ทำงานต่างแดนนานกว่าสิบปี ล่าสุด เขาบินลัดฟ้ากลับมานั่งแท่น “ผู้อำนวยการ” สำนักประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (สค.) กระทรวงพาณิชย์ ร่วม 2 ปีแล้ว
ที่ผ่านมา เป็นทั้งที่ปรึกษา (ฝ่ายการพาณิชย์) คณะผู้แทนไทยประจำสหภาพยุโรป ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม, นักวิชาการพาณิชย์ 8ว. สำนักงานการค้าข้าวต่างประเทศ กรมการค้าต่างประเทศ เรื่อยมาถึงอัครราชทูต (ฝ่ายการพาณิชย์) สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงพริทอเรีย สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ ก่อนจะอยู่ในตำแหน่งปัจจุบัน
จักรินทร์ โกมลศิริ บอกพร้อมรอยยิ้มว่า เหตุผลหลักที่กลับมาอยู่ไทยเป็นเพราะ “ครอบครัว” อยากอยู่ใกล้คุณแม่ที่นับวันเริ่มมีอายุมากขึ้นๆ
เกิดวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ.2507 จบปริญญาตรี-เอกจากอเมริกา ด้านการสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เศรษฐกิจระหว่างประเทศ และรัฐศาสตร์ ด้านการเมืองโลก
ฟังดูไม่เกี่ยวข้องกับ “การสื่อสาร ประชาสัมพันธ์” เท่าไหร่ แต่ ผอ.จักรินทร์ฟันธงว่า การสื่อสารถือเป็นส่วนหนึ่งของการเมืองเช่นกัน
โดยงานปัจจุบัน ผอ.จักรินทร์ได้รับมอบหมายให้ดูแลเรื่องการสื่อสารองค์กร เนื่องจาก สค.เป็นกรมเกี่ยวกับการตลาด (Marketing) ต้องอาศัยการสื่อสาร ประชาสัมพันธ์ เผยแพร่กิจกรรมให้ผู้ประกอบการทราบ
“มีคำพูดหนึ่งของโจเซฟ พี. เคนเนดี ที่บอกกับลูกชายที่ผมชอบเสมอ นั่นคือ ไม่สำคัญหรอกว่าคุณเป็นคนอย่างไร แต่คนอื่นคิดว่าคุณเป็นอย่างไรนั้นสำคัญกว่า ฉะนั้น การสื่อสารให้คนอื่นรู้ว่าเราเป็นอย่างไรเป็นสิ่งสำคัญ อย่างกรมเองต้องการสื่อสารให้คนทราบว่า เราเป็นผู้รู้จริงเรื่องการส่งออกไปต่างประเทศ มีความตั้งใจ อยากพัฒนาผู้ประกอบการไทย เป็นที่พึ่งพาของผู้ประกอบการ”
และที่ขาดไม่ได้คือ “กิจกรรม” ที่ สค.เป็นผู้อยู่เบื้องหลังมากมาย อาทิ Bangkok Gems & Jewelry Fair, THAIFEX-World of Food Asia : Thaifex, Cross-Border e-Commerce Solutions & Business Matching, STYLE 2018 April (BIFF&BIL BIG+BIH TIFF)
เหล่านั้นเป็นเพียง “ส่วนหนึ่ง” ของกิจกรรมจาก สค. แต่กระนั้น ผอ.จักรินทร์ก็ยอมรับว่า คนรู้จักกิจกรรมมากกว่ากรมเสียอีก
“เป็นสิ่งท้าทายว่า จะทำอย่างไรให้คนรู้จักผู้อยู่เบื้องหลังกิจกรรม โดยอาศัยสื่อโซเชียลและวารสารที่เรามี จะเห็นว่าการประชาสัมพันธ์เป็นสิ่งสำคัญมากๆ เพราะเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ถ้าน้อยไปก็มีปัญหา เราเตือนสติตัวเองเสมอ ฉะนั้น เวลาเขียนข่าว เราบอกไปว่าเราทำอะไร แต่สิ่งที่เราทำนั้นใครได้ประโยชน์บ้าง แล้วเขาได้อย่างไร”
สะท้อนแง่มุมการสื่อสารที่ไม่เพียง “ส่งสาร” อย่างเดียว แต่ลึกไปถึงการที่ “ผู้รับสารต้องได้รับประโยชน์” ร่วมด้วย

“…เราเหมือนต้นไม้ที่มีลูกดก รสชาติหอมหวาน คนชอบรับประทาน แต่เขาไม่รู้ว่าต้นแม่ของผลเหล่านั้นมีหน้าตาเป็นอย่างไร แต่หากคิดว่า ถ้าต้นไม้อุดมสมบูรณ์ ใบเขียวแข็งแรง ต้นแม่ก็จะอุดมสมบูรณ์ไปด้วย…”
ภารกิจของ สค.ผ่านมาแล้วมากมาย นับว่าประสบความสำเร็จอย่างไรบ้าง?
