กระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษใหม่ทำให้สภาวะแวดล้อมทางธรรมชาติได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบนิเวศของพื้นที่บริเวณชายฝั่งและในทะเล อันเป็นแหล่งทรัพยากรและพันธุกรรมพืชที่เคยอุดมสมบูรณ์มาแต่ครั้งอดีต เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์
ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกลใน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โปรดฯให้มีการจัดทำ “โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” อันเป็นการสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 เป็นไปตาม “ศาสตร์พระราชา” ในเรื่อง “การรักษาฐานทรัพยากรทางทะเลของประเทศ”

อพ.สธ. 9 เกาะ จากยอดเขาถึงใต้ทะเล
“โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” หรือที่มีชื่อย่อว่า “อพ.สธ.” จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2536 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจรวบรวมพันธุกรรมพืชต่างๆ ของประเทศไทยที่มีแนวโน้มว่าใกล้สูญพันธุ์ อันเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม จากนั้นจะนำพันธุ์พืชที่รวบรวมได้มาเพาะปลูกขยายพันธุ์ และรักษาในพื้นที่ซึ่งมีความเหมาะสมทางกายภาพ ปลอดภัยจากการรุกรานทั้งจากสภาวะแวด ล้อมและของมนุษย์
ทั้งนี้ การส่งเสริมให้เกิดการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชจำเป็นจะต้องมีการศึกษาประเมินพันธุกรรมพืชในด้านต่างๆ เพื่อให้ทราบองค์ประกอบ คุณสมบัติ และการใช้ประโยชน์ มีการวางแผนและพัฒนาพันธุกรรมพืชทั้งระยะสั้นและระยะยาวควบคู่กันไป
กองทัพเรือซึ่งมีภารกิจหลักในการรักษาอธิปไตยและความมั่นคงของชาติทางทะเลได้เข้าร่วมโครงการดังกล่าว โดยเบื้องต้นได้น้อมเกล้าฯถวายพื้นที่ในความรับผิดชอบสำหรับดำเนินโครงการ รวมทั้งหมด 9 เกาะ ได้แก่ เกาะแสมสาร เกาะแรด เกาะฉางเกลือ เกาะโรงโขน เกาะโรงหนัง เกาะจวง เกาะจาน เกาะขาม และ เกาะปลาหมึก ซึ่งในเวลาต่อมาสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ได้รับสั่งให้กองทัพเรือดำเนินโครงการโดย “ทำทั้ง 9 เกาะ” และ “ทำตั้งแต่ยอดเขาถึงใต้ทะเล” รวมทั้งยังมีรับสั่งด้วยว่า “กองทัพเรือทำงานนี้เพื่อความมั่นคงของประเทศ เป็นความมั่นคงทางทรัพยากร”
ในวันที่ 3 กันยายน พ.ศ.2541 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จฯเยี่ยมเกาะแสมสาร และประทับแรมบนเกาะพร้อมทั้งทอดพระเนตรนิทรรศการการดำเนินงานของกองทัพเรือร่วมกับคณะปฏิบัติงานวิทยาการ
ต่อมาในวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ.2544 ผู้บัญชาการทหารเรือและคณะได้เข้าเฝ้าฯน้อมเกล้าฯถวายพื้นที่ในความรับผิดชอบของกองทัพเรือสำหรับก่อตั้ง พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทย
ครั้นถึงวันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ.2550 หลังการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์แล้วเสร็จ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จฯ ไปทรงเปิดการประชุมวิชาการและนิทรรศการ “ทรัพยากรไทย : ประโยชน์แท้แก่มหาชน” และทรงเปิดพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทย ตั้งอยู่ ณ เขาหมาจอ ต.แสมสาร อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ซึ่ง หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ (มนุษย์กบ) จะเป็นผู้ดูแลรักษาต่อไป
ในโอกาสเดียวกันนี้มีพระราชกระแสต่อนักเรียนนายเรือ ชั้นปีที่ 3 และ 4 ซึ่งเฝ้าฯรับเสด็จ ณ ชายหาดหน้าอาคารทรงงาน ความตอนหนึ่งว่า “เป็นโอกาสดีที่นักเรียนนายเรือได้มาเรียนรู้ในวันนี้ เป็นความรู้ที่ไม่มีในโรงเรียนปกติ ซึ่งเป็นหน้าที่ของทหารเรือ ที่จะทำงานร่วมกับประชาชน ในการดูแลประเทศไทยอีกแง่หนึ่ง”


