
ห้วงเวลาของงานสัปดาห์หนังสือฯจบลงไปแล้ว แน่นอนว่าบรรดานักอ่าน นักสะสมหนังสือ คงเปรมปรีดิ์อยู่ไม่มากก็น้อย
เพราะนอกเหนือจากมิติ “การอ่าน” หนังสือแล้ว งานนี้ยังมีเวทีเสวนาน่าสนใจให้ร่วม “รับฟัง” มากมาย หนึ่งในนั้นคือ วงเสวนา “ปีศาจพบประชาชน” จัดโดยคณะทำงาน “รางวัลปีศาจ”
ฟังดูน่าฉงนว่า ตกลงแล้วปีศาจคืออะไร? ทำไมต้องพบประชาชน?
โดย “ปีศาจ” ข้างต้นมาจากชื่อ “รางวัลปีศาจ” หรือรางวัลวรรณกรรมใหม่ที่เปิดรับนวนิยายไม่จำกัดรูปแบบ ความยาว และวิธีนำเสนอจาก “ประชาชนทั่วไป” คัดเลือก ตัดสิน และมอบรางวัลโดย “ประชาชน” เช่นกัน
ขณะที่ “การพบประชาชน” หมายถึง การเชิญกรรมการจากรอบคัดเลือกและรอบตัดสินผลงานร่วมแลกเปลี่ยนนานาทรรศนะเกี่ยวกับตัวรางวัลผ่านวงเสวนา
ประกอบด้วย รวิตะวัน โสภณพนิช กรรมการผู้เป็นตัวแทนจากประชาชน อาทิตย์ ศรีจันทร์ อาจารย์ประจำภาควิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร และ ก้อง ฤทธิ์ดี นักวิจารณ์ภาพยนตร์ บรรณาธิการและคอลัมนิสต์ประจำหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ตลอดจน กิตติพล สรัคคานนท์ บรรณาธิการ ร่วมพูดคุย
ไม่รอช้า กิตติพลได้ “อัพเดตสถานการณ์” รางวัลปีศาจให้ฟังว่า ภายหลังประกาศรับผลงานเมื่อปลายปีก่อน มีกระแสตอบรับพอสมควร ผู้สนใจส่งผลงานเข้ามาจำนวนหนึ่ง แต่ ณ ขณะเดียวกันยังมีบางส่วนที่รู้สึกเกร็ง แม้จะสอบถามข้อมูลมากมาย แต่ขอไม่ส่งผลงานเข้ามา
“ความจริงแล้ว รางวัลปีศาจเปิดรับนวนิยายหลากหลายรูปแบบ มิใช่เพียงนวนิยายที่เป็นนวนิยายแต่ในขนบ หรือนวนิยายการเมืองเพื่อชีวิตอย่างเดียว อีกทั้งมีผู้ใหญ่ใจดี “ศราพัส บำรุงพงศ์-ปทุมรส” ทายาทเสนีย์ เสาวพงศ์ ร่วมสนับสนุนรางวัลเพิ่มเติมเป็น 200,000 บาทด้วย”

มองทะลุกรรมการ : การอ่านงานหลากหลาย
ถามถึงแนวหนังสือที่ชอบอ่าน ก้องบอกว่าชอบอ่านนิยาย โดยเป็นฟิคชั่นมากกว่านอนฟิคชั่น (Non-fiction) ขณะเดียวกัน ยังดูว่าช่วงเวลานั้นกำลังต้องการอะไรด้วย อาทิ หากไปเที่ยวจะเลือกอ่านงานสั้นๆ เบาๆ
เช่นเดียวกับอาทิตย์ที่บอกว่า “แล้วแต่ช่วงเวลา” เหมือนกัน โดยยกสถานการณ์สมมุติระหว่างเดินเข้าร้านหนังสือว่าขณะนั้นรู้สึกอย่างไร หรือกระทั่งการสลับอ่านวรรณกรรมซีเรียสกับหนังสือวิชาการ บางขณะอ่านนิยายรัก หรือบางขณะอ่านวรรณกรรมไทยก็มี
ส่วนรวิตะวันบอกว่า สมัยเด็กติดนิยายรักโรแมนติก แม้โตขึ้นจะสนใจวรรณกรรมต่างประเทศ แต่ก็เน้นรักโรแมนติกเหมือนเดิม
“กว่าจะพ้นช่วงชีวิตการอ่านรักโรแมนติกก็อายุเกือบ 30 แล้ว” เธอกล่าวกลั้วเสียงหัวเราะ
