การเข้ามาลงทุนกว่า 1.1 หมื่นล้านบาทของยักษ์อีคอมเมิร์ซจากจีน “อาลีบาบา” สร้างกระแสตื่นตัวให้คนไทยและธุรกิจไทยอย่างมาก เพราะรู้ดีว่าจะส่งผลกระทบในวงกว้างต่อธุรกิจต่างๆ ทั้งในแง่บวก และลบอย่างแน่นอน
ด้วยว่าในจังหวะที่เกษตรกรไทยหรือผู้ผลิตสินค้าไทยมีโอกาสได้ใช้แพลตฟอร์ม “อีคอมเมิร์ซ” ของ “อาลีบาบา” ส่งออก “สินค้าไทย” ไปบุกตลาดประเทศจีน และตลาดโลก ซึ่งจะว่าไปเฉพาะแค่ตลาดในจีนอาจรับออเดอร์กันไม่ทันแล้วนั้น “สินค้าจีน” ก็มีโอกาสทะลักเข้ามาทำตลาดในบ้านเราได้โดยตรงด้วยเช่นกัน
“ในดีมีเสีย-ในเสียมีดี” ขึ้นอยู่กับว่าใครจะปรับตัวรับมือสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้มากน้อยแค่ไหน อย่างไร และทันการหรือไม่
ใครปรับตัวได้ทันก็อาจรอดไปได้ แต่รอดวันนี้ ไม่การันตีว่าจะอยู่รอดตลอดไป
ในยุคปลาเร็วกินปลาช้า “สปีด” หรือความเร็วมีความสำคัญมาก อาจประมาณเดียวกับคำกล่าวที่ว่า “เก่งไม่กลัว กลัวช้า” นั่นล่ะ
“อาลีบาบา” ไม่มาวันนี้ อีกไม่นานก็ต้องมาอยู่ดีไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และอันที่จริง เขาเข้ามาแล้วผ่าน “ลาซาด้า”
เทคโนโลยีทำให้โลกการค้าไร้พรมแดน ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร และอยู่ที่ไหนในโลกก็สามารถ “ซื้อ และขายสินค้า” ได้ทุกหนแห่ง และตลอด 24 ชั่วโมง
ในมุมมองของกูรูอีคอมเมิร์ซไทย “ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ” กรรมการผู้จัดการ และผู้ก่อตั้ง ตลาดดอทคอม กังวลว่าการเข้ามาของสินค้าจีนอาจทำให้ผู้ประกอบการไทยไม่มีที่ยืน เพราะสินค้าจากจีนราคาถูกกว่าของไทยมากและส่งตรงไปถึงบ้านผู้ซื้อคนไทยได้โดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลางหรือบริษัทตัวแทนนำเข้า
ฉะนั้น คนไทยที่นำเข้าสินค้าจากจีนเตรียมเปลี่ยนงานได้เลย รวมถึง “เอสเอ็มอี” และผู้ผลิตสินค้าที่ตรงกับกลุ่มสินค้าจีนที่จะเข้ามาด้วย
นอกจากนี้ ยังจะกระทบกับตลาดค้าปลีก และห้างสรรพสินค้า เพราะปัจจุบันคนไทยนิยมซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากสะดวกและราคาที่ถูกกว่าจึงส่งผลกระทบต่อสินค้าที่ขายในห้างสรรพสินค้าหรือแม้แต่ตามตลาดนัดด้วย โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มนาฬิกา, เครื่องสำอาง, อุปกรณ์มือถือ และเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่คนนิยมซื้อออนไลน์อยู่แล้ว และต่อไปอาจขยายไปยังกลุ่มสินค้าอื่นๆ
“วงการค้าปลีกในบ้านเราอาจเหมือนในอเมริกา ที่อีคอมเมิร์ซเบอร์หนึ่งอย่างอะเมซอนครอบครองตลาดไว้หมด และไปฆ่าธุรกิจค้าปลีกดั้งเดิม ในอนาคตไทยอาจเป็นเช่นกัน แต่นั่นอเมริกากินอเมริกา แต่ของเราจีนมากินไทย”
