คอลัมน์ เริงโลกด้วยจิตรื่น : หนทางสู่ ‘ปรารถนา’

16.04.18 | 16:57 น.

เมื่อชีวิตยังดำเนินไป คนเราย่อมต้องคิด ต้องทำ ในเรื่องราว ในกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่าง เพื่อตอบสนองความต้องการของชีวิต

การอยู่เฉยๆ โดยไม่ทำอะไรนั้นอาจจะเป็นไปได้ แต่นั่นไม่ใช่ชีวิตที่ปกติสุขแน่นอน ด้วยชีวิตนั้นอยู่ได้อย่างมีเงื่อนไขต้องสนองตอบ ไม่เช่นนั้นจะอยู่ไม่ได้ อย่างน้อยที่สุดย่อมมีความต้องการอาหารและอากาศเพื่อหล่อเลี้ยงระบบชีวิต

และสำหรับมนุษย์ ความต้องการที่จะหล่อเลี้ยงชีวิตยิ่งมากมาย ขยายกว้าง จนไม่รู้จบสิ้นในบางคน

ดังนั้น ตราบใดที่ยังดำรงชีวิตอยู่ ย่อมมีความปรารถนา

เพียงแต่ปรารถนานั้นมีหลายแบบ บางแบบต้องดิ้นรนมากมายเพื่อสนอง บางแบบเป็นปรารถนาที่โปร่งเบา ไม่กดดันบีบคั้น

Advertisement

แต่ที่สุดจะพบว่า ปรารถนาŽ แม้จะมุ่งไปในสิ่งหนึ่งสิ่งใดเหมือนกัน แต่มีความแตกต่างกันที่วิธีการสองแบบ สองทางใหญ่ๆ

อย่างแรก หรือทางแรก เมื่อมีสิ่งที่ปรารถนาเกิดขึ้น ใจจะมุ่งไปในสิ่งที่ต้องการนั้น พลังที่นำมาใช้เพื่อผลักดันหรือจัดการให้ได้สิ่งที่ปรารถนาจะเป็นความคิดที่จินตนาการไปว่า เมื่อได้สิ่งนั้นมาแล้วจะเกิดผลดี หรือความสุขสมใจกับชีวิตอย่างไร สร้างความฝันว่าจะใช้สิ่งนั้นเพื่อตอบสนองความสุขแบบไหน แล้วขยายต่อไปว่า ความสุขที่เกิดขึ้นจากสิ่งที่ปรารถนานั้นจะสร้างสิ่งใดขึ้นมาอีก

จินตนาการต่อไปเป็นทอด ไปข้างหน้าเรื่อยๆ

ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิดว่า ความปรารถนานั้นจำเป็นต้องมี ต้องได้ เพราะหากขาดไป ความสุขของชีวิตก็เป็นอันจบสิ้น

ความสุขอันเป็นภาพที่จินตนาการสร้างขึ้น จากความปรารถนาที่จินตนาการขึ้นมาเช่นนั้น

สุขทุกข์จึงขึ้นอยู่กับปรารถนาเป็นจริงสมฝัน และเนรมิตให้เป็นไปอย่างที่หวังต่อเนื่องไว้หรือเปล่า

หนทางนี้ย่อมเสี่ยงต่อการเป็น ความหวังลมๆ แล้งๆŽ หากไม่ลงมือทำ

หรืออาจจะใช้วิธีการที่ผิด จนก่อความเดือดร้อนให้ตัวเองหรือผู้อื่น เพราะไม่เลือกวิธีการที่จะบรรลุถึงปรารถนานั้น

ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว คนที่เลือกสานความหวังของตัวเองด้วยวิธีการจินตนาการต่อเนื่องไปว่า ได้สิ่งนั้นมาแล้ว จะได้สิ่งนั้นสิ่งนี้ตามมาเป็นทอดๆ สนองความสุขได้มากขึ้นเรื่อยๆ มักมีแนวโน้มที่จะใช้กำลัง อำนาจ หรือวิธีการทุจริตคิดมิชอบในการได้มา เนื่องจาก ปรารถนาŽ นั้นไม่ใช่ความสุขที่คิดไว้ เป็นเพียงเครื่องมือที่จะต้องมี เพื่อให้ได้ในสิ่งที่อยากไปเรื่อยๆ เท่านั้น

โอกาสที่วิธีจะก่อให้เกิดการทำลายมากกว่าสร้างสรรค์จึงเป็นไปได้มาก

แต่สำหรับอีกหนทางหนึ่งคือ เมื่อ ปรารถนาŽ สิ่งใด ย่อมรู้ก่อนว่า ที่ปรารถนาสิ่งนั้น เพราะอะไร สิ่งนั้นจะมีผลอย่างไรต่อชีวิต จากนั้นเอา ปรารถนาŽ นั้นมาตั้งแล้วพิจารณาย้อนความไปว่า เพื่อให้ไปถึงที่ปรารถนานั้น มีสิ่งใดบ้างที่ต้องหามาประกอบกันเข้า และจะจัดการอย่างไร เพื่อสร้างในสิ่งนั้นขึ้นมา

มองเห็นอุปสรรคในแต่ละขั้นตอน ค้นคิดวิธีการแก้ไข มีความสุขในการจัดการแต่เรื่องที่จะสร้างสรรค์ปรารถนานั้นให้เป็นจริง

เมื่อมีบางสิ่งบางอย่างผิดพลาด หรือไม่เป็นอย่างที่คิด ก็พร้อมจะจัดการเปลี่ยนแปลง ปรับปรุงเพื่อให้เกิดองค์ประกอบที่เหมาะสมในการสร้างปรารถนานั้นให้เป็นจริง

เป็นวิธีที่กรอบของความสุขอยู่ในการได้ทำเรื่องราวที่จะมาประกอบให้ปรารถนาประสบความสำเร็จ สนุกอยู่กับการหาทางแก้ไขอุปสรรค หรือเร่งเร้าในสิ่งที่ก่อให้เกิดความสอดคล้องลงตัวขึ้น

ใช้การสร้างสิ่งที่ปรารถนานั้นเป็นการเรียนรู้วิธีการ สร้างสมประสบการณ์ความคิดจากความเป็นจริงที่เกิดขึ้น

เป็นวิธีการที่จัดการไปตามความเป็นจริง และยอมรับผลที่เกิดขึ้นจากการจัดการไม่ว่าจะเกิดในทางเกื้อหนุน หรือทางที่เป็นอุปสรรค

ทางหนึ่งมีความสุขจากการได้ทำ

แต่อีกทางหนึ่งละเมอเพ้อพกอยู่กับสิ่งที่จินตนาการไป

ฝ่ายหนึ่งเมื่อผิดหวังจึงไม่โกรธแค้น เพราะรู้ว่าที่ไม่เป็นไปอย่างที่คิดนั้นเพราะอะไร ควรจะต้องเปลี่ยนแปลงแก้ไขอย่างไร

แต่อีกพวกหนึ่ง ย่อมทุกข์ร้อน หากสิ่งที่ปรารถนาไม่เกิดขึ้นเหมือนอย่างที่คิด ด้วยมองไม่เป็นความเป็นธรรมดาของสิ่งต่างๆที่ต้องเป็นไปตามปัจจัยที่มาประกอบ

ความแตกต่างของคนที่มีความสุข กับคนที่มีแต่ทุกข์อยู่ตรงนี้

ตรงวิธีการจัดการกับปรารถนา