หลังจากนั้นจึงเริ่มอ่านวรรณกรรมยุคกลาง ยุคโบราณ ด้วยเรียนด้านนั้น ขณะเดียวกันยังอ่านหนังสือไทย ตลอดจนหนังสือวิชาการด้วย
เหล่านี้ดูไม่เกี่ยวข้องกับรางวัลปีศาจเท่าไหร่ หากความจริงแล้ว คำถามนี้ของกิตติพลกำลังทำหน้าที่เป็นกระจกสะท้อนการอ่านอันหลากหลายของกรรมการแต่ละคน
ฉะนั้นแล้ว เมื่องานนี้มิได้เคร่งครัด และกรรมการไม่ได้ซีเรียสจนเกินไป จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากงานเขียนประเภทรักหวานแหววอาจผ่านเข้ารอบต่อไปได้
เพราะ ‘เนื้อหา’ และ ‘รูปแบบ’ ต้องไปด้วยกัน
กิตติพลยิงคำถามต่อทันทีว่า สำหรับกรรมการแต่ละคนแล้ว เมื่อพิจารณางานเชิงคุณค่า แบ่งแยก “รูปแบบ” กับ “เนื้อหา” หรือไม่ หรือให้ความสำคัญกับสิ่งใดมากกว่า
ต่อข้อสงสัยนี้ อาทิตย์เผยว่า ให้ความสำคัญกับทั้งคู่อย่างเท่าเทียม โดยการประเมินค่าว่าตัวเองชอบหรือไม่ชอบนั้น ดูว่ารูปแบบ หรือวิธีการเขียน ผู้เขียนสามารถให้ความหมายของเรื่องที่กำลังเล่า หรือส่งไปได้สุดทางแค่ไหน ขณะเดียวกัน ตัวเรื่องต้องมีพลังมากพอที่จะขับตัวเองไปถึงเป้าหมายได้
“มีวรรณกรรมไทยหลายเรื่องที่ผมว่าติดปัญหา เช่น มีวิธีการที่ดี แต่เรื่องที่เล่าไม่สามารถผลักไปให้สุดทางได้ เหมือนกั๊กไว้ ไม่ไปด้วยกัน หรือนักเขียนบางคนมีความสามารถในการสรรหาวิธีการเล่าได้หลากหลายมาก แต่ 10 ปีแล้วก็เล่าเรื่องเดิม ไม่มีอะไรแปลกไปกว่าเดิม ซึ่งผมคิดว่ามันควรไปด้วยกัน”
ด้านรวิตะวันบอกว่า หากรูปแบบคือฟอร์ม เนื้อหาคือแมตเตอร์ ทั้ง 2 สิ่งนี้ต้องไปด้วยกัน เพราะแม้ “รูปแบบ” จะสำคัญหรือสะดุดตา เช่น การเขียนหน้าเว้นหน้า วิธีการนำเสนอน่าสนใจ อาจทำให้สนใจได้ก็จริง แต่หาก “เนื้อหา” ลึกลงไปแล้วไม่มีอะไรเลย เป็นฟอร์มว่างเปล่า อาจ “ไม่แตะใจ” ก็ได้
“แต่เมื่อถึงจุดที่ต้องตัดสิน ต้องดูว่า “เนื้อหา” แตะใจเราหรือไม่ เพราะ “ฟอร์ม” สามารถแตะใจเราได้จุดหนึ่งเท่านั้น แต่สิ่งที่เข้าไปอยู่ในใจก็คือเนื้อหา”
ขณะที่ก้องให้ความเห็นว่า ทุกคนต่างทะเยอทะยานอยากจะเป็น “ดนตรี” ด้วยเพราะเป็นศิลปะประเภทเดียวที่รูปแบบและเนื้อหาไปด้วยกันชนิดที่แยกไม่ออก
“ถ้าอ่านงานที่ดี คงแยกไม่ออกว่าอันไหน ‘โดน’ เรา เป็นเพราะรูปแบบหรือเนื้อหาที่กำลังอ่านอยู่ ถ้าผสมกันได้ลงตัว หรือก้าวข้ามสิ่งเหล่านี้ไปได้ก็คือดีจริงๆ อาจรวมกันโดยที่เราไม่ต้องถามว่า ดีเพราะรูปแบบหรือเนื้อหา เพราะมันไปด้วยกัน
“หวังว่าจะได้อ่านงานแบบนั้น” ก้องกล่าวปิดท้าย

กับดักผลงาน ชวนกรรมการหนักใจ
ฟอร์มเยี่ยม ล้ำสมัย แต่เนื้อหาอนุรักษนิยม!?
