นาทีนี้ถ้าให้ทำโพลสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับประเทศไทยที่คุณอยากไปพักร้อนมากที่สุด หนึ่งในนั้นต้องมี “ญี่ปุ่น”
ประเทศที่รุ่มรวยด้วยวัฒนธรรม มีความเนิบนาบนุ่มนวลอ่อนหวาน ช่างปรนนิบัติเอาใจ ภาพของสาวในชุดกิโมโนคือตัวแทนของความงดงามนั้น แน่นอนว่าฉากหลังต้องเป็น “ฟูจิซัง” ที่ปกคลุมด้วยหิมะสีขาวโพลน หรือไม่ก็เป็นฉากของบันไดหินที่ทอดยาวไปสู่ศาสนสถาน
อันที่จริง “ญี่ปุ่น” สวยงามทุกฤดู ไม่เพียงแค่ฤดูที่ซากุระบาน ให้สุขใจกับเทศกาลฮานามิ ปูเสื่อปิกนิกกันใต้ต้นซากุระในช่วงใบไม้เปลี่ยนสีเป็นเหลืองๆ แดงๆ ก็เป็นอีกความงามที่ควรค่าน่าชม
ไม่นับในแง่ของวัฒนธรรมที่แต่ละเมืองก็มีเสน่ห์ที่ชวนให้สัมผัส เรียนรู้ไม่ซ้ำกัน ยังมีนิสัยใจคอที่เป็นกันเอง โอบอ้อมอารี ยินดีที่จะช่วยเหลือนักท่องเที่ยวอย่างเต็มที่แม้จะสื่อสารกันคนละภาษาก็ตาม ฯลฯ
ทว่า ใช่ว่าญี่ปุ่นจะไม่มีมุมเทาๆ

Japan dark side ‘ญี่ปุ่น’ ก็เหมือนคน ย่อมมีด้านดีและด้านร้าย
คงยังจำกันได้กับ บูม ภัทรพล เหลือบุญชู เจ้าของหนังสือยอดนิยมอย่าง “JapanSalaryman เป็นได้มากกว่ามนุษย์เงินเดือน” หนังสือคู่มือสำหรับทำงานร่วมกับคนญี่ปุ่น และผู้ก่อตั้งเพจใน Facebook ที่นำเสนอเรื่องราวความแปลกหรือเรื่องราวที่น่าสนใจของญี่ปุ่นอย่างเพจ “JapanSalaryman” เพจที่รวมคนรักญี่ปุ่น ที่มียอดติดตามเกือบ 3 แสนคน
บูม ภัทรพล ที่มีโอกาสเรียนต่อและได้ทำงานกับองค์กรของญี่ปุ่น ความที่คุ้นเคยกับประเทศญี่ปุ่นเป็นอย่างดี จึงนำประสบการณ์ของญี่ปุ่นมาถ่ายทอดในหนังสือเล่มนี้อีกครั้ง ในอีกมุมที่คนไทยน้อยคนจะมีโอกาสได้สัมผัส
“Japan Dark Side ถึงร้ายก็รัก” เป็นหนังสือที่นำเสนอถึงมุมมองของญี่ปุ่นในด้านที่แปลกใหม่ที่พาเที่ยวญี่ปุ่นเชิงลึก ที่จะได้เรียนรู้ วิเคราะห์ และเจาะลึกในญี่ปุ่น โดยเล่มนี้แตกต่างจากเล่มก่อนที่ตีแผ่มุมสีหม่นๆ ของประเทศญี่ปุ่นที่อาจจะไม่มีใครนึกถึง หรือลงลึกถึงธุรกิจที่แปลกและไม่คิดว่าจะมี
อาทิ อาชีพที่ให้บริการหลังพระอาทิตย์ตกดินสาวนั่งดริงก์ หรือ “เคียะบะโจ” ผู้ซึ่งทำหน้าที่เอ็นเตอร์เทนให้กับหนุ่มๆ ตั้งแต่บริการเครื่องดื่ม ชวนคุยแต่เรื่องที่ทำให้รู้สึกสบายใจ ที่สำคัญคือพร้อมที่จะเป็นผู้ฟังที่ดี
การพาตัวเองเข้าไปใช้บริการเคียะบะโจ เรียกว่าการไปเที่ยว “เคียะบะคุระ”

ภัทรพลบอกว่า การพาลูกค้าไปเที่ยวเคียะบะคุระนับเป็นศาสตร์หนึ่งของการเลี้ยงรับรองและเอาใจลูกค้าของชาวอาทิตย์อุทัย โดยในระหว่างที่อยู่ในเคียะบะคุระจะได้เรียนรู้พฤติกรรมลูกค้าว่ามีนิสัยใจคออย่างไร เพราะเวลาทำงานก็เป็นแบบหนึ่งแต่พออยู่กับสาวๆ เป็นอีกแบบหนึ่ง จึงเป็นสิ่งที่ผูกใจผู้ร่วมทำธุรกิจได้มากกว่าการพาไปร้านหรือสถานที่อื่นๆ เนื่องจากเวลาคุยเรื่องงานอย่างเดียวอาจไม่ทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ และเป็นวิธีการดูแลลูกค้า Entertain ความสุขแก่ผู้ที่เราติดต่องาน
