ชีวิตปกติของคนเรา ย่อมพึงพอใจมีความสุขกับการได้อยู่กับสิ่งที่ตัวเองชอบ และไม่พอใจหากต้องอยู่กับสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ
แต่ความรู้สึกว่าชอบสิ่งนั้น ไม่ชอบสิ่งนี้นั่นเอง ที่ทำให้ชีวิตต้องสลับไปสลับมา
ระหว่างสิ่งที่พึงใจกับสิ่งที่ไม่พอใจตลอด
ไม่มีทางที่จะได้รับสิ่งที่พอใจอยู่ตลอดได้ หรือถ้าพูดกันให้ตรงกว่านั้น ชีวิตส่วนใหญ่ต้องอยู่กับสิ่งที่ไม่พอใจมากกว่าเสียด้วยซ้ำ
และเพราะปรารถนาสิ่งที่พอใจ กับไม่ต้องการสิ่งที่ไม่พอใจนี่เองที่ทำให้มนุษย์เราค้นหาวิธีที่จะดึงดูดสิ่ง หรือเรื่องราวที่พอใจ และหลีกหนีสิ่ง หรือเรื่องราวที่ไม่พอใจ
ด้วยเหตุนี้เองที่นำมาความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์ไปให้หลุดออกจากความเป็นสิ่ง
ในสิ่งที่ชอบ ที่ถูกใจ มนุษย์เราจะแสวงหาเหตุที่จะเห็นดีเห็นงาม นิยมชมชื่น
ขณะที่จะหาเหตุตำหนิ ติติง ก่นประณามสิ่งที่ไม่ถูกใจ
และเหตุต่างๆ ที่คิดขึ้นมาเองนั้นจะสร้างจินตนาการต่อเนื่องที่จะนำมาความรู้สึกนึกคิดไปตามความชอบความชังไกลไปเรื่อย
ดังนั้นหากมีใครสักคนที่ทำให้เกิดความรู้สึกชอบขึ้นมา สิ่งที่คนคนนั้นทำจะดีงามไปหมด หรือแม้แต่คน หรือสิ่งใดก็ตามที่คนที่เราชอบบอกว่าดี ก็จะเห็นว่าดีว่างามตามไปด้วย กระทั่งบางครั้งเป็นไปโดยไม่ต้องคิด
ขณะเดียวกันสำหรับคนที่เกิดความรู้สึกไม่ชอบ ทุกสิ่งที่คนนั้นทำ จะก่อความรู้สึกว่าเป็นเรื่องเลวร้ายไปหมด เช่นเดียวกัน
เมื่อแนวโน้มทางความคิดเป็นไปตามความพอใจ กับไม่พอใจที่มีอยู่ก่อนแล้วนี้ เป็นสภาวะที่เกิดขึ้นกับคนส่วนใหญ่ จึงมีคนพวกหนึ่งที่อาศัยการสร้างภาพที่ดีงามให้กับตัวเอง หรือพวกพ้องตัวเอง ขณะที่สร้างภาพเลวร้ายให้กับคนที่ตัวเองคิดว่าเป็นคู่แข่ง หรือฝ่ายตรงกันข้าม
การสร้างภาพเช่นนี้ ถ้าทำได้สำเร็จ ย่อมเกิดประโยชน์ยิ่งกับตัวเอง และคนที่เชื่อไปตามภาพที่สร้างขึ้น จะเป็นแนวร่วมที่ไม่เพียงสนับสนุนตัวเองเท่านั้น แต่จะขยายกระจายภาพของความเกลียดชังในคู่แข่ง หรือฝ่ายตรงกันข้ามให้เป็นความรู้สึกนึกคิดของเพื่อนร่วมสังคมอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น
ธรรมดาของมนุษย์ที่สั่งสมความเป็นสัตว์สังคม มีความรู้สึกปลอดภัยเมื่อได้อยู่ร่วมกับพวกเดียวกัน
แนวโน้มที่จะทำตามๆ กันไปจึงเกิดขึ้น เพราะไม่ต้องการที่จะตกอยู่ในสภาพแปลกแยกจากคนร่วมสังคมเดียวกัน
ด้วยเหตุนี้เอง ใครมีเครื่องไม้เครื่องมือที่มีอิทธิพลต่อการนำความคิดในสังคมได้มากกว่า ย่อมได้เปรียบที่จะโน้มน้าวชักจูงคนส่วนใหญ่ให้คล้อยตามตัวเองไป
สภาพที่เกิดขึ้นคือ คนส่วนใหญ่คิดว่าสิ่งหนึ่ง หรือเรื่องราวใดที่ตัวเองชอบและไม่ชอบนั้น เกิดขึ้นเพราะความคิดความอ่านที่เป็นตัวของตัวเอง
แต่เมื่อสืบสาวให้ถึงที่สุดแล้ว อาจจะไม่ใช่ เพราะอาจจะเป็นเพียงแค่ชอบหรือไม่ชอบไปตามคนที่ตัวเองชอบหรือไม่ชอบ ด้วยความรู้สึกนึกคิดที่เป็นไปตามไม่อยากจะเป็นคนละพวกกับคนคนนั้น
เป็นเพียงเหยื่อที่ถูกลากเข้าฝูง โดยไม่รู้สึกตัว
ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่า คนหรือเรื่องที่ตัวเองชอบ หรือไม่ชอบนั้นเป็นคนละเรื่องกับความเป็นจริง
คนคนหนึ่งในความเป็นจริงอาจจะทำในสิ่งที่เป็นภัยกับสังคมส่วนรวมมาตลอด และยังทำต่อไปไม่หยุด แต่เพราะคนคนนั้นถูกคนที่เราชอบสร้างภาพให้เป็นคนที่แสนดี มาบอกกล่าวให้รับรู้ เราก็เลยชื่นชอบคนคนนั้นไปด้วย
แม้ในความเป็นจริงเรื่องราวเสียหายต่อสังคมโดยรวมที่คนคนนั้นสร้างขึ้นกระทบถึงเราด้วย แต่เราก็เลือกที่จะมองผ่าน หรือมองไม่เห็นความไม่ดีไม่งามนั้น
เช่นเดียวกัน แม้ในความเป็นจริง คนคนนั้นจะสร้างความดีงามให้สังคมโดยรวม ทำให้การอยู่ร่วมกันของสังคมดีขึ้น แต่เพราะคนที่เราไม่ชอบเป็นผู้ยกยอให้เห็นความดีงามนั้น เราจึงเลือกที่จะมองผ่าน หรือมองไม่เห็นความดีงามนั้น
ถ้าคนที่เราไม่ชอบบอกว่าใครดี เราจะมีแนวโน้มที่จะเห็นเป็นไม่ดี ขณะที่คนที่เราชอบบอกว่าคนคนนั้นไม่ดี เราจะมีแนวโน้มที่จะเห็นว่าไม่ดีไปด้วย
เป็นความเห็นโดยไม่ต้องสืบสาวความเป็นจริง และคิดด้วยหลักคิดที่ถูกต้อง
เพราะวิธีสัมผัสสัมพันธ์กับโลกของคนส่วนใหญ่เป็นอย่างนี้
การมองให้เห็นความเป็นจริงของสิ่งต่างๆ จึงเกิดขึ้นน้อยมาก
มองเห็นตามที่นักสร้างภาพอยากให้เห็นจึงมีมากกว่า