“ถ้างานดี มีคุณภาพ ผมว่าต้องให้” คือคำตอบของอาทิตย์
พร้อมกันนี้ เขายังสะท้อนถึง “นักเขียนฝ่ายซ้าย” หรือ “นักเขียนทวนกระแส” ที่ควรต้องพิจารณาตนว่า วรรณกรรมเพื่อชีวิตมีอยู่ในประเทศนี้นานกี่สิบปีแล้ว เหตุใดจึงเปลี่ยนแปลงไม่ได้
“สิ่งที่นักเขียนหรืองานเขียนฝ่ายอนุรักษนิยมมีชีวิตชีวา เพราะเขามีอารมณ์ขัน ขณะที่งานของฝ่ายซ้ายไทยมีอารมณ์ขันน้อย เคร่งเครียดกับการปฏิวัติ เมื่อเห็นงานลักษณะอนุรักษนิยมหรือเป็นฝ่ายขวาก็ไปแปะป้ายว่า ‘ล้าหลัง’ ซึ่งผมว่าไม่ใช่ หากแต่มีหลายเฉด หลายสี
“เขาไม่ต้องการจมปลัก แต่ก็ไม่อยากเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด”
โดย “อารมณ์ขัน” ดังกล่าว อาทิตย์ขยายความว่า เป็นการเซาะ แซะ อำนาจบางอย่างซึ่งพบเห็นในวรรณกรรมไทยน้อยมาก
ในแง่นี้ที่รวิตะวันให้ความเห็นต่าง พร้อมบอกว่า ฝ่ายซ้ายเองมีหลายเฉดเช่นเดียวกับอนุรักษนิยม อีกทั้งมีการเล่นตลกตลอดเวลา แต่ไม่พบมากนักในวรรณกรรมที่ถูกตีพิมพ์ แต่พบเห็นมากในสื่ออินเตอร์เน็ต
ส่วนก้องบอกว่า รางวัลทุกอย่างในโลก หากเปลี่ยนกรรมการ ผลก็เปลี่ยนตาม โดยผู้จัดได้เลือกสรรกรรมการมาเป็นอย่างดี ฉะนั้น รางวัลนี้จึงบอกถึงผู้ส่งผลงาน กรรมการ ตลอดจนผู้จัดงานได้อย่างชัดแจ้ง
“เวลารับสมัครเราไม่ได้เขียนว่าห้ามเขียนเรื่องนั้น เรื่องนี้ ทุกคนที่ส่งเข้ามาต่างทำถูกกฎ เราพิจารณาตามความยุติธรรม พร้อมเปิดใจ ไม่ใช่ว่ามีธงมาจากบ้านแล้วเปลี่ยนใจไม่ได้เลย แต่ไม่มีธงเลยก็ไม่ได้ ต้องหาความยืดหยุ่นพอสมควรอยู่แล้ว
“สิ่งเหล่านี้ตอบตัวเองอยู่แล้วว่า สิ่งที่ โย-กิตติพล พยายามทำทั้งหมดคืออะไร”
ด้านกิตติพลกล่าวว่า สิ่งที่รางวัลนี้พยายามทำ อาทิ การให้กรรมการแต่ละคนได้แสดงความเห็น การคัดเลือกผลงานแต่ละเรื่องถูกนำมาพูดคุย ดีเบต อาจเรียกว่า “กระบวนการประชาธิปไตย” ก็ได้ ซึ่งเขายืนยันว่า เวทีนี้มิได้ประกวดอุดมการณ์ จึงคาดหวังจะเห็นผลงานแบบอื่นๆ ด้วย
“เราไม่อยากได้ปีศาจเล่ม 2 หรือ 3 แต่เหมือนว่าทุกคนตั้งหลักเพื่ออยากเขียนแบบนั้น เราบอกได้ว่ามันดี แต่จะดีกว่าหากลองหาวิธีแบบอื่น มีสปิริตใหม่ๆ ไว้หลอกหลอน”

ปลายทาง ‘ปีศาจ’
