ศิลาจารึกปราสาทเมืองเก่า (ต. โคราช อ. สูงเนิน จ. นครราชสีมา) เป็นจารึกประจำอโรคยศาลของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 มหาราชแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา
พบจากการขุดแต่งโดยนักโบราณคดี กรมศิลปากร แต่ปัจจุบันไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน? ใครเก็บไว้? ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถาม แต่ไม่ได้รับความร่วมมือ
ล่าสุด วันจันทร์ที่ 26 มีนาคม ยังหาไม่พบศิลาจารึกปราสาทเมืองเก่าเก็บไว้ที่ไหน?
ศิลาจารึก
ลักษณะที่พบเป็นแท่งหินทราย ขนาดสูง 36 ซม. กว้าง 25 ซม. สถานที่พบอยู่ในสภาพเกือบสมบูรณ์ พบลายลักษณ์อักษรที่ชัดเจนได้ 3 ด้าน มีข้างละ 11 บรรทัด ลักษณะของศิลาจารึกที่พบ ทำด้วยศิลาทราย จากตำแหน่งที่พบจารึก เหมือนกับจารึกอื่นๆ ที่พบที่จารึกพิมาย, จารึกปราสาทตาเมือนโต๊ด และจารึกด่านประคำ ซึ่งจารึกจะกล่าวถึงอโรคยาศาลหรือโรงพยาบาล ที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ได้ทรงทำขึ้นเป็นฝีมือช่างในศตวรรษที่ 18 อันเป็นศิลปะแบบบายน
[รายงานการขุดแต่งปราสาทหินเมืองเก่า บ้านเมืองเก่า หมู่ 1 ต. โคราช อ. สูงเนิน จ. นครราชสีมา ต้นฉบับพิมพ์ดีดของหน่วยศิลปากรที่ 6 กรมศิลปากร พ.ศ. 2533 หน้า 14]

ชัยวรมันที่ 7กับพื้นที่บริเวณเมืองราด
ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ
อดีตอาจารย์คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร
“ศิลาจารึกจากปราสาทเมืองเก่า” ต. โคราช อ. สูงเนิน จ. นครราชสีมา ถูกพบในขณะที่ทำการบูรณะโดยกรมศิลปากร ขณะนี้ยังไม่ทราบว่าถูกนำไปเก็บรักษาไว้ที่ไหน? และยังไม่มีทั้งคำอ่าน รวมทั้งคำแปลจารึกดังกล่าวออกเผยแพร่
แต่จากการที่ปราสาทหลังนี้เป็น “สุคตาลัย” หรือศาสนสถานประจำอโรคยาศาล คือศาลาไร้โรคในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. 1724-1761) แห่งเมืองพระนครหลวง หรือนครธมนั้น ก็ทำให้พอจะสันนิษฐานได้ว่า เนื้อความในจารึกหลักนี้ น่าจะเป็นเรื่องของการยอพระเกียรติพระมหากษัตริย์พระองค์นี้ว่าได้มีการจัดสร้างศาลาไร้โรคขึ้นในบริเวณดังกล่าว พร้อมทั้งได้พระราชทานสมุนไพร หยูกยา ข้าทาส และสิ่งต่างๆ ให้กับศาลาไร้โรคที่ปราสาทเมืองเก่า อันเป็นลักษณะร่วมของจารึกที่พบในสุคตาลัยที่สร้างในสมัยองพระองค์
การค้นพบจารึกหลักนี้ย่อมแสดงให้เห็นถึงการยอมรับใน “พระบารมี” ที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 มีต่อพื้นที่ปราสาทเมืองเก่า และปริมณฑลโดยรอบ โดยไม่ว่าพระบารมีนั้นจะเกี่ยวพันไปถึงอำนาจทางการปกครองหรือไม่ก็ตาม แต่พระบารมีนั้นก็ทำให้มีการสร้างปราสาท รวมไปถึงศาลาไร้โรคซึ่งน่าจะเป็นเครื่องไม้ขึ้นในบริเวณที่ห่างไกลออกมาจากศูนย์กลางอำนาจของพระองค์ที่เมืองพระนครหลวงหลายร้อยกิโลเมตรได้เลยทีเดียว
