พลิก ‘หนังสือ’ ค้นประวัติศาสตร์ ตามรอยละคร ‘บุพเพสันนิวาส’

4.04.18 | 17:03 น.

แรงจนหยุดไม่อยู่สำหรับละครเรื่อง “บุพเพ สันนิวาส” ที่สร้างปรากฏการณ์สุดฮิตไปทั่วพระนคร

ส่งผลให้เรื่องราวในประวัติศาสตร์ ตลอดจนสถานที่สำคัญในสมัยอยุธยาได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้น

รวมถึงในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 46 และงานสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 16 มีนักอ่านจำนวนไม่น้อยหันมาหยิบจับหนังสือประวัติศาสตร์ติดไม้ติดมือกลับไปหลายเล่ม กระทั่งหนังสือ “จินดามณี” ฉบับพระโหราธิบดี กรุงศรีอยุธยา ที่จัดพิมพ์ใหม่ปี 2561 ของบูธกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ก็มีออเจ้ามาต่อแถวรอซื้อไปจนเกลี้ยงแผงอย่างรวดเร็ว

สำหรับ “สำนักพิมพ์มติชน” หนึ่งในสำนักพิมพ์ที่มีการจัดทำหนังสือ “ประวัติศาสตร์” ออกมาหลายเล่มต่อเนื่อง ก็ได้รับความสนใจจากออเจ้าทั้งหลายมากเช่นกัน

Advertisement

แต่เพื่อให้ตอบโจทย์นักอ่านที่ต้องการศึกษาประวัติศาสตร์ และเพื่อให้สอดคล้องกับกระแสตามรอยละคร บุพเพสันนิวาส สำนักพิมพ์มติชนจึงจัดโซนหนังสือไฮไลต์ “ตามรอยออเจ้า กับศิลปวัฒนธรรมฉบับพิเศษ” ขึ้นโดยรวบรวมหนังสือสำคัญที่ควรอ่านเอาไว้หลายเล่มด้วยกัน

อพิสิทธิ์ ธีระจารุวรรณ รองผู้จัดการสำนักพิมพ์มติชน บอกว่า ปีนี้เห็นได้ชัดว่าส่วนหนึ่งมาจากกระแสละครย้อนยุคที่ทำให้คนเริ่มสนใจมาหาหนังสืออ่าน โดยเฉพาะหนังสือเชิงประวัติศาสตร์ แต่ต้องบอกว่าก่อนหน้าจะมีละครก็มีคนสนใจอยู่พอสมควร หนังสือหลายเล่มถูกพิมพ์ซ้ำหลายครั้ง แสดงให้เห็นว่าจริงๆ แล้วคนไทยก็สนใจประวัติศาสตร์ เพียงแต่ว่าอาจจะเป็นกลุ่มที่ไม่ใหญ่ ซึ่งละครเรื่องนี้ช่วยกระตุ้นให้คนอีกกลุ่มที่อาจจะไม่สนใจ หันมามองมาตั้งคำถามถึงประวัติศาสตร์ได้ ซึ่งทางมติชนก็ได้หยิบหนังสือกลุ่มนี้มาไว้ในงานเพื่อจะตอบคำถามนักอ่านด้วย

อพิสิทธิ์ ธีระจารุวรรณ

“ละครเรื่องนี้ชื่นชมคนเขียนหนังสือ คนเขียนบท ตลอดจนนักแสดงทำออกมาได้สนุก ทำให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้ อย่างตัวละครการะเกดเป็นการเอาตัวละครปัจจุบันมาใส่กับอดีต บางเรื่องที่เรารู้ แต่คนในอดีตก็ไม่รู้ เช่น หมูกระทะ น้ำปลาหวาน หรือเมนูในอดีตที่บางคนอาจจะลืมหรือไม่รู้จักเลย อย่างหมูสร่ง มานำเสนอจุดนี้เป็นกิมมิคเล็กๆ ที่ดึงดูดทำให้ละครสนุกไม่ใช่มีแต่เรื่องเครียดๆ อย่างเดียว”

เป็นมุมมองจากรองผู้จัดการสำนักพิมพ์มติชน และยังให้ความเห็นอีกว่า ประวัติศาสตร์สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชมีความน่าสนใจมาก ช่วงนี้เป็นช่วงที่สนุก เพราะเราจะเห็นบทบาทของขุนนางฝ่ายสยาม และขุนนางทั้งฝ่ายต่างประเทศ นำโดย เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ หรือ คอนสแตนติน ฟอลคอน ที่มีการขับเคี่ยวกัน ซึ่งมติชนก็มีหนังสือเด่นหลายเล่มที่เหมาะสมหรับผู้ต้องการศึกษาและทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ในยุคนี้