อนุรักษ์ทรัพย์แห่งทะเล คืนพืชหายากสู่ถิ่น
จวบจนวันนี้โครงการอนุรักษ์พันธุ์กรรมพืชฯได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเข้าสู่ปีที่ 25 โดย พล.ร.อ.นริส ประทุมสุวรรณ ผบ.ทร.สั่งการให้มีการติดตามและรายงานผลโดยหน่วยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ กองเรือยุทธการ กรมกิจการพลเรือนทหารเรือ กรมช่างโยธาทหารเรือ กรมอุทกศาสตร์ทหารเรือ และสุดท้ายคือ กรมวิทยาศาสตร์ทหารเรือ
ทั้งนี้ทุกหน่วยที่กล่าวมาได้ปฏิบัติงานร่วมกับคณะกรรมการบริหาร อพ.สธ. และคณะปฏิบัติงานด้านวิทยาการที่ประกอบด้วย อาจารย์จากมหาวิทยาลัยต่างๆ เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นต้น
น.อ.โยธิน อินเทพ หัวหน้าคณะกลุ่มงานสำรวจ กรมวิทยาศาสตร์ทหารเรือ กล่าวว่า กรมวิทยาศาสตร์ทหารเรือ ในฐานะที่มีนักวิทยาศาสตร์สาขาต่างๆ ได้จัดเจ้าหน้าที่ร่วมกับคณะปฏิบัติงานวิทยาการของ อพ.สธ. สำรวจพันธุกรรมพืช ตรวจวิเคราะห์คุณภาพดินและน้ำ ทั้งบนเกาะและในทะเล เพื่อเก็บรวบรวมผลการวิเคราะห์ไว้เป็นฐานข้อมูล โดยเฉพาะปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญพันธุ์ของพืชและสัตว์เพื่อให้ส่วนต่างๆ รวมทั้งนักวิจัยนำไปใช้งาน
นอกจากนี้ยังได้มีการเก็บตัวอย่างพืชหายากประจำถิ่นบางชนิดมาขยายพันธุ์โดยใช้เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชในห้องปฏิบัติการ และทำการอนุบาลในโรงเรือนของกรมวิทยาศาสตร์ทหารเรือ
เมื่อได้ต้นพันธุ์ที่มีอายุตามเกณฑ์แล้วก็จะนำไปปลูกคืนถิ่นในสถานที่ที่เหมาะสมบนเกาะต่างๆ ตัวอย่างหนึ่งที่ประสบความสำเร็จในการขยายพันธุ์อย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ ว่านเพชรหึง ซึ่งได้แจกจ่ายต้นพันธุ์ให้กับหน่วยงานต่างๆ และประชาชนนำไปขยายพันธุ์ต่อไป และได้นำไปปลูกคืนถิ่นในหลายๆ เกาะ เช่น เกาะพระทอง เกาะช้าง และเกาะแสมสาร เป็นต้น

ไขความลับ ‘หญ้าทะเล’ ฮีโร่ระบบนิเวศ
ในส่วนของการศึกษาวิจัยการใช้ประโยชน์จากพืชสมุนไพร ร.ท.หญิง ทิพย์ศิรา ทองพิลา เจ้าหน้าที่ประจำแผนกทดสอบ กรมวิทยาศาสตร์ทหารเรือ กล่าวว่า
“ในปีที่ผ่านมามีการวิจัยเพื่อการใช้ประโยชน์พันธุกรรมพืชที่สำคัญ จำนวน 2 โครงการ ได้แก่ การศึกษาปริมาณสารสกัด ผักบุ้งทะเล (Ipomoea Extract) ซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นยาแก้พิษแมงกะพรุนไฟได้ ซึ่งเราพบว่าผักบุ้งทะเลจากแหล่งธรรมชาติต่างๆ บริเวณอ่าวไทยมีปริมาณสารสกัดออกฤทธิ์ในปริมาณที่ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นการคัดเลือกผักบุ้งทะเลมาใช้ประโยชน์ทางด้านอุตสาหกรรมยา จำเป็นจะต้องคัดเลือกแหล่งพันธุ์ที่มีสภาวะแวดล้อมเหมาะสมจึงจะได้ประโยชน์สูงสุด”
อีกตัวอย่างหนึ่งคือ การศึกษาวิจัยเพื่อหาปริมาณสารออกฤทธิ์ที่ทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) จาก ใบชะคราม (Sueda maritima) ซึ่งเป็นพืชล้มลุกที่พบได้เฉพาะพื้นที่ดินเค็มตามชายทะเล ดังนั้นการขยายพันธุ์จึงต้องเลือกพื้นที่ให้เหมาะสมเช่นกัน
ปัจจุบันงานสำรวจเพื่อเก็บรวบรวมพันธุกรรมพืชได้ขยายขอบเขตไปทั่ว ทั้งบริเวณฝั่งอ่าวไทยและทะเลอันดามัน รวม 50 เกาะ โดยนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญกว่า 20 สาขา ร่วมกับกองทัพเรือได้สำรวจพบความหลากหลายของพันธุ์พืช และสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก จำพวกรา ปลวก สัตว์หน้าดิน สัตว์ในดิน แมลง นก หอย สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง และสิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเล บางชนิดเป็นการค้นพบครั้งแรกในประเทศไทย เช่น เฟิร์นกูดหางนก หอยทากจิ๋ว เป็นต้น