อันที่จริงแล้ว พื้นที่บริเวณใกล้เคียงกับปราสาทเมืองเก่านั้น มีร่องรอยของอิทธิพลวัฒนธรรมขอมโบราณ มาก่อนสมัยที่จะสร้างปราสาทแห่งนี้แล้ว ที่สำคัญคือ ปราสาทเมืองแขก และปราสาทโนนกู่ ซึ่งสร้างขึ้นก่อนปราสาทเมืองเก่าประมาณ 300 ปี โดยตั้งอยู่ไม่ห่างจากกันในระยะ 3 กิโลเมตร
นอกจากนี้ ในระยะที่ห่างออกไปเพียงไม่ถึง 10 กิโลเมตร ยังมีเมืองโบราณเสมา อันเป็นสถานที่พบศิลาจารึกอีกหลักหนึ่ง ที่เรียกกันว่า “จารึกบ่ออีกา” ซึ่งมีข้อความระบุว่า “กมฺวุเทศานฺตเร” ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านเขมรศึกษา ชาวฝรั่งเศส อย่าง โคล้ด ฌาร์ก (Claude Jacques) แปลว่า “ดินแดนที่อยู่ในกัมพุชเทศ”
จารึกบ่ออีกามีศักราชระบุเอาไว้ตรงกับ พ.ศ. 1411 ใกล้เคียงกันกับช่วงเวลาที่ปราสาทเมืองแขก และปราสาทโนนกู่ ซึ่งย่อมหมายถึงรากฐานอันสำคัญของอิทธิพลวัฒนธรรมขอม ที่มีอยู่ก่อนสร้างปราสาทเมืองเก่าราว 300 ปี
หลักฐานเช่นนี้ย่อมสอดคล้องกับที่ อ.มานิต วัลลิโภดม เคยเสนอเอาไว้ว่า พื้นที่บริเวณนี้คือ “เมืองราด” ของ “พ่อขุนผาเมือง” ที่เป็นพระชามาดา (ลูกเขย) ของพระเจ้าแผ่นดินเมืองนครธม
โดยหลักฐานจากจารึกวัดศรีชุม จ. สุโขทัย นั้นยังได้ระบุเอาไว้ด้วยว่า พ่อขุนผาเมืองได้รับพระราชทานพระแสงขรรค์ชัยศรี และพระนามศรีอินทรบดินทราทิตย์ มาพร้อมกับพระนางสุขรเทวี พระราชธิดาของพระองค์
อันแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์กับอิทธิพลวัฒนธรรม และราชสำนักขอมที่เมืองพระนครหลวงอย่างลึกซึ้งมาโดยตลอด นับตั้งแต่ช่วงหลัง พ.ศ. 1400 จนถึงก่อน พ.ศ. 1900 อันเป็นระยะเวลาที่พ่อขุนผาเมืองครองอยู่ที่เมืองราดนั่นเอง
อยู่ที่ไหน? เมืองราด ของพ่อขุนผาเมือง
เมืองราด (ที่เมืองโคราชเก่า) ประชากรตกทอดจากชาวเมืองเสมา (ศรีจนาศะ) อาจมีทั้งพูดมอญ-เขมร และอื่นๆ แต่ตอนหลังพูดไต-ไท กระทั่งกลายตนเป็นไทย แล้วร่วมสร้างเมืองนครราชสีมา ยุคต้นอยุธยา
อ. มานิต วัลลิโภดม (อดีตนักปราชญ์สามัญชนประจำกรมศิลปากร) เคยชี้แนะไว้ (ตั้งแต่ พ.ศ. 2502) เมืองราดของพ่อขุนผาเมือง อยู่เมืองโคราชเก่า จ. นครราชสีมา
จิตร ภูมิศักดิ์ (นักปราชญ์สยาม) เห็นด้วย จึงเขียนสนับสนุน ตั้งแต่ก่อน พ.ศ. 2507
อ. ศรีศักร วัลลิโภดม (นักปราชญ์ร่วมสมัย อดีตอาจารย์ประจำคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร) บอกไว้ในหนังสือสร้างบ้านแปงเมือง (สำนักพิมพ์มติชน พ.ศ. 2560) ว่า เมืองราดของพ่อขุนผาเมืองอยู่เมืองโคราชเก่า อ. สูงเนิน จ. นครราชสีมา
ก่อนหน้านี้นานแล้วมีนักปราชญ์ นักค้นคว้า นักวิชาการ เสนอว่าเมืองราดอยู่ในพื้นที่หลายแห่ง เช่น เมืองเพชรบูรณ์ (จ. เพชรบูรณ์), เมืองนครไทย (จ. พิษณุโลก), เมืองทุ่งยั้ง (จ. อุตรดิตถ์) ฯลฯ
ความเห็นเรื่องเมืองราดอยู่ที่ไหน? ยังไม่ลงตัวเห็นพ้องต้องกัน
พ่อขุนผาเมือง เป็นใคร? มาจากไหน?
