เป็นความท้าทายครั้งสำคัญสำหรับการท่องเที่ยวไทย หลังรัฐบาลผุดแคมเปญกระตุ้นการท่องเที่ยวเมืองรอง 55 จังหวัด โดยสามารถนำค่าใช้จ่ายมาลดหย่อนภาษีได้
หากมองย้อนกลับไปภาพรวมการท่องเที่ยวที่ผ่านมานับว่ามีแนวโน้มที่ดี เพียงแต่นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ อาจยังกระจุกตัวอยู่ในสถานที่ชื่อดังหรือในเมืองหลักเพียงไม่กี่เมืองเท่านั้น
ฉะนั้นนโยบายที่เกิดขึ้นนี้จึงเป็นโอกาสดีที่จะส่งเสริมและกระจายรายได้การท่องเที่ยวสู่เมืองรอง ที่มีแหล่งท่องเที่ยวสวยงามไม่แพ้เมืองท่องเที่ยวหลักได้เป็นอย่างดี
แต่การจะดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าไปยังสถานที่ใหม่ การสร้างความคุ้นเคยกันก่อนก็เป็นเรื่องสำคัญ
ด้วยเหตุนี้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จึงจัดกิจกรรมกระตุ้นการท่องเที่ยวขึ้นใจกลางกรุงเทพมหานครหลายกิจกรรมด้วยกัน
รวมถึงกิจกรรม “Isan Spirit Festival สร้างสรรค์แนวคิดวิถีถิ่น สู่วิถีเทรนด์ ดึงนักท่องเที่ยวและคนกรุงมุ่งสู่อีสานแซ่บนัว” เป็นความร่วมมือของ ททท. และ “ช่างชุ่ย” จัดขึ้นโดยมุ่งหวังให้คนกรุงได้สัมผัสเสน่ห์ของแดนอีสานผ่านศิลปินสายเลือดอีสาน ยังเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวเมืองรองในพื้นที่ภาคอีสาน 18 จังหวัดไปในตัว

นพดล ภาคพรต รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว ททท. บอกว่า อีสานเป็นพื้นที่ที่หลายคนรู้สึกว่าร้อน ไกล ไม่น่าไป แต่ความจริงแล้วอีสานมีความน่าประทับใจทั้งพื้นที่และผู้คนที่มีความสนุกสนาน มีความเป็นครีเอทีฟ ช่างคิดและสร้างสรรค์ ดังนั้นแนวคิดของงานครั้งนี้เราพยายามหยิบอีสานมานำเสนอในอีกหนึ่งมุมมอง คือมุมมองในความเป็นศิลปะและความเป็นอารยธรรม ที่นำเสนอโดยคนรุ่นใหม่ ยังเป็นการช่วยสร้างแรงบันดาลใจในการเดินทางต่อไปในพื้นที่ภาคอีสาน เพื่อไปเรียนรู้และสัมผัสประสบการณ์ใหม่ด้วย
“อีสานเป็นพื้นที่ที่มีเสน่ห์ เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรมและอารยธรรม ยังมีรูปแบบทางศิลปะที่เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านด้วย นอกจากนี้อีสานยังมีพื้นที่ทางธรณีวิทยาที่น่าสนใจ เชื่อว่าหากได้ไปสัมผัสจะเริ่มหลงรักภาคอีสานแน่นอน ทั้งหมดนี้เองเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การท่องเที่ยวในภาคอีสานเติบโตได้”
นพดลอธิบายต่อว่า ภาพรวมตัวเลขการท่องเที่ยวภาคอีสานขณะนี้มีแนวโน้มไปในทิศทางที่ดี ที่สำคัญคือคนอีสานมีอัธยาศัยไมตรีที่น่ารัก มีรูปแบบการแสดงวัฒนธรรมที่น่าสนใจ และเป็นคนสนุกสนาน ซึ่งน่าจะเป็นจุดดึงดูดให้คนอยากไปสัมผัสอีสาน เพราะฉะนั้นไม่น่าแปลกใจถ้าตัวเลขของอีสานสามารถเติบโตได้