ถ้าดูจากตัวเลขผู้ประกอบการที่ผ่านประตูของเรามา ถือว่าดีมาก (ยิ้ม) สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (เอ็นอีเอ) พัฒนาผู้ประกอบการไปแล้วกว่า 55,000 ราย ซึ่งปีนี้เป้าของเราอยู่ที่ 100,000 ราย อีกทั้งเรามีกิจกรรมรองรับผู้เข้าร่วมโครงการ ทั้งงานแสดงสินค้า หลักๆ ที่กรมจัดประมาณ 10 ครั้ง/ปี เช่น งานแสดงสินค้าอัญมณี Bangkok Gems Jewellry, งาน Style ซึ่งเป็นงานสินค้าไลฟ์สไตล์ รวมถึงของขวัญ ตลอดจน Thaifex งานแสดงสินค้าอาหารที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย หากดูตัวเลขก็ทะลุเป้าทุกครั้ง รวมถึงกิจกรรมตรารับรองสัญลักษณ์อย่าง Thailand Trust Mark ที่รับรองคุณภาพมาตรฐานโลก, PM Award ผู้ส่งออกสินค้าและบริการดีเด่น, DEmark รางวัลสินค้าไทยที่มีการออกแบบดี ซึ่งรับรองคุณภาพในมิติต่างๆ ก็เป็นที่รู้จัก
ถามว่าในภาพรวมของกรมแล้ว มีคนรู้จักเรามากแค่ไหน นี่เป็นโจทย์ที่อยากให้คนรู้จักเรามากขึ้น ซึ่งขณะนี้รัฐบาลมีนโยบายว่า จะทำอย่างไรให้รัฐวิสาหกิจชุมชน เกษตรกร ผู้ประกอบการรายเล็ก (SMEs) รู้จักทำมาค้าขาย รู้จักการทำธุรกิจ และไม่ใช่เพียงผู้ประกอบการรายใหญ่เท่านั้นที่ทำธุรกิจระหว่างประเทศ นี่เป็นเป้าหมายที่กรมได้รับมอบหมายใหม่ นั่นคือ เราต้องขยายฐานลูกค้าให้มากขึ้น
เดิมทีเรามุ่งพัฒนาผู้ประกอบการและผู้ส่งออกเป็นหลัก เพราะจากการสำรวจฐานข้อมูลล่าสุดมีประมาณ 2-3 หมื่นคน แต่ขณะนี้เป้าหมายได้เปลี่ยนไปแล้ว เราต้องมุ่งวิสาหกิจชุมชน มุ่งที่เกษตรกรซึ่งเขาอยากทำธุรกิจและมีสินค้าดีๆ อยู่แล้ว แต่ไม่รู้จักการส่งออก โดยเราจะทำอย่างไรให้เขาเหล่านั้นเข้าสู่การทำธุรกิจระหว่างประเทศได้ ซึ่งใช้ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ อีกทั้งตอนนี้ออนไลน์มาแรงมาก เป็นโอกาสดีที่ในอดีตคนตัวเล็ก หมายถึงผู้ประกอบการรายเล็กไม่เคยทำธุรกิจเลย จะได้มีโอกาสโพสต์ของขายในไลน์ เฟซบุ๊ก หรือ Thaitrade.com
ในฐานะ ผอ.สำนักประชาสัมพันธ์ มีส่วนผลักดันอย่างไร?