พร้อมแนะนำหนังสือเล่มสำคัญที่ห้ามพลาด เริ่มจากหนังสือ “การเมืองไทยสมัยพระนารายณ์” ของ อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์

“เล่มนี้ควรอ่านเลยครับ เพราะเราจะได้เห็นบทบาทของกลุ่มขุนนางต่างๆ และอาจารย์นิธิยังได้เสนอมุมมองใหม่ที่ต่างไปจากการตีความทางประวัติศาสตร์ที่ถือกันมาแต่ก่อน โดยเสนอว่าความสัมพันธ์กับต่างชาติที่ได้ดำเนินไปในรัชกาลนั้น ปัจจัยสำคัญคือปัญหาการเมืองภายใน หาใช่เรื่องของการเมืองระหว่างประเทศไม่ จากมุมมองนี้ผู้เขียนชี้ให้เราเห็นถึงความขัดแย้งและการต่อสู้ของกลุ่มต่างๆ ตลอดจนพระกุศโลบายของสมเด็จพระนารายณ์ในการรักษาราชบัลลังก์ของพระองค์ไว้ ซึ่งหนังสือเล่มนี้จะทำให้เราเข้าใจถึงบรรยากาศทางการเมืองของกรุงศรีอยุธยาในช่วงนั้นได้อย่างดีขึ้น และได้เห็นภาพใหม่ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน” อพิสิทธิ์อธิบาย

หนังสือเล่มต่อมาคือ “หอกข้างแคร่” บันทึกการปฏิวัติในสยาม และความหายนะของฟอลคอน ซึ่งบันทึกโดย พันตรีโบชอง โดยหนังสือเล่มนี้เป็นบันทึกหลังจากการปฏิวัติ ซึ่งทำให้เราได้เห็นว่า ฟอลคอนตายยังไง และยังพูดถึง มารี กีมาร์ (ท้าวทองกีบม้า) หลังจากนั้น โดยเนื้อหาในเล่มนี้เป็นการบันทึกเรื่องราวไว้อย่างละเอียด

ยังมีหนังสืออีก 2 เล่มของ อาจารย์ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย เป็นหนังสือที่พูดถึงสตรีในพระราชสำนัก คือหนังสือ “ลูกท่านหลานเธอ ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในราชสำนัก” ที่มีบทหนึ่งเล่าที่มาของตัวละครที่อยู่ในละคร บุพเพสันนิวาส คือ มารี กีมาร์ แบบอ่านง่ายๆ ว่ามีประวัติอย่างไร เป็นลูกครึ่งอะไร เป็นคนคิดค้นทำขนมไทย อย่างทองหยิบ ทองหยอด จริงหรือเปล่า จะมีบอกอยู่ในหนังสือเล่มนี้ และหนังสืออีกเล่ม คือ “ลูกแก้วเมียขวัญ สตรีคู่พระทัย ในราชสำนักสยาม” จะเล่าถึงประวัติของ กรมหลวงโยธาเทพ หรือ เจ้าฟ้าสุดาวดี บุตรสาวของสมเด็จพระนารายณ์ ถึงที่มาและอิทธิพลของพระองค์ท่านในพระราชสำนัก

และเล่มสำคัญสำหรับผู้สนใจประวัติศาสตร์สมัยสมเด็จพระนารายณ์ไม่ควรพลาดคือเรื่อง “ชันสูตรประวัติศาสตร์เมื่อคราวสวรรคต” โดย รศ.นพ.เอกชัย โควาวิสารัช

“ตอนหนึ่งในหนังสือเล่าถึงสาเหตุสวรรคตของสมเด็จพระนารายณ์เกิดจากอะไร ถูกวางยาพิษจริงหรือเปล่า เล่มนี้จะเป็นเล่มที่วิเคราะห์ไว้อย่างละเอียดโดยคุณหมอด้วย ส่วนอีกเล่มจะเจาะลึกเรื่อง ‘ขุนนางสยาม ประวัติศาสตร์ ข้าราชการ ทหารและพลเรือน’ ที่จะบอกเล่าประวัติของขุนนางในสยามเป็นอย่างไร มีที่มาอย่างไร มีตำแหน่งอะไรบ้างและมีเงินเดือนหรือไม่ เล่มนี้จะอธิบายไว้อย่างละเอียด”