ประวัติย่อของพ่อขุนผาเมือง เจ้าเมืองราด (เมืองโคราชเก่า อ. สูงเนิน จ. นครราชสีมา) มีดังนี้
1. โอรสพ่อขุนศรีนาวนำถุม (ผู้สถาปนากรุงสุโขทัย-ศรีสัชนาลัย) เชื้อสายกษัตริย์เมืองละโว้ (ลพบุรี) ซึ่งเป็นขอม
2. วงศ์วานว่านเครือกษัตริย์กัมพูชา เพราะได้รับสิ่งของสำคัญจากกษัตริย์เมืองนครธม (ศรียโสธรปุระ) ได้แก่ (1.) พระแสงขรรค์ชัยศรี (2.) พระนาม ศรีอินทรบดินทราทิตย์ (3.) ตำแหน่ง กมรเตงอัญผาเมือง (4.) ลูกสาวชื่อ สุขรเทวี
3. ผู้ยึดเมืองสุโขทัย จากการยึดครองของ “ขอมสบาดโขลญลำพง” แต่ไม่ครองเมืองด้วยตนเอง โดยยกให้พ่อขุนบางกลางหาว (เจ้าเมืองบางยาง เป็นเครือญาติกัน) พร้อมยกพระนาม (ที่รับจากกษัตริย์กัมพูชา) ให้ด้วยว่า “ศรีอินทราทิตย์”
4. ลุงของมหาเถรศรีศรัทธา ผู้เล่าเรื่องทั้งหมดนี้ แล้วบันทึกเป็นศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ 2 (วัดศรีชุม) ทำให้มีประวัติศาสตร์กรุงสุโขทัยในประวัติศาสตร์ไทยปัจจุบัน

(ล่าง) ระหัดวิดน้ำ ของลุงยนต์ โภชน์สูงเนิน เป็นระหัดวิดน้ำหลังเดียวที่ยังคงเหลืออยู่ในลำน้ำลำตะคองช่วงที่ไหลผ่านสูงเนิน ปัจจุบันยังคงใช้งานวิดน้ำเข้านาและใช้ในการเพาะปลูกพืชผลทางการเกษตร อยู่ที่บ้านวังวน ต. โคราช อ. สูงเนิน จ. นครราชสีมา (ภาพถ่ายเมื่อ พ.ศ. 2560)
[ภาพประกอบพร้อมคำบรรยายโดย พรนิภา ฉะกระโทก โรงเรียนสูงเนิน อ. สูงเนิน จ.นครราชสีมา]
อาณาบริเวณเมืองราด ของพ่อขุนผาเมือง
ประภัสสร์ ชูวิเชียร
อาจารย์ประจำคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร
หลักฐานของศาสนสถานประจำอโรคยาศาลที่เมืองเก่าโคราช สูงเนิน แสดงถึงเส้นทางจากกัมพูชาขึ้นมายังที่ราบสูงโคราชบริเวณต้นลำน้ำมูลเพื่อลงไปสู่ที่ราบลุ่มภาคกลางคือสระบุรี-ลพบุรี เพราะอยู่บนเส้นทางติดต่อระหว่างสองภูมิภาคนี้ โดยน่าจะเป็นหนึ่งในกลุ่มโบราณสถานที่เกี่ยวเนื่องไปถึงเมืองเสมา เพราะอยู่ห่างกันไม่ไกลราว 10 กม. โดยยังมีกลุ่มปราสาทโนนกู่ เมืองแขก ตั้งกระจายคั่นระหว่างกลางอยู่ด้วย
เพราะแถบนั้นโบราณสถานมีลักษณะการกระจายตัวกันมากกว่าเกาะกลุ่ม แสดงให้เห็นว่ามีชุมชนที่มีอายุตั้งแต่สมัยทวารวดีลงมาจนถึงอิทธิพลเขมรช่วงพุทธศตวรรษที่ 16-17 และพุทธศตวรรษที่ 18
ซึ่งหากจะนับเป็น “อาณาบริเวณ” ที่จะเรียกว่า “เมืองราด” ก็น่าจะได้ หากอยู่ในระดับข้อสันนิษฐาน เพราะอโรคยาศาลาที่ปราสาทเมืองเก่านี้มีอายุในพุทธศตวรรษที่ 18 ซึ่งแสดงว่าชุมชนนี้มีความสำคัญในช่วงปลายสมัยอิทธิพลเขมร และอาจมีชุมชนตกค้างลงมาจนถึงช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 19 ก็เป็นได้
แต่ที่จะต้องสังเกตคือ หากเป็นเมืองราด ที่กล่าวถึงในจารึกสมัยสุโขทัย ก็ควรพบหลักฐานในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 18 จนต้นพุทธศตวรรษที่ 19 และลงมาถึงพุทธศตวรรษที่ 20 ด้วย เนื่องจากชื่อเมืองราดมีปรากฏในจารึกสุโขทัยสมัยพระยาลิไท (ปลายพุทธศตวรรษที่ 19-ต้นพุทธศตวรรษที่ 20)
ทั้งนี้ สิ่งก่อสร้างอาจสาบสูญไปแล้ว การพิสูจน์จึงต้องขุดค้นทางโบราณคดีเพื่อหาชั้นดินหรือร่องรอยการอยู่อาศัยเพิ่มเติมว่ามีอยู่ในช่วงนั้นหรือไม่