นั่นคือการทำอย่างไรเพื่อให้ข้อมูลข่าวสารสามารถเข้าใจง่าย เข้าถึง ทันสมัย และเป็นที่ทราบกันดีว่า ภาษาราชการเป็นที่เข้าใจยากมาก (หัวเราะ)
เพราะฉะนั้นเราพยายามใช้โซเชียลมีเดียที่มีอยู่ ทั้งเฟซบุ๊ก “กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ DITP” ไลน์แอด (Line@ditp) และอินสตาแกรมด้วย เพื่อบอกประชาชนว่ากรมเรามีกิจกรรมดีๆ มากมาย ทั้งงานแสดงสินค้า หรือสถาบันเอ็นอีเอซึ่งมีการอบรมฟรี อาทิตย์ละ 2-3 กิจกรรม เราจะทำอย่างไรเพื่อให้คนเข้ามา หรือถ้าไม่มีเวลาก็สามารถเรียนรู้ผ่านออนไลน์ได้
การค้าระหว่างประเทศเป็นเรื่องยาก เพราะฉะนั้นเราจะทำอย่างไรให้ประชาชนเข้าใจ เข้าถึง โดยเราพยายามทำเป็นแผนภาพข้อมูล เช่น ขั้นตอนการส่งออกเป็นอย่างไร โดยแผนภาพข้อมูลเป็นการย่อโลกให้เข้าใจง่าย ซึ่งขณะนี้เฟซบุ๊กกรมมีผู้ติดตามประมาณ 33,000 คน ไลน์แอดมีสมาชิกกว่า 22,000 คน และประมาณ 3 ครั้ง/สัปดาห์ จะมีข้อความแจ้งเตือนผ่านไลน์แอดว่าตอนนี้กรมทำอะไรบ้าง มีงานแสดงสินค้า หรือสัมมนาอะไรบ้าง ตลอดจนผู้ประกอบการจะได้เรียนรู้แนวโน้มการตลาดของโลกว่าเป็นอย่างไร บางครั้งกรมยังเชื่อมโยงไปสู่กิจกรรมซึ่งมีการถ่ายทอดสดจากสถาบันเอ็นอีเอซึ่งเราพัฒนาผู้ประกอบการ เป็นสิ่งที่เราทำอย่างต่อเนื่อง
เรามีวารสาร THINK TRADE THINK DITP ที่มีข้อมูลเชิงลึก แต่ไม่ลับ และไม่ท่วมท้น เพราะทราบดีว่าผู้บริโภคในปัจจุบันไม่ชอบอะไรที่มากเกินไป อีกทั้งวารสารเล่มนี้ยังเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้ประกอบการอยากทำธุรกิจระหว่างประเทศด้วย ภายในเล่มจะพูดถึงผู้ประกอบการบางส่วนที่โตมากับกรม ได้เข้าร่วมกิจกรรมของกรม ทั้งการออกงานแสดงสินค้าภายในประเทศ เมื่อแกร่งกล้าสามารถก็ออกไปยังต่างประเทศ ทำอย่างไรให้เขาพัฒนาแบรนด์ขึ้นมา มีแบรนด์ของตัวเอง จากนั้นพอเก่งขึ้นมาอีกก็รับตราสัญลักษณ์รับรองคุณภาพ เรามี T Mark หรือถ้างานดีไซน์ เรามีตรา DEmark หรือถ้าเป็นผู้ประกอบการรายที่มีผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ก็จะได้ PM Award คือผู้ส่งออกดีเด่น เป็นรางวัลที่มอบโดยท่านนายกรัฐมนตรีทุกปี
เหล่านี้เป็นสิ่งที่กรมพยายามผลักดันแบรนด์คนไทยให้ยั่งยืน
เป้าหมายใน 2-3 ปีข้างหน้า?