นอกจากนี้ยังแนะนำหนังสืออีก 2 เล่มเป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ในสมัยพระนารายณ์ เล่มแรก “ข้ามสมุทร” ของ “วิษณุ เครืองาม”

“สำหรับผม เล่มนี้เป็นภาคต่อของละครบุพเพสันนิวาสได้เลยครับ (หัวเราะ) ข้ามสมุทร มีตัวละครสมมุติที่ชื่อพจน์ เป็นนักเรียนทุนไปเรียนที่ฝรั่งเศส แล้วทะลุมิติไปสมัยพระนารายณ์ และใช้ชื่อว่า แสน แล้วตัวละครแสนก็ได้ไปเจอกับ พระวิสุทธิสุนทร (ปาน) ขุนศรีวิสารวาจา และได้ติดตามคณะทูตเดินทางไปเจริญสัมพันธไมตรีกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งประเทศฝรั่งเศส ซึ่งหนังสือเล่มนี้จะดำเนินถึงตอนที่เกิดการปฏิวัติยึดอำนาจของสมเด็จพระนารายณ์ เนื้อหาก็จะมีความเข้มข้นมีรายละเอียดค่อนข้างมาก” อพิสิทธิ์กล่าว

และว่า นวนิยายอีกเล่มเป็นหนังสือแปลเรื่อง “รุกสยาม ในนามของพระเจ้า” (Pour la plus grande gloire de Dieu) เขียนโดย Morgan Sportes และแปลโดย อาจารย์กรรณิกา จรรย์แสง เล่มนี้จะเป็นอีกมุมมองหนึ่งโดยฝรั่งมองคนไทย

ซึ่งหนังสือที่กล่าวมาจะช่วยสร้างความเข้าใจประวัติศาสตร์ตลอดจนบริบททางสังคมในสมัยอยุธยาที่ปรากฏในละครได้ดีขึ้น

อพิสิทธิ์ทิ้งท้ายว่า สำหรับผมมองว่าหนังหรือละครที่สร้างเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ เขาสร้างมาเพื่อความบันเทิง ไม่ใช่เป็นสารคดีประวัติศาสตร์ ดังนั้นถ้าคนดูสงสัยก็แนะนำให้มาอ่านหนังสือ จะเป็นของใครก็ได้ ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นของสำนักพิมพ์มติชนเท่านั้น แต่ข้อดีของหนังหรือละคร คือสามารถช่วยในการจินตนาการ เช่น คนมักจะนึกไม่ออกว่าใครคือ ฟอลคอน ตอนนี้ก็จะนึกถึง หลุยส์ สก๊อต ก็จะเข้าใจบทบาท นึกภาพของคนนี้ออก ก็จะช่วยให้คนจำชื่อตัวบุคคลนี้ได้ แต่เนื้อหาสาระและรายละเอียดก็อาจจะต้องตามต่อด้วยการอ่านหนังสือ

ขณะที่ ปานบัว บุนปาน รองกรรมการผู้จัดการสายการตลาดบมจ.มติชน ให้ความเห็นว่า ประวัติศาสตร์ในสมัยพระนารายณ์มีความน่าสนใจและเนื่องจากในยุคนี้มีการเปิดประเทศ คือเป็นยุคที่เปิดกว้างกับต่างชาติ ทำให้บันทึกที่มีอยู่ในยุคสมัยนี้มีเยอะ เพราะข้อมูลที่มีมาถึงปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นจดหมายเหตุที่ต่างชาติเขียนไว้ แล้วเราก็ใช้บันทึกนี้มาต่อยอดเป็นข้อเขียนเป็นงานวิจัย เป็นวรรณกรรมอื่นๆ อีกมากมาย ในขณะที่สมัยอื่นอาจจะไม่มีข้อมูล บันทึก หรือข้อเขียนมากขนาดนี้ ประกอบกับมีกระเเสของละครทำให้ประวัติศาสตร์ในยุคสมเด็จพระนารายณ์ยิ่งมีความพีคมากขึ้น