ไม่เท่านั้นยังมีโอกาสลามไปถึงธุรกิจธนาคาร, การขนส่ง และอุตสาหกรรมอื่นด้วย
เพราะธุรกิจ “อีคอมเมิร์ซ” มีข้อมูลมหาศาล และอาจมีมากกว่าธนาคารด้วยซ้ำ ซึ่งการเข้ามาลงทุนของอาลีบาบาในครั้งนี้ ย่อมที่จะเข้ามาทำธุรกิจด้านการเงินด้วยตามแบบฉบับการลงทุนของจีน ไม่ว่าจะเป็น “อาลีบาบา” หรือ “เจดีดอทคอม”
ด้วย “บิ๊กดาต้า” จากการซื้อสินค้าของผู้ซื้อและร้านค้าทำให้สามารถนำเสนอบริการทางการเงินไปยังกลุ่มลูกค้าได้อย่างแม่นยำ และมีประสิทธิภาพมากกว่า “ธนาคาร”
และสิ่งนี้เกิดขึ้นแล้วในประเทศจีน และน่าจะเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้แบงก์ชาติยอมให้ธนาคารไทยหันมาทำอีมาร์เก็ตเพลซได้ด้วย เพราะเห็นว่ายักษ์จากจีนจะมาแบบครบวงจรจึงต้องมีทางออกให้ธนาคารไทยปรับตัวสู้ให้ได้
กับธุรกิจขนส่ง “อาลีบาบา” ก็มีบริษัทขนส่งขนาดใหญ่อย่าง “ไช่เหนี่ยว” ที่จะขยายเข้ามาในประเทศไทยด้วยเช่นกัน จึงกระทบผู้ให้บริการขนส่งในไทย อย่างไปรษณีย์ไทยแน่นอน และกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังอุตสาหกรรมอื่นๆ เพราะ “อาลีบาบา” มาทั้งกลุ่มธุรกิจ และมักสร้างให้เกิดระบบนิเวศของตนเองเพื่อล้อมลูกค้าไว้ไม่ให้หลุดไปไหน
“กูรูอีคอมเมิร์ซไทย” กล่าวว่า คนไทย และธุรกิจไทยต้องเร่งปรับตัวเข้าสู่ออนไลน์ และตระหนักรู้ว่า “เราไม่ได้แข่งกับคนไทยด้วยกันเองอีกต่อไปแล้วจึงควรคิดว่าจะทำอย่างไรให้ธุรกิจของตนเอง ขยายไปสู่ตลาดโลกได้”
ขณะเดียวกัน รัฐบาลไทยต้องปรับตัวผลักดันสินค้าไทยให้ส่งออกไปประเทศจีนอย่างเต็มกำลัง พร้อมทั้งชะลอการนำเข้าสินค้าจีนอย่างมีศิลปะ และหาผู้ที่มีความเชี่ยวชาญจริงมาช่วยผลักดันการค้าออนไลน์ของไทยอย่างเป็นระบบ เช่น คณะกรรมการด้านอีคอมเมิร์ซที่ตั้งขึ้นมาควรมาช่วยกัน ทำงานร่วมกันเพื่อผลักดันประเทศไปข้างหน้าด้วยตัวเราเอง
“ภาวุธ” ย้ำว่า วันนี้เราต้องมองให้ออกว่าจะปรับตัวอย่างไรเพื่ออยู่ร่วมกับการเปลี่ยนแปลงนี้ให้ได้ โดยทำให้ทั้งตัวเราและประเทศเดินไปข้างหน้าได้
“ผมไม่ได้เห็นแย้งหรือต่อต้านการเข้ามาลงทุนของกลุ่มอาลีบาบาแต่ต้องการผลักดันให้คนไทยนักธุรกิจไทยตื่นตัว และเปลี่ยนแปลงตนเอง”
ชัดเจนว่าการลงนามความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับ “กลุ่มอาลีบาบา” ในโครงการ Smart Digital Hub ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่จะก่อสร้างในปีนี้ และมีกำหนดแล้วเสร็จปีหน้าจึงเป็นทั้งประตูนำพาโอกาสใหม่ และนำสิ่งที่น่ากังวลเข้ามาพร้อมกัน แต่จะถึงขั้นเป็นวิกฤตหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าคนไทย ธุรกิจไทยมีความพร้อมแค่ไหนที่จะคว้าโอกาส และปรับตัวรับมืออย่างไร