สำหรับสาวๆ ก็ไม่น้อยหน้า มี “บาร์โฮสต์” เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจเช่นกัน อย่างย่านคาบุกิโจ ในชินจูกุ จะได้พบเห็นชายหนุ่มในสูทดำสุดเนี้ยบและมีผมสีทองอย่างเป็นเอกลักษณ์ที่เรียกว่า “โฮสต์” ทำหน้าที่ไม่ต่างจาก “เคียะบะโจ” เป็นที่ดูแล คอยรับฟังความทุกข์ใจของบรรดาหญิงสาว โดยเฉพาะหญิงที่สามีไม่มีเวลาเอาใจใส่ดูแลเพราะต้องทำงานหนัก ซึ่งประเด็นนี้ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ในสังคมญี่ปุ่นปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม ใน “Japan Dark Side ถึงร้ายก็รัก” ใช่ว่าจะนำเสนอแต่มุมมืดของญี่ปุ่นเพียงอย่างเดียว เพราะยังเล่าให้เห็นมุมกว้าง เห็นถึงกลยุทธ์การตลาดและจิตวิทยาความสัมพันธ์ของอาชีพนั้นๆ ที่จะสร้างลูกค้าประจำ ซึ่งเทคนิคเหล่านี้สามารถนำมาปรับใช้กับชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี

“ผมเขียนถึงประเทศญี่ปุ่นแนว dark side ในแง่ของการให้แรงบันดาลใจที่จะส่งต่อให้กับคนอื่นๆ ตัวผมเองรู้จักคนญี่ปุ่นมาเป็น 10 ปี ในระหว่างการทำงานเองก็มีเรื่องดีและก็เรื่องร้าย ความมุ่งมั่นทุ่มเท ประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้จากคนญี่ปุ่นซึ่งเยอะมากๆ ผมใช้เคล็ดลับของคนญี่ปุ่นในการใช้ชีวิตหรือบริหารชีวิต จึงสามารถทำงานได้อย่างตั้งใจ ทำให้ผมเป็นผมในทุกวัน
“ซึ่งตรงนี้ผมมองว่าทุกคนก็ทำได้เช่นเดียวกัน คือเรียนรู้เรื่องดีๆ จากญี่ปุ่น ที่ถึงแม้จะมีเรื่องร้าย แต่จริงๆ ผมรักประสบการณ์เหล่านี้มากเลย” ภัทรพลกล่าว
สำหรับแรงบันดาลใจที่ทำให้เขียนหนังสือ “Japan Dark Side ถึงร้ายก็รัก” ภัทรพลเล่าว่า เริ่มต้นจากการตั้งคำถามว่า คนญี่ปุ่นไม่มีด้านมืดบ้างหรือ ถ้าเปรียบประเทศญี่ปุ่นกับคนคนหนึ่ง ย่อมต้องมีด้านดีด้านร้ายเหมือนกัน เพราะคนไทยชอบไปเที่ยวญี่ปุ่นมาก คิดว่าคนญี่ปุ่นมีเมตตากรุณา แต่จริงๆ แล้วมีอีกมุมหนึ่งที่มีนัยซ่อนเร้นอยู่ อาจทำให้ไม่ระวังตัว หากเรามองเห็นแต่ด้านดี เมื่อเวลาไปประเทศญี่ปุ่น จึงอยากหยิบมาเล่าเป็นวิทยาทานให้กับคนไทยรู้ว่าญี่ปุ่นก็มีทั้งด้านมืดและด้านสว่าง
“ผมไม่ได้คาดหวังเยอะ แต่ระหว่างอ่านหนังสือเล่มนี้ ผู้อ่านจะได้เรียนรู้ว่าอีกโลกหนึ่งในประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นโลกที่เราไม่เคยเจอมาก่อน เป็นโลกของคนที่รู้ต้องมาถ่ายทอดถึงจะเข้าใจได้มากกว่า ฉะนั้นก็อยากให้ผู้อ่านทุกคนได้สัมผัสไปกับโลก dark side ของญี่ปุ่น เรียนรู้ว่าสิ่งที่อยู่ในหนังสือนั้นให้แง่คิดอะไรบ้าง และสุดท้ายอยากให้มองว่า ไม่ว่าจะเจอใคร ทุกคนย่อมมีสองแง่ หรือจะไปประเทศไหนๆ ย่อมมีมุมดีไม่ดีอยู่เสมอ ให้เลือกเก็บสิ่งที่ดีจากประเทศเหล่านั้นและนำมาปรับใช้ เราจะเก่งได้ในทุกๆ วัน” ภัทรพลกล่าว