ก่อนอื่น โจทย์ที่ยากที่สุดคือปรับภาพลักษณ์กรมที่ดูทันสมัย มีความอินเตอร์ มีองค์ความรู้ที่เข้มแข็ง ให้เป็น From local to global หรือจากท้องถิ่นสู่ตลาดสากล เนื่องจากเราอยากสื่อให้ประชาชนทราบว่า กรมมิได้พัฒนาเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่เท่านั้น แต่
สตาร์ตอัพและผู้ประกอบการรายเล็ก SMEs โดยเฉพาะ S-Small กับ M-Medium เราอยากผลักดันให้ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพทำธุรกิจระหว่างประเทศ และไม่ได้ยากอย่างที่คิด
1.ในโซเชียลมีเดีย เราพยายามทำเป็นวิดีโอ 2.เป็นเรื่องของแรงบันดาลใจซึ่งนำมาจากเรื่องจริง กล่าวคือ มนุษย์เงินเดือนที่เบื่องาน แล้วออกมาทำธุรกิจ มีงานอดิเรกคือชอบเลี้ยงปลากัด แล้วแพร่พันธุ์ไปเรื่อยๆ กระทั่งได้เรียนรู้กับกรมว่าการส่งออกปลาสวยงามในฮ่องกงและจีนมาแรง เขาเริ่มพัฒนาตัวเอง ทำให้งานอดิเรกของเขาเจริญเติบโต จนสามารถเป็นธุรกิจส่งออกปลาสวยงามได้
การสร้างแบรนด์ตัวเองเป็นเรื่องสำคัญ ฉะนั้น การทำธุรกิจไม่ใช่เรื่องยาก ถ้าคุณมีแรงบันดาลใจ เข้าหาคนที่รู้จริงอย่างกรมที่รู้เรื่องการส่งออกดีที่สุดในไทยก็ว่าได้ (ยิ้ม) เราตั้งมา 66 ปีแล้ว โดยจุดแข็งของเราคือมีข้อมูลเชิงลึก มี ผอ.สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ หรือทูตพาณิชย์อยู่ 58 แห่งทั่วโลก เราได้ข้อมูลจากหลายๆ ท่านเหล่านี้
ส่วนวิชั่นในอีก 2 ปีข้างหน้าคือ อยากผลักผู้ที่มีศักยภาพในการส่งออกให้เขาออกไปข้างนอกได้ ส่วนคนตัวเล็กนั้นเราอยากดัน ทั้งผลักทั้งดันให้เขามีการพัฒนาสินค้า มีมาตรฐาน และบรรจุภัณฑ์ก็สำคัญ อีกทั้งคนไทยเรามีความเป็นเลิศเรื่องการผลิต ขั้นตอนละเมียดละไม แต่สิ่งที่ยังขาดอยู่คือ “การเล่าเรื่อง” จะขายทุกอย่างต้องมีเรื่องราว มีที่มาที่ไป เช่น ผลิตเกลือขัดตัว ต้องเล่าเรื่องให้ได้ว่าเกลือมาจากไหน มีประโยชน์อะไร มีความพิเศษอย่างไร บรรจุภัณฑ์ต้องสวยงาม ต้องสอดรับระหว่างเรื่องเล่าและสินค้าที่ผลิตออกมา นี่คือสิ่งที่เราอยากเห็นผู้ประกอบการไทยพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ
ตลอดจนข้อมูลข่าวสารที่เรามีอย่างโซเชียลมีเดีย จะนำไปสู่ประเด็นนั้นว่า การส่งออกต้องทำอย่างไรจึงจะประสบความสำเร็จ
มีประสบการณ์ทำงานจากต่างประเทศโชกโชน เรื่องใดบ้างที่สามารถบูรณาการกับยุคไทยแลนด์ 4.0 ได้?
เรื่อง “แบรนด์” สำคัญมาก ประเทศไทยต้องสร้างแบรนด์ขึ้นมา เราต้องมีจุดแข็ง เช่น ถ้าเอ่ยถึง “สวิส” จะนึกถึงนาฬิกา ถ้า “อเมริกา” ก็เทคโนโลยี ถ้าสิงคโปร์ก็ “ไฟแนนซ์” ซึ่งไทยเรายังขาดจุดยืนที่ทำให้คนเห็นว่าอะไรคือ “ไทยแลนด์”
นายกรัฐมนตรีเร่งผลักดันว่าต้องใช้วัฒนธรรมไทย ไม่ว่าจะละครหรือภาพยนตร์ไปเป็นจุดขาย ต้องมีจุดยืนว่าเราเป็นใครในตลาดโลก และกรมเราเป็นฝ่ายขาย ถ้าสินค้าไม่ดี คุณภาพไม่ถึง ก็ยากเหลือเกินที่จะขายของ อีกทั้งท่านผู้บริหารให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก คือต้องพัฒนาสินค้าต่อเนื่องในทุกๆ อุตสาหกรรม อย่าถือว่าเราเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมรายหนึ่งรายใดแล้วหยุดการพัฒนา ประกอบกับเรื่องแบรนด์ต้องมีเรื่องเล่า ต้องพัฒนาคนของเราให้เล่าเรื่องเป็น

หากผู้ประกอบการมีสินค้าที่ต้องการผลักดันไปต่างประเทศควรทำอย่างไร เริ่มจากตรงไหน?