ล่าสุดเมื่อวันที่ 16 มีนาคมที่ผ่านมา น.ท.หญิง พนิตา บุญให้ หัวหน้าแผนกควบคุม กรมวิทยาศาสตร์ทหารเรือ ได้เข้าร่วมกับคณะทำงานในการเก็บตัวอย่างน้ำทะเล น้ำผิวดิน และดินท้องทะเลบริเวณเกาะแสมสารและเกาะข้างเคียง ซึ่งเป็นจุดปลูก “หญ้าทะเล” เพื่อนำมาวิเคราะห์คุณภาพในห้องปฏิบัติการ
น.ท.หญิง พนิตา กล่าวว่า ประเทศไทยมีแหล่งหญ้าทะเลทั้งทางฝั่งอ่าวไทยและทะเลอันดามัน หญ้าทะเลเป็นพืชดอกที่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในทะเล ช่วยทำหน้าที่ลดความเร็วของกระแสน้ำลดความแรงของคลื่น และลดการฟุ้งกระจายของตะกอนให้เกิดขึ้นน้อยลง หญ้าทะเลจึงมีส่วนช่วยรักษาสภาพแวดล้อมให้คงทน ช่วยในการกรองและปรับปรุงคุณภาพน้ำ เพราะมีระบบรากที่คอยยึดจับ เพื่อป้องกันการพังทลายของหน้าดิน หญ้าทะเลจำเป็นต้องอาศัยกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงในการสร้างอาหาร จึงเติบโตได้ดีในบริเวณน้ำตื้นที่มีแสงแดดส่องถึง
“หญ้าทะเลมีบทบาทสำคัญในระบบนิเวศ คือ เป็นผู้ผลิตในห่วงโซ่อาหาร และเป็นแหล่งอนุบาลตัวอ่อนสัตว์น้ำ เป็นแหล่งหลบภัยและเป็นแหล่งอาหารที่มีความอุดมสมบูรณ์ และแหล่งหากินของสัตว์ทะเล เช่น เต่าตนุและพะยูน เป็นต้น”
ในส่วนของการปฏิบัติงานใต้น้ำ น.อ.ทินกร กาญจนเตมีย์เสนาธิการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทหารเรือ กล่าวว่า
“งานหลักที่เราทำนอกเหนือจากการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาฯที่เขาหมาจอ และการเยี่ยมชมเกาะแสมสาร เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และมีจิตสำนึกในการอนุรักษ์ธรรมชาติแล้ว
“มนุษย์กบของกองทัพเรือยังเป็นกลไกหลักในการลงสู่ใต้ทะเล เพื่อเก็บตัวอย่างทั้งดินและน้ำในระดับความลึกต่างๆ โดยดำเนินการในหลากหลายพื้นที่ ปีละ 6 ครั้ง เนื่องจากมนุษย์กบมีความเชี่ยวชาญในงานลักษณะดังกล่าวมากกว่าใคร”


‘ONE COUNRY ONE TEAM’บูรณาการสู่เป้าหมาย
แม้ว่ากำลังพลของกองทัพเรือ และนักวิชาการในโครงการจะมีพื้นฐานวิชาชีพและภารกิจแตกต่างกัน แต่ทุกคนต่างมุ่งมั่นจะทำงานอนุรักษ์พันธุกรรมพืชให้บรรลุเป้าหมายและวัตถุประสงค์ สอดคล้องกับแนวทาง “ONE COUNRY ONE TEAM” ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ชาติในปัจจุบันที่เน้นการทำงานแบบบูรณาการของทุกภาคส่วน มีการแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์ พร้อมทั้งศึกษาควบคู่กันไป
เจ้าหน้าที่โครงการทั้งหญิงและชาย ทั้งทหารเรือและพลเรือนต่างเคียงบ่าเคียงไหล่เดินเท้าขึ้นเขา สลับกับการลงเรือออกสู่ทะเล และดำดิ่งลงสู่ใต้น้ำ ไม่ว่าจะสภาพลมฟ้าอากาศ ท้องทะเล และสภาพธรรมชาติที่เผชิญจะเป็นอย่างไรก็ตาม
อาจกล่าวได้ว่า บทบาทหน้าที่ของกองทัพเรือในการพิทักษ์ทรัพยากร นับเป็นบทบาทที่ไม่มีวันสิ้นสุด ทหารเรือทุกนายภายใต้การนำของ พล.ร.อ.นริส ประทุมสุวรรณ ผบ.ทร.คนปัจจุบัน ต่างดำรงไว้ซึ่งความมุ่งมั่นหลอมรวมใจเป็นหนึ่งเพื่ออุทิศตนในการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามพระราชดำรัสบางตอนของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ที่ว่า
“ทรัพยากรธรรมชาติเป็นสมบัติของเราพวกเราทุกคน ไม่ใช่ของบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ เราทุกคนจึงมีหน้าที่จะต้องช่วยกันปกปักรักษาทรัพยากรอันมีค่าให้ดำรงอยู่ ช่วยกันปลูกฝังและสืบทอดเจตนารมณ์เรื่องการอนุรักษ์ให้แก่อนุชน เพื่อให้ประเทศของเรายังมีทรัพยากรที่จะเอื้ออำนวยประโยชน์ให้แก่มหาชนสืบเนื่องต่อไป”