Japan bright side สร้างคนแบบ ‘ญี่ปุ่น’
จาก Dark side มาดู Bright side บ้าง “หัวใจเซนเซ สร้างคนแบบญี่ปุ่น” ผลงานของ กฤตินี พงษ์ธนเลิศ เจ้าของนามปากกา “เกตุวดี Marumura” และเจ้าของเพจ Facebook เกตุวดี Marumura เพจที่นำเสนอถึงแรงบันดาลใจการใช้ชีวิตและแนวความคิดการตลาดของประเทศญี่ปุ่นที่นำประสบการณ์ที่ตนไปเรียนต่อในช่วงเวลาที่เรียนต่อปริญญาตรีและปริญญาโท ณ ประเทศญี่ปุ่น เป็นการนำเสนอวิธีการสอนแบบคนญี่ปุ่น
กฤตินีเล่าถึงแรงบันดาลใจที่เป็นจุดเริ่มต้นของหนังสือเล่มนี้ว่า เริ่มจากการที่มีโอกาสไปอบรมให้กับบริษัทของชาวญี่ปุ่น ที่มีพนักงานเป็นคนไทย และได้รับรู้ถึงความแตกต่างระหว่างความคิดของเจ้านายชาวญี่ปุ่นกับพนักงานคนไทย โดยฝ่ายเจ้านายเมื่อต้องการให้พนักงานเก็บขยะในโรงงาน ใช้การลงมือทำเองเป็นตัวอย่าง แต่ทว่าพนักงานเมื่อเห็นเช่นนั้นไม่เพียงไม่สนใจ กลับเห็นเป็นเรื่องแปลกที่เจ้านายญี่ปุ่นชอบเก็บขยะ
กฤตินีเล่าว่า โดยส่วนตัวมองว่าประเทศญี่ปุ่นเพราะเป็นประเทศที่มีเสน่ห์และน่าพิศวง ประเทศญี่ปุ่นเจริญก้าวหน้ามากทั้งๆ ที่เคยแพ้สงครามโลก แต่หลังจาก 20 ปีกลับฟื้นฟูได้ และเป็นเจ้าภาพจัดโอลิมปิก ประเทศญี่ปุ่นไม่มีทรัพยากรเป็นของตัวเอง แต่กลับฟื้นฟูให้ประเทศชาติเติบโตและพัฒนาในด้านเทคโนโลยี วัฒนธรรม ตลอดจนความเป็นอยู่ ทำให้เป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจได้ จึงเกิดคำถามว่า ญี่ปุ่นสร้าง “คน” อย่างไร
ประสบการณ์ตลอด 8 ปีที่ได้คลุกคลีกับคนญี่ปุ่น ทำให้เธอได้คำตอบ คนญี่ปุ่นที่ใช้วิธีสอนโดยจะไม่บอกเด็ดขาดว่าคำตอบคืออะไร
“คนญี่ปุ่นจะเป็นคนที่พูดแรงๆ แต่ไม่ได้มีอคติหรือว่าเกลียด แต่เป็นเพราะใส่ใจในรายละเอียด การวางระบบให้แบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน แต่เมื่อใดก็ตามที่เขาเห็นว่า ‘อาการหนักเกินเยียวยา’ เขาจะตัดหางปล่อยวัด ไม่ยุ่งอีกเลย การไม่เตือนอะไรเลยนี่เป็นสิ่งที่อันตรายต่อชีวิตในการทำงาน แต่ที่ทำไปเพราะเขาเหล่านั้นรักเรา คนญี่ปุ่นใส่หัวใจเข้ามาในงานจริงๆ” กฤตินีบอก
“คนญี่ปุ่นจะมองงานเป็นสำคัญ ถึงแม้จะไม่ชอบหน้ากันแต่ทำงานได้ก็เพียงพอ คนญี่ปุ่นจะได้รับการฝึกวิธีการค้นหาข้อมูลโดยอัตโนมัติโดยเริ่มต้นตั้งแต่เด็กๆ และสารพัดข้อคิดในการสร้างคนญี่ปุ่น ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้จะต่างกับการสอนของคนไทย”
กฤตินีบอกอีกว่า นอกจากหนังสือเล่มนี้จะบอกถึงวิธีการเรียนการสอนของคนญี่ปุ่นแล้ว จะได้เห็นถึงการทุ่มเทให้กับการงานอย่างจริงจัง และได้เห็นว่า ความหมายของการทำงานจริงๆ นั้นคืออะไร
ที่สุดแล้ว เราจะเข้าใจว่า ประเทศญี่ปุ่นที่ก้าวผ่านความทุกข์ยาก สร้างเนื้อสร้างตัวจนก้าวขึ้นมาอยู่แถวหน้าทางด้านเศรษฐกิจ เขามีวิธีการสร้าง “คน” อย่างไร