เขาต้องมีสินค้าในมือ ต้องพัฒนาตัวเอง ต้องสร้างแบรนด์ตัวเองขึ้นมา ซึ่งกรมช่วยได้เยอะมาก เนื่องจากเรามี “3P 1S” นั่นคือ เราพัฒนาคน (People) ผู้ประกอบการต้องแข็ง พัฒนาผลิตภัณฑ์ (Product) สินค้าต้องมีความยูนีค โดดเด่น แข็งแรง และเราจะนำสินค้าไปขายที่ไหน (Place) และการบริการ (Service) ให้ข้อมูล เรามีสายด่วน 1169 สามารถตอบคำถามได้ตลอดเวลา
นี่เป็นจุดแข็งของกรมที่มีสำนักงานในต่างประเทศอยู่ 58 แห่ง เรามีแขน ขา อยู่ทั่วโลก ประกอบกับ ผอ.สำนักงานต่างๆ มีความรู้เรื่องตลาดเชิงลึกอีกด้วย
คุณมีสินค้าตัวหนึ่งแล้วจะนำไปไหน มีแบรนด์หรือยัง มีตลาดหรือไม่ เมื่อมีตลาดแล้ว คุณทราบกฎระเบียบเรื่องการส่งออกหรือเปล่า โดยนโยบายปัจจุบันคือการสร้างนักรบทางเศรษฐกิจ นั่นคือการนำสินค้าไปขายยังตลาดนั้นๆ แต่คุณทราบหรือไม่ว่าสภาพพื้นที่เป็นอย่างไร กฎระเบียบยากไหม มีผู้ผลิตอุตสาหกรรมภายในแล้วหรือยัง หรือมีตัวมาตการกีดกันทางการค้าไหม หลังจากนั้นต้องรู้ว่าใครเป็นผู้นำเข้า แล้วเป็นตัวจริงหรือไม่
ย้อนกลับไปที่ทูตพาณิชย์ 58 คนทั่วโลก เขาเหล่านี้จะช่วยเป็นคู่หูทางธุรกิจในต่างประเทศ ช่วยกรองว่าผู้นำเข้าหรือผู้ซื้อรายนั้นเป็นตัวจริงหรือไม่
ผมคิดว่าเราเป็นหน่วยงานที่มีความพร้อมมากที่สุด ทั้งคน เครือข่าย เครื่องมือต่างๆ ในการพัฒนาผู้ประกอบการ ถ้าต้องการให้ช่วยเหลือเรื่องการส่งออก การลงทุน การหาธุรกิจในต่างประเทศ กรมเราพร้อมที่สุดแล้ว (ยิ้ม)
ภายในกรมมีการพัฒนาบุคลากร หรือพัฒนาความรู้อย่างไร?
อธิบดีท่านนี้เป็นอาจารย์ มีการจัดการความรู้ (Knowledge Management) นั่นคือการเล่าสู่กันฟัง หรือพี่สอนน้องบ่อยครั้ง ล่าสุดท่านเชิญน้องๆ ในกรมทุกคนมานั่งฟังเรื่องการออกงานแสดงสินค้าต่างประเทศ ท่านเล่าให้ฟังว่ามีประสบการณ์อย่างไรบ้าง อีกทั้งเราเชิญผู้ประกอบการหรือวิทยากรที่มีความสามารถมาให้ความรู้อยู่เสมอ และอธิบดีบอกว่าเรายังคิดไม่เป็นระบบ อยากให้พวกเรามีความคิดเท่าทัน เอาใจลูกค้ามาใส่ใจเรา
อย่างในภาคเอกชนองค์กรใหญ่ๆ เช่น กูเกิล หรือ ปตท. เขาเปิดโอกาสให้ผู้บริหารเบอร์ 1 ขององค์กรพบปะอย่างไม่เป็นทางการกับคนในองค์กร โดยอธิบดีนำโมเดลนี้มาใช้ นั่นคือ Townhall meeting คือผู้บริหารสูงสุดมานั่งตรงกลาง แล้วให้บุคลากรทุกระดับ ทุกช่วงอายุ ร่วมแสดงความคิดเห็นผ่าน 3 มุมมอง คือ Start อยากเห็นอะไรเกิดขึ้นในองค์กร, Stop อยากให้หยุดสิ่งใดลง และ Continue อะไรที่ดีอยู่แล้ว ให้ทำต่อเนื่อง
เราไม่ได้ทำเฉพาะกับบุคลากรในส่วนกลางเท่านั้น แต่เมื่อทูตพาณิชย์ทั้ง 58 คนกลับเข้ามา หากเขามีเรื่องพอใจหรือไม่พอใจอะไร ด้านการบริหารงาน เรายังเปิดโอกาสให้เขาระดมสมองกันว่าอะไรควรเริ่มต้น ควรหยุด หรือดำเนินต่อไป
เป็นการเรียนรู้ข้อมูลจาก 2 ทาง ที่ผู้บริหารนำไปปรับวิธีดำเนินงานใหม่เพื่อกรม
ร่วมงานกับกรมนี้มา 6 ปี สนุกไหม?
