ความจริง ‘ฟอลคอน’ แต่ง ‘มารี’ ใช้หนี้ ประวัติศาสตร์สยามในสายตา ‘คนนอก’

29.03.18 | 17:33 น.
ฟอลคอนและท้าวทองกีบม้าในละครบุพเพสันนิวาส

เป็นอีกตัวละครที่มีการถกเถียงกันในวงกว้าง

“ก็องสตังซ์ ฟอลคอน” หรือ “คอนสแตนติน ฟอลคอน” ขุนนางฝรั่งที่เข้าไปเพ็ดทูลกับขุนหลวง และทำให้เจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก) ต้องโทษโบยกระทั่งเสียชีวิต รับบทโดย หลุยส์ สก๊อต

ถามว่า ฟอลคอนเป็นคนอย่างไร คำตอบนั้นขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละฝ่ายแต่ละคน เอกสารของฝั่งไทยก็มองมุมหนึ่ง เอกสารฝรั่งก็อีกมุมหนึ่ง

อย่างในหนังสือ “ฟอลคอนแห่งอยุธยา” บทประพันธ์ของ “แคลร์ คีฟ-ฟอกซ์” นักเขียนชาวฝรั่งเศส ที่รับเชิญจากสถานีโทรทัศน์ช่อง arte ของฝรั่งเศส ให้มาถ่ายทำสารคดีแนะนำจังหวัดลพบุรี บ้านเกิดของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช รวมถึงบ้านพักของพระยาวิไชเยนทร์หรือฟอลคอนถึงสถานที่จริง

เธอบอกว่า เชื่อว่าแท้จริงแล้วฟอลคอนรักแผ่นดินสยามด้วยใจจริง

Advertisement

“เขาพยายามเปิดประตูให้สยามติดต่อสัมพันธ์กับประเทศตะวันตก เพื่อให้สยามปกป้องตัวเองและแข่งขันกับประเทศอื่นได้ เพียงแต่ท่าทีการแสดงออกอาจไม่ถูกต้องนัก ด้วยความหยิ่งยโส ไม่ฟังความเห็นต่าง และฉันเชื่อว่าฟอลคอนผูกพันอย่างลึกซึ้งและจงรักภักดีต่อสมเด็จพระนารายณ์มหาราช”

แคลร์ คีฟ-ฟอกซ์

แคลร์ คีฟ-ฟอกซ์ บอกว่า เธอเองไม่เคยดูละครเรื่อง บุพเพสันนิวาส แต่ถ้ามีโอกาสก็อยากดู ฉันพอรู้มาว่าฟอลคอนในละครนั้นถูกมองว่าเป็นตัวร้าย ซึ่งความจริงแล้วคนไทยในสมัยนั้นก็มองฟอลคอนเป็นตัวร้ายจริงๆ ด้วยความที่เป็นคนโปรดของพระนารายณ์ การเป็นคนโปรดของกษัตริย์ทำให้มีผู้คนอิจฉาริษยา อีกทั้งตัวฟอลคอนยังมีนิสัยหยิ่งยโส

นอกจากทรรศนะที่แตกต่างเกี่ยวกับลักษณะนิสัยของฟอลคอน อีกประเด็นที่แตกต่างจากบทละคร คือ ความสัมพันธ์ระหว่างฟอลคอนและแม่มะลิ มารี กีมาร์ คีฟ-ฟอกซ์บอกว่า ในละครที่เห็นว่าฟอลคอนบังคับมารีให้แต่งงานด้วยนั้น ในความเป็นจริงฟอลคอนไม่ได้รักมารีเลย

“ฟอลคอนต่างหากที่ถูกพระนารายณ์บังคับให้แต่งงานกับมารี เพราะทรงเป็นหนี้ชาวญี่ปุ่นเป็นเงินจำนวนมาก จึงใช้การแต่งงานนี้ผ่อนผันจ่ายหนี้

“ความจริงฟอลคอนไม่ได้สนใจในตัวมารีเลย แถมยังคิดว่ามารีค่อนข้างซื่อบื้อด้วยซ้ำ แต่มารีเป็นหลานสาวของยามาดะ เศรษฐีชาวญี่ปุ่น ฐานะร่ำรวย นั่นเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ฟอลคอนยอมแต่งงานกับมารี เพราะขณะนั้นฟอลคอนเองก็ไม่ได้มีฐานะอะไร นอกจากเป็นพระประสงค์ของพระนารายณ์แล้ว เขาอาจแต่งงานเพื่อยกฐานะตนเองด้วย”

