คอลัมน์ เดินไปในเงาฝัน : ปรากฏการณ์ ‘บุพเพสันนิวาส’

16.04.18 | 16:28 น.

เคยมีคนตั้งคำถามว่าเรื่องประวัติศาสตร์ไทยสามารถส่งออกได้ไหม ?

ความหมายคือสามารถสร้างเป็นหนัง หรือละครซีรีส์คล้ายๆ กับเกาหลี, ญี่ปุ่น และฮ่องกง เพื่อให้คนในประเทศต่างๆ ในโลกได้ดู หรือชมได้หรือไม่ ?

คล้ายๆ กับครั้งหนึ่งเราเคยดูโอชินของญี่ปุ่น หรือคล้ายๆ ครั้งหนึ่งเราเคยดูแดจังกึมของเกาหลีใต้ รวมไปถึงหนังกำลังภายในอีกมากมายของฮ่องกง ที่หยิบยกประวัติศาสตร์จีนบางช่วงมาให้คนในบ้านเราได้ดู จนติดกันงอมแงม

เท่าที่ผมฟังนักวิชาการจากมหาžลัยบางแห่ง เขาไม่ได้ตอบรับ หรือปฏิเสธอย่างตรงไปตรงมา แต่เขาพูดในเชิงว่าถ้าแก่นของเรื่องมีความเป็นสากล

เกี่ยวโยงกับประวัติศาสตร์โลก

Advertisement

การขยายอาณานิคม

การค้าขาย

รวมไปจนถึงสิ่งที่ซ่อนอยู่ต่อการเดินทางตามเส้นทางสายไหมในอดีต ก็อาจจะทำให้เรื่องนั้นๆขายได้ แต่ขณะที่นักวิชาการอีกบางส่วนบอกว่าหนัง หรือละครไทยก็คล้ายๆ กับอาหารของบ้านเรา

ฝรั่งรู้จักต้มยำกุ้ง

ผัดไทย

มาเมืองไทยก็อยากกินต้มยำกุ้ง ผัดไทย และอื่นๆ หรือแม้แต่ไปนั่งร้านอาหารไทยในต่างประเทศ ก็ต้องสั่งเมนูเหล่านี้มาทาน

เพราะถูกรับรู้แล้วในระดับสากล

ดังนั้น จึงไม่แปลกที่ครั้งหนึ่งหนังเรื่องต้มยำกุ้งของเราจะไปตลาดโลก แม้ธีม หรือแก่นของเรื่องจะพูดถึงการตามหาช้างจากเมืองไทยก็ตาม

ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับประวัติศาสตร์ไทยเลย

แต่ด้วยการขายเอกลักษณ์ของศิลปะการต่อสู้ของคนไทย ที่สุดมวยไทยจึงเป็นที่รู้จัก ยอมรับ จนขณะนี้ผู้ที่เป็นนักกีฬา เทรนเนอร์ โค้ชที่มีความรู้ด้านมวยไทยจึงถูกส่งออกไปสอนในหลายประเทศทั่วโลก

ไม่เว้นแม้แต่ค่ายมวยต่างๆ ในประเทศไทย ก็ต่างมีชาวต่างชาติตั้งแต่รุ่นเล็กไปจนถึงรุ่นใหญ่ และไม่ใช่แต่เฉพาะผู้ชายเท่านั้น หากผู้หญิงเองก็สนใจกีฬามวยไทยไม่แพ้กัน

ถ้าคิดแบบหยาบๆ ก็เชื่อแน่ว่าประวัติศาสตร์ไทยน่าจะส่งออกไปขายได้เช่นกัน

เพียงแต่เราจะหยิบช่วงสมัยไหนของประวัติศาสตร์มาขายเท่านั้นเอง

และจะทำออกมาในลักษณะใด

โรแมนติกคอมเมดี้แบบบุพเพสันนิวาสเหรอ หรือจะทำแบบนเรศวรมหาราช พระศรีสุริโยทัยในช่วงผ่านมา ผมว่าเมื่อถึงตอนนั้นคงต้องมาดูกันอีกทีว่าเราจะทำออกมาในลักษณะใด

แต่เท่าที่เห็นปรากฏการณ์ของบุพเพสันนิวาส เฉพาะแค่เพลงประกอบละครยังถูกแปลงเป็นภาษาจีน และญี่ปุ่นแล้ว ผมไม่รู้ว่าต่อไปจะถูกแปลงเป็นภาษาอะไรอีก

ตรงนี้น่าสนใจนะครับ

ทั้งยังเป็นเรื่องที่ไม่ใช่แต่เฉพาะผู้จัดละครโทรทัศน์เท่านั้นที่คิด และต้องทำการบ้านให้หนัก เพราะผ่านมาก็ใช่ว่าเราจะไม่เคยทำละครประวัติศาสตร์ย้อนยุค