สนุก (ยิ้ม) ผมโชคดีที่ตลอดเวลาที่ผ่านมาท่านอธิบดีเปิดกว้าง ให้คิดนอกกรอบ เช่น การสร้างอัตลักษณ์กรมก็ถือเป็นเรื่องสำคัญ จะทำอย่างไรให้คนจดจำ
เพราะกรมมีกิจกรรมกว่า 300-400 ครั้ง/ปี และเป็นที่น่าสังเกตว่าคนรู้จักกิจกรรมดีกว่ากรม เช่น งาน Thaifex หรือ Bangkok Gems & Jewelry Fair ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นผลงานของ สค.
ผมเปรียบเสมอว่า เราเหมือนต้นไม้ที่มีลูกดก รสชาติหอมหวาน คนชอบรับประทาน แต่เขาไม่รู้ว่าต้นแม่ของผลเหล่านั้นมีหน้าตาเป็นอย่างไร แต่หากคิดว่า ถ้าต้นไม้อุดมสมบูรณ์ ใบเขียวแข็งแรง ต้นแม่ก็จะอุดมสมบูรณ์ไปด้วย (ยิ้ม)
ฉะนั้น จึงกลับมาที่ผู้บริหารท่านนี้ให้ความสำคัญกับ สค.ว่าคนต้องจดจำไม่ใช่เฉพาะกิจกรรมของกรม แต่คนต้องจดจำว่าเราคือผู้ผลักดันให้เกิดกิจกรรมเหล่านี้ โดยอาศัยสื่อโซเชียลต่างๆ และวารสารที่เรามีอยู่
อีกเรื่องหนึ่งคือ ขณะนี้กระแสละคร “บุพเพสันนิวาส” มาแรงมาก ที่แม่การะเกดสงสัยว่าขุนศรีวิสารวาจาทำงานอะไร คำตอบคือการค้าขายกับฝรั่ง หากพูดจริงๆ แล้วคงไม่ผิดนักว่าขุนศรีวิสารวาจาทำงานกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ถ้าคิดว่าท่านขุนเท่ ก็มาทำงานที่ท่านขุนทำเลย นั่นคือส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (ยิ้ม)
ไฮไลต์งานปีนี้?
เผอิญว่าได้รับมอบหมายให้เป็นทีมเฉพาะกิจด้านอีคอมเมิร์ซ เปลี่ยนรูปแบบของ Thaitrade.com จาก B to B ธุรกิจสู่ธุรกิจ เป็น B to C ธุรกิจสู่ผู้บริโภค เพื่อต้องการให้ผู้ประกอบการกว่าแสนรายเข้าถึงอีคอมเมิร์ซ นั่นคือ Thaitrade.com ได้ ซึ่งเป็นโจทย์ที่ท้าทาย เพราะเรามีฐานเพียง 20,000 กว่าราย แต่จะทำอย่างไรให้ผู้ที่อยู่ห่างไกลสามารถค้าขายได้ และต้องไม่ลืมว่าสินค้าในธุรกิจชุมชนมีเยอะมาก แม้เขาอาจไม่มีความรู้เรื่องการตลาด การเก็บเงิน หรือการส่งของ แต่กรมเองกำลังผลักดันให้เป็น B to C แล้ว
ในอนาคต Thaitrade.com จะเป็นแพลตฟอร์มที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ทั้งธุรกิจชุมชนหรือคนตัวเล็กทั้งหลาย และเราเองไม่แข่งกับเอกชนอย่าง Shopee หรือ Lazada แน่นอน แต่จะทำอย่างไรเพื่อสร้างพันธมิตรกับเขา
ความจริงแล้ว สำนักประชาสัมพันธ์เป็นเหมือนปลายน้ำ แต่เป็นปลายน้ำที่รู้ว่าคนอื่นทำอะไรมา แล้วเราเป็นผู้สื่อสารกระจายข่าว เผยแพร่ให้สื่อทราบ หน้าที่ของเราท้าทายมาก หากทำได้ดีก็ถือว่าเป็นหน้าที่ และต้องทำงานให้รวดเร็ว ตอบโจทย์ เท่าทันสถานการณ์ (ยิ้ม)