ทั้งนี้ คีฟ-ฟอกซ์เล่าถึงที่มาของการประพันธ์เรื่อง “ฟอลคอนแห่งอยุธยา” ว่า เริ่มจากความตั้งใจจะเขียนบทความเกี่ยวกับเพื่อนร่วมอาชีพ

“ฉันไปเยี่ยมชมพระราชวังที่สมเด็จพระนารายณ์เคยประทับ แต่บังเอิญไปพบบ้านพระยาวิไชเยนทร์เข้าก่อน พอได้เห็นบ้านพักทูตฝรั่งเศสเลยรู้สึกแปลกใจและสนใจ จากนั้น ฉันจึงซื้อหนังสือมาจากพิพิธภัณฑ์และอ่านเจอว่าฟอลคอนทำหน้าที่เป็นล่ามให้แก่กษัตริย์ในสมัยนั้น คล้ายคลึงกับตัวฉันที่ทำหน้าที่เป็นล่ามให้แก่ประธานาธิบดี ฉันรู้สึกว่าน่าสนใจเลยศึกษาเพิ่มเติม โดยตั้งใจจะนำมาเขียนบทความเกี่ยวกับเพื่อนร่วมอาชีพในประวัติศาสตร์”

แต่ยิ่งศึกษาก็ยิ่งอยากรู้มากขึ้น และพบว่าเรื่องราวซับซ้อนเกินกว่าจะเขียนเป็นบทความ จากบทความก็เลยกลายเป็นหนังสือเล่มหนาอย่างที่เห็น

“สิ่งที่ฉันพยายามทำให้ดีที่สุดในการเขียนนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ คือ ถ่ายทอดเหตุการณ์และข้อเท็จจริงต่างๆ ให้ถูกต้องครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุด ใช้เวลาค้นคว้าอยู่เป็นปีก่อนเริ่มต้นเขียน และใช้เวลาเขียนอยู่ 5 ปี ระหว่างเขียน ฉันจะกลับไปตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้องที่สุด เพราะฉันเขียนเป็นภาษาฝรั่งเศส ฉันจึงต้องทำให้มั่นใจว่าคำเรียกขานหรือคำศัพท์ต่างๆ ถูกต้องตามจริง โดยหลักฐานสำคัญที่ฉันศึกษา คือ จดหมายเหตุซึ่งเขียนโดยมิชชันนารีชาวฝรั่งเศสที่เขียนบันทึกอย่างสม่ำเสมอ หลักฐานส่วนใหญ่ในสมัยอยุธยาถูกทำลายไปพร้อมกับการเสียกรุง แต่โชคดีที่จดหมายเหตุเหล่านี้ได้รับการเก็บรักษาไว้ในฝรั่งเศสและอังกฤษ

“ในขณะเดียวกัน ฉันก็พยายามมองประวัติศาสตร์สยามในสายตาของ ‘คนนอก’ ซึ่งน่าจะเป็นมุมมองอันแตกต่างที่ไม่ได้มองประวัติศาสตร์จากมุมมอง ‘ความเป็นไทย’ ตอนที่เขียนฉันพยายามเป็นกลาง ไม่เข้าข้างใคร ดังนั้น เรื่องราวจึงเล่าผ่านสายตาของคนนอกที่ไม่ลำเอียงและปราศจากอคติ” เธอกล่าวทิ้งท้าย

นอกจาก “ฟอลคอนแห่งอยุธยา” ของค่ายนานมีบุ๊คส์ ยังมีหนังสือน่าสนใจอีกหลายเล่ม อาทิ “การเมืองไทยสมัยพระนารายณ์” โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์ “หอกข้างแคร่” ปรีดี พิศภูมิวิถี แปล “รุกสยามในนามพระเจ้า” กรรณิกา จรรย์แสง แปล “ขุนนางสยาม” ส.พลายน้อย “ข้ามสมุทร” โดยวิษณุ เครืองาม เป็นต้น

พบกันที่งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 46 ระหว่างวันที่ 29 มีนาคม ถึง 8 เมษายน 2561 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ หรือให้รวดเร็วทันใจ สั่งซื้อออนไลน์ได้ที่ www.matichonbook.com