ตรงข้าม ‘ซีไรต์’
แน่นอนว่า “จุดหมายปลายทาง” ของรางวัลปีศาจย่อมต้องมี
และเป็นอาทิตย์ที่ให้ความเห็นก่อนใครว่า ภายหลังจากรางวัลปีศาจ อยากเห็นคนอ่านเพิ่มมากขึ้น อยากเห็นวรรณกรรมที่สามารถสร้างความประทับใจให้แก่คนอ่าน ช่วยให้ฉุกคิด หรือพยายามทำให้เชื่อในสิ่งที่เขียน
“อยากให้เกิดบรรยากาศการถกเถียงเรื่องวรรณกรรม เพราะในสังคมไทยไม่มีการถกเถียงเรื่องวรรณกรรมมาหลายสิบปีแล้ว”
รวิตะวันเผยว่า อยากเห็นความหลากหลาย เนื่องจากเท่าที่ตามงานประกวดวรรณกรรมในเมืองไทย เธอพบแต่แนวซ้ำเดิม มีลักษณะเดียวจนกลายเป็นคำพูดว่า นี่งานเอากล่อง นี่งานเอาเงิน ประกอบกับยังอยากให้มีเวทีพูดคุย เกิดการถกเถียง และมีความเป็น “ประชาชน” เข้าร่วมในการตัดสินมากขึ้น
เช่นเดียวกับก้องที่อยากเห็นความหลากหลาย ความร่วมสมัย มีการพูดคุยถกเถียงในเชิงอุดมคติ กระทั่งอยากให้วรรณกรรมมีพลังอำนาจบ้างเล็กน้อย เพราะปัจจุบันพลังอำนาจไปอยู่ที่โซเชียลมีเดียแทน
“ไม่ใช่ว่าไม่ดี แต่มันจะนำมาซึ่งความกระตือรือร้น หรือการเปลี่ยนแปลง อย่างผมเองอยู่สื่อสิ่งพิมพ์ มีคนถามว่าเขียนหนังสือพิมพ์กลัว ‘เขา’ จะมานู่นนี่นั่นไหม ตอบไปว่า เขาไม่มายุ่งกับผมหรอก เขาชอบจับคนที่เขียนเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ คนที่เขียนอะไรซีเรียส เรื่องยาวๆ หรือ 1-2 หน้า เขายังไม่อ่านเลย และเขาไม่ค่อยว่าด้วย
“อยากเห็นว่า ถ้าเขาจะจับ จับคนที่เขียนอะไรยาวๆ เป็นเรื่อง หรือกลั่นกรองมาอย่างดี แสดงออกถึงจุดยืนอะไรบางอย่าง ให้สิ่งนี้อยู่ในการถกเถียง อยู่ในกระแสของสังคม อยู่ในสำนึกคิดของคน มีคนใช้ตัวหนังสือ ใช้รูปแบบของวรรณกรรมเพื่อพูดถึงอะไรบางอย่างแล้วมีน้ำหนัก ทำให้คนอยากพูดถึงสิ่งนี้มากขึ้นไปเรื่อยๆ”
ส่วนประเด็นรางวัลปีศาจจะเป็นการคัดค้านหรืออยู่ตรงข้ามรางวัลซีไรต์หรือไม่ กิตติพลรีบคว้าไมค์ชิงตอบติดตลกว่า อาจจะค้านกับจำนวนเงินที่ได้ เพราะเขาได้ไม่ถึงแสน แต่เราได้มากกว่านั้น (หัวเราะ)
อีกทั้งวิธีการของรางวัลนี้ไม่เน้นการปิดห้องคุย กระบวนการไม่ได้ศักดิ์สิทธิ์ และยังเข้าถึงได้ง่ายจากช่องทางโซเชียลมีเดียต่างๆ
