เมืองเก่า 1 แห่ง และชุมชนย่านเก่า 7 แห่ง

ส่วน “อนุรักษ์แล้วได้อะไร” เป็นคำถามที่ คุณสุกัลยา พบเจอเสมอ เพราะสำหรับตนเองแล้ว ย่านเก่าคือสิ่งแวดล้อมทางศิลปกรรม สิ่งแวดล้อมที่อยู่โดยรอบแหล่งที่มีคุณค่า มีคนอนุรักษ์

“ปัจจุบันชุมชนเก่าถูกปรับเปลี่ยนและเกิดปัญหาหลายอย่าง ไม่ว่าจากในชุมชนเอง ภาครัฐ หรือเอกชนที่เข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตชุมชน จึงอยากเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายการอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมศิลปกรรมประเภทชุมชนเก่า การอนุรักษ์ย่านชุมชนเก่า ผลักดันเป็นนโยบายระดับประเทศ มีหน่วยงานหลักรองรับการดำเนินงาน ส่วนกลไกการประสานงานให้เป็นรูปแบบบูรณาการเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อน ประกอบกับมีกลไกทางกฎหมายและการเงินด้วย”

สำหรับนโยบายที่เสนอเพื่อให้ย่านเก่าอยู่ได้ จะเป็นเกราะป้องกันให้ผู้คนที่อาศัยอยู่ในย่านเก่าตระหนักหวงแหนในสิ่งที่มี ถ้าผู้คนเข้มแข็ง มีนักท่องเที่ยวมาเยือน เจ้าบ้านยินดีต้อนรับ จะสร้างรายได้ให้กับตัวของย่านเก่า ทั้งนี้ องค์กรที่จะเข้ามาพัฒนาอนุรักษ์ย่านเก่าต้องลงไปตามหน่วยงานส่วนท้องถิ่นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อร่วมกันติดต่อประสานงาน ทำความเข้าใจก่อนจะลงไปพัฒนาพื้นที่จริง

จากซ้าย นพ.บัญชา พงษ์พานิช, สุวารี วงศ์กองแก้ว, สุกัลยา ปัณฑะจักร์, ดร.ชูวิทย์ มิตรชอบ และพัฒนา สิทธิสมบัติ

ย่านเก่า : ‘คุณค่า’ หรือ ‘มูลค่า’

“เมื่อพูดว่า ‘คุณค่า’ ของย่านเก่า ทุกคนกลับมองเห็นคุณค่าเป็น ‘มูลค่า’ ซึ่งสวนทางกัน”

คือคำนิยามที่ นพ.บัญชา กล่าวถึงย่านเก่าที่อยู่ในสายตาทุกฝ่าย อันหมายถึง “สถานที่ทำเงิน” จึงเป็นการอนุรักษ์เพื่อหารายได้ ไม่ได้อนุรักษ์เพื่อพิทักษ์รักษา

“ไม่มีอะไรที่เป็นไปตามแผนเลยในประเทศนี้ จะเป็นไปตามคณะกลุ่มบุคคลบางกลุ่มที่ต้องการผลประโยชน์ ขับเคลื่อนสิ่งต่างๆ ให้เกิดและทิ้งไว้ เมื่อได้รับผลประโยชน์เรียบร้อยแล้ว คนรับกรรมคือคนที่รักและผูกพันกับถิ่นที่อยู่อาศัยของตน ระบบราชการคาดหวังอะไรไม่ได้ รัฐบาลท้องถิ่นก็คาดหวังไม่ได้อีก จะหามาตรการอะไรต้องเอากลุ่มผู้มีอิทธิพลให้อยู่ และให้สัดส่วนและความสำคัญกับคนในท้องถิ่นมากขึ้น”

“ย่านเก่า” ปัจจุบันยังคงคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรม มีเสน่ห์ที่น่าค้นหา และเป็นย่านที่ตอบสนองการท่องเที่ยวที่โหยหาอดีต ขณะเดียวกัน ย่านเก่ายังคงต้องการการอนุรักษ์พัฒนาให้เข้ากับยุคสมัย ดังนั้น การที่จะพัฒนาอย่างไรให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ เอกชน และชุมชนในท้องถิ่น ต้องประสานและพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเพื่อพัฒนาย่านเก่าให้ยั่งยืนควบคู่กับการท่องเที่ยวสืบต่อไป