สำหรับสำนักพิมพ์มติชนยังมีหนังสือที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์สมัยอยุธยาอีกเยอะมาก ปานบัวได้แนะนำหนังสือเล่มสำคัญเพิ่มเติมอีกหลายเล่ม เช่นหนังสือ “วัด-เจดีย์ : ในและนอกเกาะกรุงศรีอยุธยา” ของ ศ.ดร.สันติ เล็กสุขุม ซึ่งหนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องวัดไทย บอกลักษณะและรายละเอียดของวัดที่ปรากฏในละคร เช่น วัดไชยวัฒนาราม วัดพุทไธศวรรย์ หนังสือ “ในยุคอวสาน กรุงศรีฯ ไม่เคยเสื่อม” ของ รศ.ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ และหนังสือ “ราชอาณาจักรสยาม ณ พระราชวังฟงแตนโบล” เป็นหนังสือแปลที่จัดทําขึ้น เนื่องในวาระครบรอบ 150 ปี ที่คณะราชทูตสยามเดินทางไปประเทศฝรั่งเศส ถ้าดูจากหน้าปกอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องของราชทูตในสมัยรัชกาลที่ 4 แต่จริงๆ แล้วในหนังสือเล่มนี้พาย้อนไปตั้งแต่การทูตสมัยสมเด็จพระนารายณ์ เป็นเอกสารที่แปลจากต่างประเทศที่สำคัญอีกเล่ม

“ยังมีนวนิยายแปลอีกเรื่องคือ รุกสยาม ในนามของพระเจ้า หนังสือเล่มนี้เป็นนวนิยายเล่มที่ดีที่สุดเกี่ยวกับพระนารายณ์ที่เราเคยแปล และเป็นเล่มคลาสสิกของมติชนเลย เนื้อเรื่องของรุกสยามเป็นเรื่องที่คนฝรั่งเศสเขียนขึ้นโดยค้นคว้าไว้ได้ดีมาก เป็นเรื่องราวอีกมุมมองหนึ่งจากต่างชาติที่มองสยามแล้วมองดีด้วย คือ เขามองว่าพวกเขาเป็นพวกเขาแปลกปลอมเข้ามา และจากชื่อรุกสยาม ก็บอกแล้วว่าเขามารุกล้ำ เพราะฉะนั้นเขาจะสะท้อนตัวตนของคนไทยออกมาได้ดีมาก ซึ่งเล่มนี้ใช้เวลารวบรวมเขียนหลายปี และใช้เวลาแปลนานถึง 10 ปีด้วย” ปานบัวอธิบาย

พร้อมแนะนำสำหรับออเจ้ามือใหม่ด้านประวัติศาสตร์ว่า สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มหรืออยากจะเริ่มศึกษาประวัติศาสตร์แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นจากตรงไหน ที่ง่ายที่สุดคือเริ่มต้นที่ “ประเด็น” หรือ “บุคคล”

“เพราะเราอาจจะยังไม่เข้าใจประวัติศาสตร์โดยไทม์ไลน์ หรือบริบทอะไรมาก ดังนั้นอาจจะเริ่มต้นจากทำความรู้จักเป็นตัวบุคคลก่อนหรือหาตัวบุคคลขึ้นมา เช่น จากการดูแล้วชอบตัวละครนี้ แล้วกลับไปหาเรื่องราวของเขา” ปานบัวอธิบาย

และว่า สำหรับผู้เริ่มต้นก็อาจจะเริ่มอ่านเรื่อง “ลูกท่านหลานเธอ ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในราชสำนัก” หรือ “ลูกแก้วเมียขวัญ สตรีคู่พระทัย ในราชสำนักสยาม” เพราะเป็นเรื่องราวสั้นๆ เกี่ยวกับตัวบุคคล ที่อ่านง่าย ทีนี้พออ่านแล้วเริ่มอินมากๆ ก็จะเชื่อมโยงได้เองว่าคนนี้รู้จักคนนั้น คนนั้นเป็นอะไรกับคนนี้ เหมือนเป็นผังครอบครัว หรือแฟมิลี่ทรี และในที่สุดเราก็จะเห็นประวัติศาสตร์ที่มันเกี่ยวข้องต่อเนื่องกัน

“ฉะนั้นเวลาที่จะแนะนำคนอ่านก็จะบอกว่าไม่ต้องอ่านที่เป็นเนื้อหาที่ไล่เรียงยุคสมัยมา เพราะเราเรียนแบบนั้นมาเยอะแล้ว เราควรจะอ่านโดยดึงออกมาเป็นเรื่องเป็นประเด็น แล้วประเด็นที่เราชอบนี่แหละที่จะทำให้เรากลับไปสืบค้นเอง” ปานบัวทิ้งท้าย

สำหรับผู้สนใจหนังสือประวัติศาสตร์ พบกันที่ร้านหนังสือทั่วไป หรือที่บูธมติชน โซนพลาซ่า ได้ตลอดงานสัปดาห์หนังสือ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 8 เมษายน เวลา 10.00-21.00 น.