“จะบอกว่าเราตรงข้ามก็ได้ เพราะรอบ Short List เราไม่ต้องเปิดโรงแรมแถลงข่าว แต่ใช้วิธีแจกข่าว เพราะประกาศผลวันที่ 24 มิถุนายน มีเวทีเยอะ เราขอใช้พื้นที่ประกาศผลประมาณ 5 นาทีว่ามีเล่มไหนที่ผ่านเข้ารอบบ้าง จะทำแบบนี้ทุกปี”
ขณะนั้นเอง มีเสียงจากใครสักคนกล่าวขึ้นพร้อมเสียงหัวเราะว่า “แต่ไม่ได้เป็นศัตรูกันนะ”
ก่อนที่กิตติพลจะตบท้ายด้วย “แต่ไม่ได้เป็นศัตรูกันนะ เป็นเพื่อนกัน”

รอคอย คาดหวัง ‘ปีศาจตัวใหม่’
“รออ่านเสนีย์ เสาวพงศ์ 2”
หนึ่งในคำกล่าวของ ศราพัส บำรุงพงศ์-ปทุมรส หรือที่หลายคนเรียกว่า “พี่จอย” ทายาท เสนีย์ เสาวพงศ์ (ศักดิชัย บำรุงพงศ์) ผู้เขียนนวนิยาย “ปีศาจ”
ทั้งบอกอีกว่า สมัยเสนีย์ เสาวพงศ์ เขียนนวนิยายเรื่องดังกล่าวยังอยู่ในวัยหนุ่ม อายุอานามราว 40 เท่านั้น หาใช่ 50-60 แต่อย่างใด
“เป็นช่วงสังคมของคุณพ่อ การใช้ชีวิต ความเป็นอยู่ ความไม่เท่าเทียมในมุมมองของคุณพ่อ ณ ตอนนั้น”
จึงไม่แปลกที่เธอจะ “รอ” และ “ตื่นเต้น” ด้วยอยากอ่านวรรณกรรมที่ชนะเลิศจากเวทีนี้ เพราะอยากเห็นมุมมองของหนุ่มสาวยุค 2561 ต่อสังคมประเทศไทยว่าเป็นอย่างไร
ต่างจากเสนีย์ เสาวพงศ์ แค่ไหน
อีกทั้งงานนี้เราได้ยินศราพัสกล่าวคำ “ขอบคุณ” นับครั้งไม่ถ้วน
เริ่มตั้งแต่ โย-กิตติพล ติดต่อไปครั้งแรก เจ้าตัวในฐานะลูกสาวรู้สึกภูมิใจ ตื้นตัน เป็นเกียรติที่ทุกฝ่ายให้เกียรติเสนีย์ เสาวพงศ์ พร้อมกล่าวขอบคุณที่น้องๆ ไม่ลืมคุณพ่อ
โดยรางวัลปีศาจครั้งนี้ ความหวังของศราพัสคือ อยากให้วงวรรณกรรมมีนักเขียนซึ่งเหมือนคุณพ่อ รวมถึงอยากอ่านงานที่ภาษาสละสลวย เขียนแล้วประทับใจ
“อ่านแล้วยังสามารถนอนไปคืนหนึ่ง ตื่นมาดื่มกาแฟ แล้วยังนึกถึงหน้านั้นที่เราอ่านได้”
ผู้สนใจยังสามารถส่งงานเขียนได้ถึงวันที่ 30 เมษายนนี้ โดยเป็น “นวนิยาย” ที่ไม่จำกัดความยาว รูปแบบ และวิธีการนำเสนอ ต้นฉบับเป็นภาษาไทย และไม่เคยตีพิมพ์เผยแพร่ที่ใดมาก่อน
ส่งผลงานได้ทั้งทางอีเมล์และไปรษณีย์ หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่เฟซบุ๊ก “รางวัลปีศาจ” หรือ http://spectreprize.org/
เพราะปีศาจตัวใหม่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