“สำหรับการท่องเที่ยวภาคอีสานนอกเหนือจากช่วงปลายปี ซึ่งเป็นช่วงที่หลายคนตั้งใจจะไปเที่ยวเพราะอากาศหนาวเย็นไม่แพ้ทางภาคเหนือแล้ว ในช่วงเดือนกรกฎาคมก็เริ่มมีคนเดินทางมามากขึ้น เนื่องจากเป็นช่วงฮีตสิบสอง คลองสิบสี่ ซึ่งเป็นรูปแบบทางวัฒนธรรมของอีสานที่จะเริ่มทยอยออกในช่วงนั้น เป็นอีกปัจจัยที่ดึงดูดคนเข้าไปเที่ยว ซึ่ง ททท.มีการสนับสนุนและโปรโมตให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไปด้วย ซึ่งวันนี้เรามองว่าคนไปกระจุกตัวในเมืองใหญ่ ถ้าสามารถกระจายนักท่องเที่ยวออกไปเมืองอื่นเพื่อรับประสบการณ์ใหม่ก็น่าจะดี ดังนั้น 55 เมืองรองทั่วประเทศไทยจึงเป็นอีกเป้าหมายที่เราพยายามผลักดัน” นพดลทิ้งท้าย


นอกจากการนำเสนอความเป็น “อีสาน” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวแล้ว กิจกรรมครั้งนี้ยังนำเทศกาลสำคัญของไทย นั่นคือ “วันสงกรานต์” เข้ามารวมอยู่ด้วย
ชนกพร ถิ่นพังงา ผู้จัดการทั่วไปช่างชุ่ย เล่าว่า ที่ผ่านมาเรามุ่งมั่นสนับสนุนให้คนไทยมีความคิดสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง โดยมีกิจกรรมจัดขึ้นทุกเดือนภายใต้คอนเซ็ปต์ความคลั่งไคล้มาเป็นคีย์เวิร์ด พอมาถึงเดือนเมษายน เราเห็นว่าทุกคนกลับบ้านไปเล่นสงกรานต์กัน แสดงให้เห็นว่าคนไทยคลั่งไคล้ประเพณีนี้มาก และภาคอีสานก็เป็นพื้นที่ที่เป็นจุดมุ่งหมายมากที่สุด การจัดงานครั้งนี้จึงมีเนื้อหาของ “อีสาน” เป็นหลัก
“จากนั้นเราก็มองต่อว่าทำยังไงให้คนกรุงเทพฯได้สัมผัสกับประเพณีสงกรานต์ของคนอีสานอย่างใกล้ชิดและแตกต่าง รวมถึงคนรุ่นใหม่จะเชื่อมโยงยังไงกับเขาได้บ้าง ยังมีกลุ่มที่เป็นเด็กและผู้สูงอายุ จะทำอย่างไรให้เขามีความสุข สนุกในวันสงกรานต์แบบอีสานได้อย่างสร้างสรรค์ และปลอดภัย”
จากโจทย์นี้ สมชัย ส่งวัฒนา จึงเนรมิตพื้นที่ “ช่างชุ่ย” เป็นท้องทุ่งนา พร้อมยกหุ่นไล่กาและควายมาอยู่ใต้ลานเครื่องบินด้วย
ผู้จัดการทั่วไปช่างชุ่ย อธิบายต่อว่า เราตั้งใจปลูกข้าวท่ามกลางช่างชุ่ยที่ลานเครื่องบิน เพราะเราเห็นว่าชาวนาเป็นกระดูกสันหลังของชาติ แล้วชาวอีสานก็ปลูกข้าวได้มากที่สุด เราต้องการให้คนระลึกถึงว่าวันนี้เรากินข้าวอิ่มเพราะชาวนา เพราะคนอีสาน เลยตัดสินใจทำนาข้าวขึ้นมาให้เด็กได้สัมผัสได้จับต้นข้าว ได้เห็นหุ่นไล่กาและควาย
“เชื่อว่าตรงนี้จะเป็นประสบการณ์ใหม่ที่พ่อแม่จะพาลูกหลานมาสัมผัส เราตั้งใจและคาดหวังเลยว่าอยากให้ครอบครัวที่เป็น 3 เจเนอเรชั่น คือ ลูก พ่อแม่ และปู่ย่าตายาย จูงมือกันมาเที่ยวสงกรานต์ที่ช่างชุ่ย”
“เพื่อให้เข้ากับเทศกาลสงกรานต์ ดังนั้นเราจึงจัดพื้นที่ให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาสรงน้ำพระ ยังนำศิลปะเข้ามาใช้ด้วยการสร้างเจดีย์ไม้ไผ่ยักษ์สีทองกลางลานก่อกองทราย ตลอดจนการละเล่นโบราณ อาหารและดนตรีพื้นเมืองเพื่อให้คนได้เรียนรู้และเข้าถึงวัฒนธรรมดั้งเดิม” ชนกพรกล่าว
เพื่อให้เข้าถึงความเป็นอีสานอย่างแท้จริง งานครั้งนี้จึงมีศิลปินลูกอีสานที่มีผลงานระดับโลกมาร่วมแสดงผลงานด้วย
หนึ่งในนั้นคือ ไมตรี ศิริบูรณ์ ศิลปินผู้โด่งดังจากงานภาพถ่ายชุด “อิสาน บอยด์ ซอยสี่” จนได้รับเลือกไปจัดแสดงบนหอไอเฟล ประเทศฝรั่งเศส เมื่อ พ.ศ.2554
ครั้งนี้ “ไมตรี” มาพร้อมการแสดงนิทรรศการภาพถ่าย “Save Thai Buffalo” และยังมีการแสดงศิลปะเพนต์ควายที่ช่างชุ่ย