เราเคยทำหลายเรื่อง

แต่ส่วนใหญ่จะออกแนวจริงจัง ซีเรียสตามเนื้อหาของประวัติศาสตร์ แม้บางเรื่องอาจซ่อนเรื่องของความรักอยู่บ้าง แต่ก็เป็นความรักในลักษณะชนชั้นที่ต่างกัน

หรือไม่ก็เป็นโศกนาฏกรรม

แต่บุพเพสันนิวาสกลับฉีกทุกกฎของการสร้างละคร

ฉะนั้น จึงไม่แปลกที่คืนวันพุธที่ 11 เมษายน 2561 ผ่านมาถนนหนทางตามจังหวัดต่างๆ จึงโล่งมาก ผู้คนกลับบ้าน คอนโดฯเพื่อเฝ้าหน้าจอโทรทัศน์

หนุ่มสาวก็ดูบนสมาร์ทโฟน

หรือถ้าใครไม่มีโอกาสดูจริงๆ เขาก็สามารถเปิดดูย้อนหลังได้

ไม่เว้นแม้แต่เด็กๆ ก็ต่างรีบอาบน้ำกินข้าวเพื่อรอดูตอนจบของบุพเพสันนิวาส ผ่านมาหลายสิบปีเราไม่ค่อยได้เห็นปรากฏการณ์เช่นนี้บ่อยครั้งนัก

แต่บุพเพสันนิวาสกลับทำให้ปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น จนส่งผลไปยังเรื่องอาหารการกินคาวหวาน สถานที่ในประวัติศาสตร์ทั้งจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และลพบุรี

การแต่งชุดไทย

ไปจนถึงการสรรหาแบบเรียนเล่มแรกของไทยอย่างจินดามณีมาหาอ่านกัน

สำคัญไปกว่านั้น ยังทำให้นักศึกษาที่เรียนประวัติศาสตร์ในมหาวิทยาลัยต่างๆ รู้สึกพราวขึ้นมาทันที ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนดูเหมือนจะเป็นสาขาที่ไม่ค่อยมีใครให้ความสนใจ

แต่พอทราบว่าผู้เขียน (รอมแพง) นวนิยายเรื่องบุพเพสันนิวาสเรียนประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร จึงทำให้นักเรียน ม.6 หลายคนต่างอยากแอดมิสชั่นเข้าคณะนี้มากขึ้น

ถ้าไม่ใช่ปรากฏการณ์ใหม่แล้วจะเรียกว่าอะไร ?

ผมจึงพยายามบอกว่า‚เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่หน้าที่ของผู้จัดละครโทรทัศน์เท่านั้นที่คิด แต่กระทรวงวัฒนธรรมต้องเข้ามาช่วยคิด ออกแบบ วางแผน และสนับสนุนด้วยว่าเราจะนำประวัติศาสตร์ของไทยช่วงไหนบ้างมาสร้างเป็นหนัง ละครเพื่อส่งออกไปยังต่างประเทศบ้าง

ไม่เว้นแม้แต่การแปลหนังสือประวัติศาสตร์ของไทยในหลายๆ ภาษา

เอกสารโบราณ

วรรณกรรมดีๆ

รวมไปถึงการส่งเสริมจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ให้ออกไปอวดโฉมในระดับนานาประเทศบ้าง เพื่อให้พวกเขารู้ว่าประเทศไทยมีความเป็นอารยะ

มีความสูงส่งในงานศิลปะทุกแขนง

สิ่งเหล่านี้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องเข้ามาสนับสนุน และช่วยเหลืออย่างเต็มกำลัง ซึ่งเหมือนกับรัฐบาลของเกาหลีใต้ที่เขามองเห็นคุณค่าในศิลปะทุกแขนงของประเทศเขา

เขามีรัฐบาลซัพพอร์ต

มีตัวแทนชุมชนต่างๆ เป็นคนเฟ้นหาเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ขึ้นมา จากนั้นจะส่งธีมของเรื่องเหล่านั้นมากำหนดกรอบการทำงาน เพื่อเขียนเป็นบทภาพยนตร์ บทโทรทัศน์ขึ้นมา เพื่อให้ผู้กำกับเข้ามารับผิดชอบตามความถนัดของแต่ละคน

สำคัญไปกว่านั้นรัฐบาลยังทำหน้าที่ติดต่อเอเยนต์เพื่อส่งออกศิลปะภาพยนตร์ ละคร ดนตรีเหล่านี้ออกไปในระดับโลก

เพราะเขารู้ดีว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้จะสะวิงกลับมาที่ประเทศของตนอีกครั้ง

จนทำให้เกิดการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์อย่างยั่งยืน

แล้วบ้านเราล่ะ…‚เอายังไงดีครับ

วานตอบที