นักศึกษาหนุ่มคนหนึ่งกลุ้มใจเนื่องจากอาจจะต้องซ้ำชั้นเพราะส่งรายงานไม่ครบค่ะ ตลอดทั้งปีเขาต้องส่งรายงานราว 20 ฉบับ แต่สามารถเขียนและกลั้นใจส่งไปได้แค่ 7 ฉบับ เท่านั้น บางวิชาเขียนไม่ได้เลยสักฉบับด้วย อาจารย์ที่คณะสอบถามหนุ่มน้อยคนนี้ว่าเขาเรียนไม่เข้าใจหรืออ่านหนังสือไม่เข้าใจหรือเปล่าถึงได้เขียนรายงานไม่ออก ปรากฏว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่การเรียน และไม่ได้อยู่ที่เขาเขียนหนังสือไม่เก่งด้วย แต่อยู่ที่เขาไม่มั่นใจว่ารายงานที่เขียนออกไปถูกต้องครบถ้วนหรือไม่
“ฉบับที่เขียนไม่เสร็จมันเกิดอะไรขึ้นเหรอคะ”
“ผมเขียนไปได้หน้าหนึ่ง พอจะเขียนหน้าถัดไปก็ย้อนกลับมาอ่านหน้าที่แล้วก็พบจุดผิดหรือจุดที่เขียนไม่ครบ ผมก็จะแก้ไขใหม่ ถ้าแก้เยอะผมก็จะเขียนลงกระดาษแผ่นใหม่เลย ย้อนไปแก้แบบนี้หลายรอบจนรายงานผมไม่เสร็จครับ”
“แล้วทำไมบางฉบับเขียนสำเร็จคะ”
“ผมก็ย้อนไปแก้ใหม่จนถึงวันสุดท้ายที่ต้องส่ง ผมก็โยนลงตะกร้าส่งแล้วรีบกลับบ้านเลยครับ พยายามไม่สนใจว่ามันจะครบถ้วนหรือเปล่า แต่ก็อดทนคิดแบบนี้ได้แค่ 7 ฉบับครับ ฉบับอื่นไม่กล้าเอาไปส่งเลย”
หนุ่มน้อยคนนี้มีความกังวลอย่างมากว่างานที่ทำจะผิดหรือจะไม่สมบูรณ์แบบจนกระทั่งไม่กล้าลงมือทำ เขาจะสบายใจได้เมื่อส่งไปแล้วอาจารย์ไม่ได้ให้กลับมาแก้ไขอะไรอีกแต่กว่าจะสบายใจก็ต้องเอาชนะความกลัวของการเดินถือรายงานไปส่งเสียก่อน หนุ่มน้อยคนนี้ทำให้นึกถึงนางเอกสาวในแอนิเมชั่นเรื่องเยี่ยม “Violet Evergarden” ที่สร้างจากไลต์โนเวลรางวัลกรังด์ปรีซ์สาขานวนิยายจากเกียวโตแอนิเมชั่นอวอร์ดปี 2014
เหตุการณ์เกิดขึ้นในโลกสมมุติที่มีบรรยากาศคล้ายช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 1 “ไวโอเล็ต” เด็กสาวที่เป็นอดีตทหารได้ปลดประจำการหลังผู้บังคับบัญชาของเธอหายสาบสูญไปในสงคราม ความที่เธอสูญเสียแขนทั้งสองข้างและได้รับแขนเทียมที่มีแรงเพียงแค่กดพิมพ์ดีดได้ “คลอเดีย” เจ้าของกิจการส่งจดหมายและเพื่อนเก่าของผู้บังคับบัญชาของไวโอเล็ตจึงรับเธอมาให้ทำงาน “ออโตเมโมรีดอลล์” เป็นอาชีพรับบริการพิมพ์จดหมายและจัดส่งไปถึงผู้รับ ไวโอเล็ตเคยเป็นทหารจึงไม่สามารถทำงานนอกเหนือคำสั่งได้ เธอไม่สามารถพิมพ์จดหมายที่ปรับแต่งคำให้สละสลวยได้หากไม่ใช่คำที่ออกมาจากปากผู้ว่าจ้าง ยิ่งกว่านั้นเธอยังไร้จุดมุ่งหมายในการมีชีวิตอยู่เนื่องจากไม่มีผู้บังคับบัญชาคอยสั่งการอีกต่อไป เธอกลัวกระทั่งการมีชีวิตอยู่เพราะไม่มีใครสั่งให้เธอมีชีวิตอยู่อีกแล้ว แอนิเมชั่นนำเราให้มองเห็นความหมายของการใช้ชีวิตอยู่โดยปลดเปลื้องความกลัวจากการกระทำผิดในสิ่งที่อยู่นอกเหนือคำสั่งของผู้อื่นค่ะ
จากงานวิจัยในอดีตพบว่าสิ่งที่คนกลัวเป็นอันดับหนึ่งไม่ใช่ความตาย กลัวตายยังเป็นอันดับสองเพราะอันดับหนึ่งคือ “กลัวการพูดในที่ชุมชน” สำหรับคนที่ไม่กลัวอาจนึกภาพไม่ออกว่าการพูดในที่ชุมชนต้องถูกสายตาทุกคู่จ้องมอง ผู้พูดอาจกลัวที่จะเผลอทำอะไรน่าอายอย่างเช่นเสียงสั่นหรือขาสั่น หรืออาจจะกลัวพูดผิดแล้วถูกต่อต้านก็ได้ ฟังดูแล้วเราเดาว่ายิ่งคนฟังเยอะก็น่าจะยิ่งแย่แต่การวิจัยของคุณวิกรัม ชิบ จากมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Social Cognitive and Affective Neuroscience กลับบอกว่ายิ่งคนเยอะเรากลับยิ่งแสดงออกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ผู้วิจัยให้อาสาสมัคร 20 คน อายุระหว่าง 19-22 ปี เล่นวิดีโอเกมซึ่งจะได้รับเงินรางวัลตามผลการเล่น เมื่อเล่นรอบแรกเสร็จก็ให้เล่นรอบที่สองโดยมีคนจ้องมองขณะเล่นอีก 2 คน เพื่อดูว่าความสามารถในการเล่นจะเป็นอย่างไร ระหว่างนั้นให้มีการตรวจการทำงานของสมองด้วยเครื่อง MRI ผลปรากฏว่าผลการเล่นเกมขณะที่มีคนจ้องมองอยู่กลับทำได้ดีกว่าเล่นคนเดียว นอกจากนั้น ยังพบการทำงานของสมองที่แตกต่างกันด้วย เขาพบว่าผลการเล่นดีขึ้นกว่าเดิม 5-20 เปอร์เซ็นต์ เลยทีเดียว ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าแม้การมีคนมองอาจทำให้เราตื่นเต้นขณะทำกิจกรรมบางอย่างแต่การคำนึงถึงสังคม (social judgment) กลับทำให้ผลการทำงานของเราดีขึ้น
การลงมือทำสิ่งใดไม่ว่าจะเขียนรายงานหรือดำเนินชีวิตล้วนมีความกลัวและกังวลต่อผลลัพธ์เป็นปกติ แต่หากเราใช้สังคมให้เป็นประโยชน์ด้วยการจินตนาการว่ามีใครสักคนจ้องมองเราอยู่หรือคาดหวังบางอย่างกับเรา แรงฮึดจากคนรอบข้างอาจช่วยให้เราเอาชนะความกลัวและประสบความสำเร็จมากกว่าการพยายามทำด้วยตัวคนเดียวก็ได้