“ในความเป็นจริงเราไม่สามารถอนุรักษ์ควายได้ทั้งประเทศ แต่การจะสร้างแรงบันดาลใจว่าควายมีคุณค่า เเละหาคำตอบว่าควายสามารถทำอะไรได้บ้าง เพื่อที่จะเปลี่ยนมุมมองของคนที่มีต่อควาย นี่คือแนวคิดของผลงาน Save Thai Buffalo” ไมตรีอธิบายถึงที่มาของผลงาน
และว่า ในงานครั้งนี้ยังมีการนำควายมาเพนต์ โดยใช้ควายแทนผ้าแคนวาส สร้างผลงานศิลปะผ่านควาย 3 ตัว ในระยะเวลา 3 ชั่วโมง พร้อมอธิบายถึงการจะมีปฏิสัมพันธ์กับควาย อยากจะลูบหางควายต้องทำอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดอันตราย โดยหวังว่างานครั้งนี้จะมีคนกรุงเทพฯและคนอีสานมาดูด้วย
ไมตรีบอกอีกว่า ปัจจุบันมีควายเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่เลี้ยงไว้เพื่อการท่องเที่ยว เพราะคาแร็กเตอร์ที่มีความน่ากลัวอยู่ ดังนั้นจึงอยากให้คนมองว่าควายน่ารักมากขึ้น เพื่อที่จะสร้างเสริมให้เด็กได้รู้จักการอนุรักษ์ และเปลี่ยนมุมมองของคนรุ่นใหม่ให้ไม่กลัวควาย อยากให้คนเริ่มจะไถ่ชีวิตเขาเพื่อเอามาเป็นสัตว์เลี้ยงมากขึ้น
“ในฐานะศิลปิน ต้องเข้าใจในตัวเองก่อนและต้องเข้าใจคอนเทนต์ของประเทศไทย ซึ่งถ้านำ 2 สิ่งนี้มา บวกกันได้จะเกิดความกลมกล่อม ความแซ่บนัวเหมือนอาหารอีสาน”

ด้าน อภิเชษฐ์ เอติรัตนะ หรือ ม๊าเดี่ยว ดีไซเนอร์คนดังของไทย ที่ฉีกกฎแฟชั่นทุกขนานจนนิตยสาร “TIME” ยกให้เป็นหนึ่งใน Next Generation Leaders หนึ่งในศิลปินลูกอีสาน เล่าถึงความภูมิใจในความเป็นอีสานของตัวเองอย่างมาก พร้อมเล่าว่า เติบโตที่ภาคอีสาน แม้เป็นบ้านนอกก็รู้สึกภูมิใจ เพราะปัจจุบันทุกอย่างเป็นการแข่งขัน ทุกอย่างเป็นธุรกิจไปหมด อยู่ที่ต่างจังหวัดเรามีความสุข เราไม่ต้องมีเงินสักบาท แต่สามารถอยู่ในชีวิตประจำวันได้
“ทุกคนจะบอกว่าเราเป็นดีไซเนอร์ แต่อยากจะบอกว่าหนูไม่ใช่ดีไซเนอร์ แต่หนูชอบงานศิลปะ อยากทำงานศิลปะอย่างหนึ่งเพื่อสื่อออกไปให้ทุกคนได้รับรู้เรื่องราว”
ม๊าเดี่ยว บอกอีกว่า สำหรับงานครั้งนี้ตอนแรกคิดหนักเหมือนกันว่าจะทำอะไร เพราะการที่จะคิดอะไรสักอย่างจะต้องมีเหตุผล จนเรามาพบข้อมูลการเพนต์ควาย เลยอยากจะทำศิลปะที่มิกซ์แอนด์แมตช์กับควายในชื่อว่า “คนหรือควาย แต่งตัวให้คน แต่งตัวให้ควาย ไหนควาย? ไหนคน?” ซึ่งจะเป็นแฟชั่นโชว์ที่ผสมระหว่าง “คน” กับ “ควาย” เพื่อสื่อว่าสองฝ่ายก็สร้างประโยชน์และพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันได้
“แฟชั่นโชว์ครั้งนี้คนกับควายจะเดินไปด้วยกัน ความยากของงานน่าจะเป็นการควบคุมควาย ซึ่งจะไม่รู้ว่าควายจะอารมณ์ดีไหม แล้วหลังจากเดินแฟชั่นโชว์ก็จะให้ทุกคนถ่ายรูป และจับต้องควายได้” ม๊าเดี่ยวบอก
นอกจากนี้ งาน “Isan Spirit Festival” ยังมีศิลปินระดับโลก อย่าง “รัสมี เวระนะ” หมอลำจีเนียส และอมตา จิตตะเสนีย์ หรือ “แพรี่พาย” (Pearypie) เซเลบริตี้เมกอัพอาร์ติสต์ชื่อดัง ที่นำผ้าพื้นเมืองไปใส่ในปารีสมาร่วมงานด้วย
สำหรับผู้สนใจสามารถสัมผัสความเป็น “อีสาน” ใจกลางกรุงเทพฯที่ “ช่างชุ่ย” ได้ตั้งแต่วันนี้ยาวไปถึง 6 พฤษภาคม ตั้งแต่เวลา 11.00-21.00 น.

